บทที่ 2 ชุมชนศึกษาelearning.psru.ac.th/courses/264/008 บทที่...

Preview:

Citation preview

บทท 2 ชมชนศกษา

ในการพฒนาชมชนนน นกพฒนาจะรหลกการและวธการพฒนาอยางเดยวยอมไมเพยงพอทจะดาเนนการพฒนาสภาพความเปนอยของคนในชมชนได ปจจยสาคญในการพฒนาชมชนอยทการเขาใจสภาพปญหาและความตองการของคนในทองถน รจกสภาพแวดลอมทรพยากรธรรมชาต ขนบธรรมเนยมประเพณ และวถชวตของคนในชมชนเปนอยางด การเขาใจสภาพการณตาง ๆ เหลาน สวนหนงอาจเกดจากการทนกพฒนามโอกาสใชชวตอยในชมชนนน หรอมความคนเคยกบชมชนนนมากอน แตกเปนเพยงความเขาใจในขอบเขตกวาง ๆ หรออาจรเรองดเปนบางดานไมเพยงพอทจะวางแผนหรอกาหนดโครงการพฒนาชมชนไดอยางละเอยดชดเจน การวเคราะหปญหาและสาเหตตลอดจนหาแนวทางในการพฒนาชมชน จงจาเปนตองอาศยการศกษาชมชน หรอชมชนศกษา (community study ) หรอสารวจชมชน (community survey ) เพอใหไดมาซงขอมลเกยวกบสภาพทางเศรษฐกจ สงคม การศกษา วฒนธรรม โครงสรางของประชากร และทรพยากรตาง ๆ ของชมชน 0ในขณะเดยวกน เราในฐานะทคนเปนสมาชกของชมชน เกด แก เจบ ตาย ในชมชน โดยไมอาจแยกตวออกจากชมชนได ไมวาจะอยในสภาวะใด จงเปนความจาเปนทเราจะตองรจกชมชนของตนใหดขนไมเชนนนแลวความเปนอยของเขาในชมชนคงจะหาความสขไดยาก เพราะในชมชนแตละชมชนจะมการปรบเปลยนอยตลอดเวลาตามลกษณะของววฒนาการของสงคม ซงจะตองเกดขนตามสภาวะธรรมชาต ทงจากตวคนในชมชนทงสภาวะแวดลอมอน ๆ ทอยรอบขางดงนนจงมความจาเปนตอการสรางกระบวนการเขาใจและเรยนรชมชน ทงในเรองของคนและสงแวดลอมตาง ๆ ความหมายของชมชนศกษา ไดมผ ใหความหมายเกยวกบ ชมชนศกษา ไวมากมายผ เขยนจงพยายามรวบรวมความหมาย ชมชนศกษาไดดงน

ขบวน พลตร (2530) ไดกลาวถง ชมชนศกษา Community Study หรอการสารวจชมชน Community Survey หมายถง การศกษาหาความจรงเกยวกบลกษณะและสภาพตางๆในชมชนเพอนาขอมลทไดมาวเคราะหแนวโนมของปญหาและความตองการของชมชน เพอใชเปนพนฐานในการกาหนดโครงการพฒนาหรการวางแผนพฒนาชมชนตอไป

24

ชรวฒน นจเนตร (2528) ไดกลาวถง ชมชนศกษา หมายถง การศกษาหาความจรงเกยวกบลกษณะสภาพตาง ๆ ในชมชน เพอนาขอมลทไดมาวเคราะหแนวโนมของปญหาและความตองการของชมชนเพอใชเปนพนฐานในการกาหนดโครงการพฒนาหรอวางแผนพฒนาชมชนตอไป ธนพรรณ ธาน (2524) ไดกลาวถง ชมชนศกษา หมายถง กระบวนการทจะทาใหนกพฒนาสามารถวเคราะหชมชนในงานพฒนาได ซงการศกษาชมชน จะมความหมายตรงกนนน นกพฒนาจะตองยอมรบในแงทชมชนแตละชมชนมความแตกตางกนในดานสงคม วฒนธรรม เศรษฐกจ และการเมอง เพอใหเขาใจลกษณะของแตละชมชนอยางแทจรง จะตองมการศกษาชมชน

สรปไดวา ชมชนศกษา (Community Study) หมายถง การศกษาหาความจรงเกยวกบลกษณะและสภาพตางๆ ในชมชน เพอนาขอมลทไดมาวเคราะหแนวโนมของปญหาและความตองการของชมชน เพอใชเปนพนฐานในการกาหนดโครงการพฒนาหรการวางแผนพฒนาชมชนในอนาคต

แนวความคดเกยวกบชมชนศกษา ชมชนศกษา เปนลกษณะการคนหาความจรงเกยวกบลกษณะและสภาพตางๆ ในชมชน นกสงคมวทยาไดสรางแนวความคดไวหลายทาน และตางกมว ธการแตกตางกนออกไป แนวความคดหนงทควรแกการศกษาและนาจะเปนแนวทางไดเปนอยางด คอ การมองชมในแงของสงคมมานษยวทยา John Donoghue และ Admond Alchin ศาสตราจารยทางดานพฒนาชมชน ไดรวมกนเขยนแนวความคดการศกษาชมชน โดยตงสมมตฐานวา ชมชนทเราอยนประกอบดวยองคประกอบสาคญ 3 ประการ คอ (ไพรตน เตชะรนทร, 2524; สรเทพ ชวลตร, 2524; ทองคณ หงสพนธ, มปป) 1. มนษย (Human Component) 2. สงทมนษยคดคนประดษฐขน (Man-made Component) 3. สงทธรรมชาตสรางขน (Natural Component)

1. มนษย (Human Component) เปนองคประกอบทมบทบาทสาคญในทกชมชน คนทมอยในชมชนไมสามารถอยไดโดยลาพง ในอดตววฒนาการของมนษยดกดาบรรพ มนษยชอบอยเปนกลม นบตงแตการมชวตอยรวมกนในครอบครว การเปนสามภรรยา การเปนลกพลกนอง จะเหนวาทกคนจะตองมความสมพนธกบบคคลอนอยเสมอ ไมวาคนนนจะเปนคนกาพราพอแม

25

หรอถกพอแมทอดท ง คนในชมชนจะยนมอเขามาเกยวของในชวตของเขา ก รยาเหลาน คอความสมพนธ การตอบโตระหวาง จงอาจกลาวสรปไดวาในทกชมชนจะไมมใครเลยทถกทอดทงโดยไมมการตดตอกบบคคลอนในชมชน

ความจาเปนทมนษยตองอยรวมกนเปนหมคณะ หรอเปนกลม ตองมสมพนธตอบคคลทสอง มนษยในทนจงมไดหมายถงคนคนเดยว แตหมายรวมถงกลมบคคล ทงทเปนกลมปฐมภม (Primary group) เชน ครอบครว เพอนฝง และกลมทเปนทางการ (Formal group) เชน กลมพอคา กลมชาวนา ทจดตงขนเปนทางการสมาคมนกเรยนเกา สมาคมฟตบอล กลมตางๆทมนษยสรางขนเพอกจกรรมใดอยางหนง หรอเพอความสนใจอยางใดอยางหนงรวมกน และคนทเปนสมาชกของกลมใดมากกวาหนงกลม กยอมมความสมพนธตอสมาชกในกลมหรอกลมอนๆอกเปนลกโซตดพนกนไป สงเหลานจดอยในประเภทองคประกอบมนษย 2. สงทมนษยคดคนประดษฐขน (Man-made Component) จะเหนวาทกชมชนจะมสงอานวยความสะดวก สงทใชบาบดความตองการของมนษยในดานความสขของชวต สงจาเปนสาหรบการครองชพ แนวความคด ปรชญา ตลอดจนทศนะความรในสาขาวชาการตางๆ ลวนแลวแตมนษยเปนผสราง องคประกอบทกลาวนแตกตางกนไปแตละชมชน ยอมมสงอานวยความสะดวกทมนษยสรางขนไมเหมอนกน ทงนยอมแลวแตระดบความเจรญของชมชนนน การประดษฐคดคนของมนษยไมมสนสดตราบเทาทมนษยมชวตอยตอไปถายทอดกนไปเปนทอดๆการคดประดษฐสงใหม จะเพมและเปลยนแปลงไปตามกาลสมยและความคดนยมของมนษยอยตลอดเวลา สงทงหลายทมนษยคดประดษฐ จะพบวาเกอบทกประเภทมความสมพนธตอตวมนเอง จะเหนวาการสรางเครองรบวทย กอาศยเครองมออยางอนเพอใชประกอบใหกลายเปนเครองรบวทยได และเครองมอทใชประดษฐกยงตองอาศยวธการอน เพอใหไดเครองมอนนมา ความสมพนธของสงเหลานเปรยบเสมอนลกโซตอกนเปนหวงๆเปนการแสดงถงความสมพนธในองคประกอบของสงทมนษยคดสรางขน 3. สงทธรรมชาตสรางขน (Natural Component) องคประกอบนหมายรวมถงสตว ธรรมชาตชาต อากาศ นา ดน ลม ไฟ ทกชมชน จะมสวนซงธรรมชาตสรางขนอย ความสมพนธของสงธรรมชาตสรางนนจะเหนวา สภาพอากาศในบางภมภาคหรอบางประเทศไมเหมาะทจะปลกทเรยน แอปเปล หรอดนทรายบางแหงขงนาไมได ดอกไมทเกดในประเทศทมอากาศ หนาวปลกไมไดในประเทศรอน จงนบไดวาสงเหลานกมความสมพนธในตวของมนเองดวย

26

องคประกอบทง 3 ประการ มความเกยวของสมพนธกนอยตลอด แตอยางไรกตามองคประกอบดงกลาวนจะมความเจรญทไมเทาเทยมกน เพราะวามตวบงการ (Control Point ) หรอกลไกทมบทบาทในการควบคม สนบสนน หรอสงเสรมองคประกอบ ทง 3 ของชมชนใหเจรญกาวหนา หยดอยกบท หรอมการเปลยนแปลงไป ตวบงการสาคญนคอระบบตางๆ ในชมชนนนเอง

ความสมพนธขององคประกอบชมชนศกษา สมศกด ศรสนตสข (2536) กลาวถง ความสมพนธทมตอกนในองคประกอบแตละประเภทตอไปจะไดศกษาความสมพนธ และการปฏบตตอกน (Interaction) ระหวางองคประกอบภายในชมชนหนงๆ ผสรางแนวความคดไดพยายามเนนใหเหนถงความสมพนธระหวางองคประกอบเหลานเปนตวจกรสาคญทจะทาใหผศกษาชมชนไดเขาใจถงบทบาทและความสาคญของแตละ องคประกอบ ดงน

1. มนษย นอกจากมนษยจะตองมความสมพนธและปฏบตตอกนระหวางมนษยดวยกนแลว ความสมพนธทมตอองคประกอบในสงทมนษยคดคนประดษฐขน และตอธรรมชาตนน นบวามบทบาทมาก หากปราศจากมนษยแลวกจะไมมสงทมนษยคดคนประดษฐขนและมเพยงแตจะคดคนขนอยางเดยว มนษยนาสงประดษฐนนมาใชระโยชน และกรยาการคดคนและการใชน เปนความสมพนธระหวางมนษยและสงทมนษยประดษฐขน มนษยตองเรยนรวธการใชเครองจกรกลไกซงมนษยพวกหนงสรางขน และไดพยายามคดคนดดแปลงมประสทธภาพมากขน หรอใหมสงแปลก ๆ ใหม ๆ เกดขน จะเหนวาในชมชนทยงไมเจรญนกสงทมนษยสรางขนยงคงแบบงาย ๆ ไมสลบซบซอน เครองตดหญากอาจเปนเพยงมดยาวทไมตอเปนดามใหคนตดยนตดได แตชมชนทเจรญมากในดานวตถ คนตดหญาไมตองออกแรงเพยงแตเดนตามเครองตดหญาซงมเครองยนตและถงเกบเศษหญาทตดแลวโดยไมตองทางานหลายตอความสมพนธทมนษยมตอสงคดคนน จงแตกตางในความยากงายในการประดษฐและการใชประโยชน ซงแลวแตความเจรญของชมชนนน 2. ความสมพนธระหวางมนษยกบธรรมชาต เปนทยอมรบวามนษยกบธรรมชาตเปนสงทแยกไมออก อากาศทใชหายใจอยทกวนาท แสงแดดทเราใชตากเสอผา ฝนทชาวนาใชทานา และกาลงนาทนามาใชประโยชนในกรผลตกระแสไฟฟา สงเหลานแสดงใหเหนถงความสมพนธระหวางองคประกอบนมมากนอยเพยงไร จรงอยปจจบนนสามารถเอาชนะธรรมชาตไดไมตองอาศยธรรมชาตอยางเดยว

27

3. ความสมพนธของมนษยกบสงประดษฐ และความสมพนธตอสงทมนษยคดคนประดษฐเองตามธรรมชาต พวกแรธาตตางๆ มนษยไดพยายามนามาประดษฐเครองจกรปาไมทเกดขนเองตามธรรมชาตมนษยไปตดมาเพอสรางบานเรอนเพอประดษฐเปนของใชเปนประจา ดอกไม ผลไมทมนษยเรยนรวธการปลก ไดนามาประดบความสวยงามของบาน นามาทาเปนอาหารในรปแบบตางๆ กน และในขณะเดยวกนการทจะใชสงทธรรมชาตสรางนนตองอาศยเครองมอทมนษยสรางขน จงเหนไดวาสงทมนษยประดษฐขน และธรรมชาตยอมสวนสมพนธ และมปฏกรยาโตตอบตอกนเชนเดยวกบองคประกอบอน

ภาพท 1 ความสมพนธขององคประกอบการศกษาชมชน

โดยสรปแลว องคประกอบชองชมชนทงสามประเภททกลาวมาน ยอมมความสมพนธและมกรยาโตตอบตอกนทงภายในองคประกอบเอง และความสมพนธโตตอบกนระหวางองคประกอบดวยกน

รปแบบความสมพนธ การศกษาชมชน

มนษย

ความสมพนธระหวางมนษยกบธรรมชาต

ความสมพนธระหวางมนษยกบสงประดษฐ

28

ตวบงการ (Control Points) เมอมองชมชนและเขาใจวาชมชนทกชมชนประกอบดวยองคประกอบทง 3 ดงกลาว และ

ไดรถงความสมพนธทอยในองคประกอบ และระหวางองคประกอบแลว ความเขาใจชมชนไดกระจางขนมาขนหนง แตยงมจดททาใหฉงนตอไปวา อะไรเปนสงทกาหนดความสมพนธระหวางองคประกอบเหลาน เพราะเหตใดชมชนทประกอบทเหมอนกนทกชมชน จงมความเจรญไมเทากน เจาของแนวความคดนเรยกตวกาหนดความสมพนธ หรอตวบงการทง 5 ประเภทวา “ตวบงการ” (Control Points)

ไพรตน เดชะรนทร (2524) ไดกลาวถง ตวบงการ ไววาหมายถง กลไกทมบทบาทควบคม สนบสนนหรอสงเสรมองคประกอบทงสามของชมชนใหเจรญรดหนา หยดอยกบท หรอมการเปลยนแปลง ตวบงการของชมชนทเหนไดชดพอจะแบงไดดงตอไปน

1. ระบบการปกครอง (Form of government) 2. ระบบเศรษฐกจ (Economic System) 3. ระบบการศกษา (Educational system) 4. ศาสนา (Religion) 5. ตวบงการอนๆ (Others)

1. ระบบการปกครอง (Form of government) ระบบบรหารประเทศยอมยอมสงผลสะทอนมาถงชวตของบคคลทอยในชมชน ความสมพนธและการตอองคประกอบอนๆยอมผดแผกแตกตางกนออกไป ยกตวอยางเชน การจดรปการปกครอง อาจเปนแบบกระจายอานาจหรอเปนแบบรวมอานาจอยสวนกลาง เชน แบบเสรประชาธปไตย ชมชนทมระบบการปกครองตางกนยอมอสรภาพแสดงออกตางกน

2. ระบบเศรษฐกจ (Economic System) อทธพลของระบบเศรษฐกจ การทชมชนใดหรอ ประเทศใดจะเปนประเทศอตสาหกรรม หรอ เกษตรกรรม นบไดวาเปนตวกาหนดการเปลยนแปลงของชมชน อยางประเทศไทยมกจะกลาวอยเสมอวาระบบเศรษฐกจเปนเกษตรกรรม ผลผลตและรายไดสวนใหญไดจากผลตผลทางการเกษตร เครองมอเครองใชในชมชนจงเปนเครองมอเพอการเกษตรสวนมาก ปญหาเรองการตลาด การผลตจงเปนปญหาการเกษตร แตหากเปนชมชนทระบบเศรษฐกจขนอยกบระบบอตสาหกรรม ชมชนนนมกจะมเครองมอเครองใชเพออตสาหกรรมมากกวาเครองมอเครองใชทางการเกษตร

3. ระบบการศกษา (Educational system) ชมชนจะเจรญ หรอ เกดความลาหลง ระบบการศกษาจะเปนตวการวดระดบ ชมชนใดทระบบการศกษาไดขยายอยางกวางขวาง สมาชกมน

29

ชมชนมการศกษาสงโดยเฉลยการเปลยนแปลงไปในทางทเจรญยอมมมาก เพราะการถายทอดวชาความรและการประดษฐสงใหมๆ ยอมมมากกวาในชมชนดอยการศกษา ระดบการศกษายอมจะสรางความสมพนธของทงสามองคประกอบใหสบสนขน หรอแบบงายๆ เชน เขตชมชนในเมอง คนในชมชนมการศกษาสงกวาและมากกวาในชนบท สถาบนทางสงคม (Social institution) ยอมมกลมทางการ (Formal group) มากกวาในชนบท ชนบทนนมเพยงสถาบนครอบครวเปนสถาบนหลก การรวมกลมเพอทากจกกรมบางอยางรวมกน จงจดทาในลกษณะงายๆ และกลมจะสลายตวเมอกจกรรมสนสดลง

4. ศาสนา (Religion) เปนตวกาหนดความสมพนธขององคประกอบภายในชมชน โดยเฉพาะในชมชนทยงอยในขนพฒนา ศาสนาในทนรวมถงความเชอในสงศกดสทธและการกระทาพธกรรมตางๆ ทางศาสนา การศกษาของนกมานษยวทยา พบวา อทธพลเรองความเชอถอศาสนาหรอลทธของชมชน มอทธพลมากทสรางความสมพนธหรอเปลยนแปลงความสมพนธในชมชนไดอยางมาก เชน ชมชนททาพธกรรมบวงสรวงโดยเชอวาพระเจาจะบนดาลประโยชนใหมากไดมการบชาแลว

5. ตวบงการอนๆ (Others) นอกจากตวบงการใหญทง 4 ประการ ยงมตวบงการอน อก เชน ตวบงการทธรรมชาตสรางให เชน การเกดอทกภย หรอการมอากาศหนาวจด รอนจด มภเขาไฟ สงเหลานลวนมองคประกอบของชมชนอยมาก ตามทไดเขยนถงวธการศกษาชมชนตามหลกการของนกสงคมมานษยวทยาดงกลาวมาแลว หากนามาประมวลเปนเรอง สมมตไดวา การศกษาชมชนในแงนใหมองชมชนคลายนาฬกา องคประกอบทงสามเปรยบเหมอนเขมนาฬกา ถานทใหพลงงานนาฬกา และเฟองของเขมนาฬกาทงสามหลอดมความสมพนธทจะกอใหเกดการเดนระบบเวลาทเทยงตรง หากเขมวนาทเดนผดพลาดกจะทาใหระบบการเดนเวลาของนาฬกาไมเทยงตรง และหากถานนาฬกาหมด นาฬกากไมเดนเชนเดยวกน อกทงเฟองทมหนาทหมนเขมนาฬกา หากเฟองใดเฟองหนงเกดเสย นาฬกากไมเดนอกเชนเดยวกน ดงนน สาหรบตวบงการตางๆ (Control points) กอาจเปรยบไดวาเปนถานนาฬกา ถงแมวา เขม และ เฟองควบคมการทางานของนาฬกาทางานไดปกต แตเมอถานในนาฬกาหมดลง การทนาฬกาจะทางานผดพลาดกยอมจะมเชนเดยวกน จงพอสรปไดวา ชมชนหนงๆ จะมลกษณะอยางไร เปนชมชนประเภทไหน องคประกอบทงสามมความสมพนธกนอยางไร และตวบงการมบทบาทอยางไร เปรยบไดกบระบบวทยาดงกลาวมาแลว

30

ความมงหมายของชมชนศกษา ไดมนกวชาการกลาวถง ชมชนศกษา ไวมากมายดงตอไปน

ธนพรรณ ธาน (2540) ไดกลาวถงความมงหมายของชมชนศกษาไววา 1. เพอหาขอเทจจรงตางๆ ทเกดขนในชมชน คอ เปนการหาความรใหม หรอเปนการ

เพมเตมความรใหมากยงขน การหาขอเทจจรงอาจจะเปนขอเทจจรงในลกษณะกวางทวไป หรอลกซงมการวเคราะหสงตางๆ อยางละเอยดกได ตามวตถประสงคของผศกษา

2. เพอทดสอบความรเดมใหมความนาเชอถอมากยงขน เปนการทดสอบความรตางๆ เพอยนยนและเปนการทาใหความรเดมนนนาเชอถอมากยงขน เปนเรองของการทจะสรางแนวความคดและทฤษฎใหมขน

3. การศกษาชมชนเพอนาขอเทจจรงไปใชประโยชนในงานพฒนาซงนบวามประโยชนและสาคญตองานพฒนาอยางมาก เพราะจะไดนาไปวางแผนและนาไปปฏบตในงานพฒนา ดงนนจงจาเปนตองศกษาชมชน อรพนท สพโชคชย (2537) ไดกลาวถงความมงหมายของชมชนศกษาไววา เพอเขาใจชมชนหรอหมบานทจะพฒนา ความเขาใจนจะเปนประโยชนในการดาเนนการประชม (ระดมความคด) เพอชวยงานการพฒนาหมบาน และเพอศกษากลมบคคลตางๆ ในชมชนหรอหมบาน

จตต มงคลชยอรญญา (2540) ไดกลาวถงความมงหมายของชมชนศกษาไววา สามารถแบงออกเปนประเภทตางๆ ตามวตถประสงคของการศกษา คอ

1. การศกษาชมชนโดยนกพฒนา ซงมหนาทรบผดชอบในการพฒนาชมชนนนๆ โดยตรง ทาการศกษาชมชนเพอใหเขาใจและเหนลทางในการกระตน สงเสรมใหคนหรอกลมในชมชน รเรมกจกรรมตางๆ เพอแกไขปญหาของตน ซงนกพฒนาตองเปนทงผ กาหนดประเดนศกษา ผรวบรวมขอมล ผวเคราะห และผใชประโยชนจากผลการวเคราะหดวยตนเอง งานศกษาชมชนน นกพฒนาจะขอใหผ อนทาแทนมได นกพฒนาจะตองมสวนรวมในการศกษาชมชนเสมอ

2. การศกษาชมชนทหนวยงานตนสงกดของนกพฒนามอบหมายใหนกพฒนา ทาการรวบรวมหรอสารวจขอมลในชมชนเพอนาไปใชวางแผนซงนกพฒนาเปนเพยงผ เกบขอมลตามประเดนและ / หรอแบบสารวจขอมลทคนอนสรางขนมาเทานน สวนผลการวเคราะหผลและใชประโยชนจากผลการวเคราะหมกจะเปนเจาหนาทขอมลหรอเจาหนาททเกยวของกบการวางแผนหรอจดทาขอมลพนฐานของหนวยงาน

31

ดงนนจงสรปไดวา ความมงหมายของการศกษาชมชน มจดมงหมายเพอ เพอตองการทราบความสมพนธของคนในชมชน ความเชอ เจตคต และสภาพทางเศรษฐกจของชมชน ความตองการ และปญหาของชมชนในแงมมตางๆ เพอจะไดชวยกนคด และหาทางตอบสนองความตองการของชมชน โดยจดทาเปนโครงการเพอแกไขปญหา และความตองการเหลานนใหหมดไป โดยพลงของชมชน อกทงผลพลอยไดจากการศกษาชมชน ยงไดทราบแหลงวชาความรทสาคญ เชน วชาในชมชน (Community Resources) ทรพยากร ธรรมชาต (Natural Resources) วทยากร (Resources persons) และ สถาบนของชมชน

ประโยชนของชมชนศกษา

ในการพฒนาชมชนนน นกพฒนาจะรหลกการและวธการยอมไมเพยงพอทจะดาเนนการพฒนาสภาพความเปนอยของคนในชมชนได ปจจยสาคญในการพฒนาชมชนอยทการเขาใจสภาพปญหาและความตองการของคนในทองถน รสภาพแวดลอม ทรพยากรธรรมชาต และวถของคนในชมชนเปนอยางด การเขาใจสภาพการณตางๆ สวนหนงอาจเกดจากการทนาพฒนามโอกาสใชชวตในชมชนหรอคนเคยกนมากอน แตกเปนเพยงความเขาใจในแบบกวางๆ หรออาจรเรองดเปนทางดานไมเพยงพอทจะวางแผนโครงการพฒนาชมชนไดอยางละเอยด การวเคราะหปญหาและสาเหต ตลอดจนการหาแนวทางในการพฒนาชมชน จงตองอาศยการศกษาชมชน (Community Study) หรอการสารวจชมชน (Community Survey) เพอใหไดขอมลเกยวกบสภาพทางเศรษฐกจ สงคมการศกษา วฒนธรรม โครงสรางของประชากรและทรพยากรตางๆ ของชมชน

การสารวจชมชนตองมการกาหนดจดหมายไวลวงหนาวาตองการทราบขอมลดานใดบาง เพอชวยใหเกดการประหยดและไดขอมลทถกตอง การรายงานผลการสารวจจะตองชแจงตามความเปนจรง ไมใชความรสกนกคด (Bias) ในการวจยปญหาปจจบนนยมใชวธการทางสถตในการสารวจชมชน เพราะจะชวยใหไดขอมลทถกตองและมความเปนปรนย (Objective) สง

สมศกด ศรสนตสข (2536) ไดกลาวถง ประโยชนของชมชนศกษาวาเปนวธการทนามาใชในการแกไขชมชน ฉะนนผ ทาการศกษาจะศกษาเพอประโยชน 7 ประการคอ

1. เพอกาหนดลกษณะ และขอบเขตของปญหาชมชน 2. ไดทราบวา ปญหามผลกระทบหรอกอใหเกดความเดอดรอนตอชมชนเพยงใด 3. ไดทราบถงความยงยากสลบซบซอนของปญหาและจะไดหาแนวทางแกไข 4. ไดทราบวา บคคลใดทสนใจใหการสนบสนนหรอคดคานในการแกปญหานนๆ ของ

ชมชน

32

5. ไดทราบปญหาและไดคนหาวธแกไขทปฏบตไดและสามารถนามาใชไดเปนอยางด 6. ไดทราบถงทรพยากรในทองถนทจานามาแกปญหา 7. เพอเปนขอเสนอแนะเกยวกบขนตอนในการแกปญหาในชมชน ในการดาเนนงานเพอ

ปรบปรงแกไขชมชน กอนทจะกาหนดแนวทางทาอะไรตอไป จาเปนอยางยงทจะตองเขาใจชมชนอยางลกซง และมขอมลทจาเปนอยางเพยงพอ เพอประโยชนแกทงเจาหนาทและชาวบาน การประเมนสภาพการณชมชนทเปนอยอยางถกตอง จะชวยใหมองเหนภาวะหนาทและความรบผดชอบของตนเองอยางชดเจน ปจจบนเปนทยอมรบวา การสารวจชมชนเปนวธการทมประโยชนอยางยงตอการวางแผนชมชน (Community Planning)

ประเภทของชมชนศกษา สมศกด ศรสนตสข (2536) แบงประเภทของชมชนศกษา ออกเปน 6 ประเภทตามลกษณะขอบขายของการศกษาดงน

1. จาแนกตามวตถประสงคของการนาความรไปใช แบงไดเปน 3 ประเภทคอ 1.1 การศกษาชมชนแบบหาความรพนฐานทวไป เปนการศกษาชมชนในลกษณะหาขออเทจจรงทวๆ ไปภายในชมชน โดยเฉพาะชมชนทยงไมมใครไดศกษาหรอมขอมลมากอ การศกษาชมชนในลกษณะนเปนการคนหาสภาพทวๆไปของชมชนเทานน 1.2 การศกษาชมชนแบบทดสอบความรเดม เปนการศกษาชมชนในลกษณะทตองการทดสอบความรตางๆ ทเคยไดมคนทาการศกษาชมชนมานานแลว ใหเกดความรทนาเชอถอมากยงขน เนอหาความรทศกษาอาจจะเปนเรองทเฉพาะเจาะจง หรอเรองราวทวๆ ไปในชมชนกได เชนการศกษาชมชนอาจจะทาการศกษาในชมชนเดมเพอตองการทราบการเปลยนแปลงทเกดขนเพอนาไปพฒนาเปนแนวคดและทฤษฎตอไป หรออาจจะศกษาชมชนใหมโดยนาความรทเกดขนจากชมชนเดมไปทดสอบในชมชนทศกษาใหมนนวามความแตกตางกนอยางไร 1.3 การศกษาชมชนแบบนาความรไปใชในการพฒนา เปนการศกษาชมชนท ตองการศกษาหาขอเทจจรง ภายในชมชนในเรองตาง ๆ ไปใชในการพฒนา ซงเรองทศกษาชมชนนนอาจจะเปนเรองเฉพาะเจาะจงในเรองทตองการพฒนา เชน ขอมลเกยวกบประชากรและสาธารณสขเพอดปญหาและวางแผนในการพฒนา หรอเรองทศกษาอาจจะเปนเรองกวาง ๆ ทว ๆ ไปเพอนาไปวางแผนตอไป

33

2. การจาแนกตามเนอหาของขอมลทนาไปใช แบงไดเปน 2 ประเภท คอ 2.1. การสารวจทวไป (General Survey) ไดแกศกษาชมชนตามรายละเอยดทกดาน Comprehensive Survey ทงในแงสภาพภมศาสตร ประวตความเปนมา โครงสรางของประชากร (อาย เพศ อาชพ) สภาพเศรษฐกจและสงคม วฒนธรรมดานตางๆ ภาวะโภชนาการ สขอนามย สาธารณปโภค และสงอานวยความสะดวกตางๆ 2.2. การสารวจเฉพาะดาน (Topical Survey) ไดแก การศกษาชมชนเฉพาะเรองใดเรองหนงเพยงดานเดยว เชน การสารวจดานอนามยชมชน การสารวจภาวะการศกษาของคนในชมชน เปนตน

3. การจาแนกตามวธการเกบรวบรวมขอมล แบงไดเปน 4 ประเภทคอ

3.1 การศกษาชมชนแบบสารวจ เปนการศกษาชมชนทใชวธการเกบรวบรวมขอมลในเชงปรมาณ เชน การสารวจโดยใชแบบสอบถาม โดยใชเวลาศกษาไมนานนก แบบสอบถามทสรางขนจงพยายามตอบตามวตถประสงคเทาทตองการโดยไมเกบขอมลทกอยางในชมชน

3.2 การศกษาชมชนแบบการมสวนรวมอยางใกลชด เปนการศกษาชมชนทใชวธเกบรวบรวมขอมลในเชงคณภาพ เชน การใชแนวทางในการสมภาษณ การสมภาษณอยางลกซงการศกษาชวประวตสวนตว โดยทไดเขาไปศกษาชมชนอยางมการสงเกตการณอยางตอเนอง และการมสวนรวมอยางใกลชดซงการศกษาชมชนแบบนจะตองเขาไปอยชมชนอยางนอย 3 เดอน ขนไปหรอ 1 ป หรอในเวลาทตอเนองโดยมวธการเกบรวบรวมขอมลอยางเหมาะสมทาใหไดขอมลตาง ๆ ของชมชนอยางมเนอหาสาระโดยละเอยด

3.3 การศกษาชมชนแบบเอกสาร เปนการศกษาชมชนจากขอมลทไดมการบนทกไวเรยบรอยแลวเกยวกบชมชนซงอาจจะมการศกษามาแลวกได การทาทาเนยบขอมลของประชากรในชมชน การทาสามะโนเกยวเรองตาง ๆ ภายในชมชน กสามารถทจะนามาวเคราะหขอมลได นอกจากนเอกสารทเขยนจารกไวกสามารถเปนขอมลของชมชนไดเชนกน

3.4 การศกษาชมชนแบบอน ๆ เปนการศกษาชมชนทตองใชวธการเกบรวบรวมขอมลอน ๆ เชนการใชแบบประเมนสภาวะชนบทอยางเรงดวน การสนทนากลม การสอบถามชวประวต การสมภาษณอยางลกซง และอน ๆ สวนมากสวนมากวธการศกษาชมชนใชระยะเวลาแตกตางไป และวธดาเนนการกแตกตางกนดวย บางวธตองมการเตรยมการเปนขนตอน และเมอเกบรวบรวมขอมล กใชเวลา 2-3 ชวโมง เชน การใชการสนทนากลม เปนตน หรอการใชวธการ

34

ประเมนสภาวะชนบทอยางเรงดวนอยางมขนตอนตาง ๆ หลายขนตอน แตการเชอถอไดของขอมลอาจจะมขอจากด

4. การจาแนกตามวธการวเคราะหขอมล แบงไดเปน 2 ประเภทคอ

4.1 การศกษาชมชนแบบปรมาณ เปนการศกษาชมชนทตองใชการวเคราะหขอมลทางสถต ตงแตสถตแบบงายจนถงสถตขนสง เปนการเสนอขอมลตงแตพนฐานทว ๆ ไปในลกษณะตวเลขสถตตาง ๆ จนถงการวเคราะหสถตขนสง การศกษาชมชนแบบปรมาณมกจะนยมใชทวไป เพราะสามารถทจะเกบขอมลและนามาวเคราะหไดงายและใชเวลาไมมากนก นกวางแผนพฒนานยมใชใชการศกษาชมชนแบบปรมาณกนมาก ทงนเนองจากระยะเวลาและงบประมาณจากด

4.2 การศกษาชมชนแบบคณภาพ เปนการศกษาชมชนทไมตองการใชการวเคราะหขอมลทางสถตเทาใดนก มการวเคราะหทางสถตบาง การเสนอขอมลจงมลกษณะของการพรรณาในลกษณะของเนอหาสาระรายละเอยด จากขอมลทไดจากการมสวนรวมอยางใกลชดในชมชน เปนระยะเวลานานแมวานกวางแผนพฒนาจะไมคอยนยมใชการศกษาชมชนแบบคณภาพ เนองจากตองใชงบประมาณมาก และระยะเวลามาก แตในปจจบนแนวโนมของการศกษาชมชนแบบคณภาพไดเพมมากขน เนองจากขอมลทเกบรวบรวมแบบปรมาณไมสามารถทจะใหความร ความเขาใจเกยวกบชมชนเปนระยะเวลานาน แตการอธบายชมชนแบบคณภาพน ไมสามารถทจะบรรยายเปนลกษณะตวเลขได

5. การจาแนกตามผกระทาการศกษา แบงไดเปน 2 ประเภทคอ

5.1 การศกษาชมชนแบบกระทาการศกษาคนเดยว เปนการศกษาชมชนโดยคนเพยงคนเดยวทเขาไปศกษา อาจจะเปนการศกษาชมชนทงทเปนแบบปรมาณหรอคณภาพกตาม เชน บณฑตอาสาสมครไปศกษาชมชนเพยงคนเดยว นกศกษาปรญญาเอกทเขาไปศกษาชมชนหรออาจารยในมหาวทยาลยทศกษาชมชนเพยงคนเดยว

5.2 การศกษาชมชนแบบกระทาเปนกลม เปนการศกษาชมชนโดยคนหลายคนเปนกลม หรอเปนการศกษาชมชนของหนวยสถาบนตาง ๆ เชน การศกษาชมชนของนกพฒนาหลายหนวยงานเพอตองการนาขอมลวางแผนเขยนโครงการพฒนาตอไป

35

6. การจาแนกตามทศนะของผศกษา แบงไดเปน 2 ประเภท

6.1 การศกษาชมชนโดยบคคลภายนอกชมชน เปนการศกษาชมชนของบคคลทางานในชมชน หรอนกวชาการทศกษาชมชน การเขาใจปรากฏการณของชมชนทเกดขนจากแนวคดและทฤษฎของบคลภายนอก

6.2 การศกษาชมชนโดยบคคลภายในชมชน เปนการศกษาชมชนของบคคลทอยในชมชนตองการทราบปญหา และเขาใจปรากฏการณของชมชนตน โดยไมตองมแนวความคดหรอทฤษฎทางวชาการไปศกษาชมชน แตเปนความเขาใจขอเทจจรงตางๆ ภายในชมชนในทศนะทมาจากบคคลภายในชมชนของตน เพอนาไปสการวเคราะหและแกปญหาตอไป

จะเหนไดวา การศกษาชมชนสามารถทจะแบงเปนหลายประเภทแตละประเภทกมหลายแบบ อยางไรกตามแตละประเภทของการศกษาชมชนกมสวนทเกยวพนซงกนและกนอยางไรกตามการศกษาชมชนทดนนนาทจะมการผสมผสานหลายรปแบบ เนองจากแตละแบบกมสวนดและสวนบกพรองทงถาเราสามารถผสมผสานหลายรปแบบได การศกษาชมชนกยอมทจะเทยงตรงและนาเชอถอมาก สวนประกอบการศกษาชมชน การศกษาชมชน เปนการเสาะแสวงหาขอมลตาง ๆ ในชมชน เชน ขอมลดานเศรษฐกจ สงคม การเมอง การปกครอง และสภาพความเปนอยของคนในชมชน เพอทราบปญหาและความตองการของชมชนทแทจรง วธการในการศกษาชมชนอาจตองใชหลายวธประกอบกน ทงการสมภาษณ การสงเกต การสารวจ และการศกษาขอมลจากเอกสารตางๆ ทมอยในชมชนดวย เพอใหไดขอมลทตรงกบความเปนจรงมากทสด กลวธทสาคญทผศกษาชมชนตองใช คอ การสรางความสมพนธกบคนในชมชน เพราะ ถาหากปราศจากสมพนธภาพทดระหวางผศกษาชมชนกบชาวบานแลวเปนการยากทจะไดรและเขาใจปญหาความตองการจรงๆ ของชาวบาน ความสมพนธอนด จนถงขนความสนทสนมรกใคร ศรทธา จงเปนสงทจาเปนทจะตองปลกฝงใหเกดขนกบคนในชมชน จากขอมลขางตน นอกจากกลวธการสรางความสาคญทเปนสวนประกอบสาคญแลว สวนประกอบหรอหวขอสาหรบการศกษาชมชนซงมอยอยางรอบดาน ผ เกบขอมลควรคานงถงใหมากทสด ควรประกอบดวยเนอหาสาระสาคญดงตอไปน

36

1.ประวตชมชน ขอมลทควรทราบ ไดแก 1.1 ชมชนนตงขนเมอไร ใครเปนผตง สาเหตทตง จานวนประชากรทอพยพมาครงแรก ตระกลทอพยพมาครงแรก ตระกลทอพยพมาทหลง สาเหตของการอพยพ 1.2 ชมชนนเคยถกวาตาภยครงรายแรงเมอไร เสยหายเพยงไร เกดอทกภยกครง เสยหายเพยงไร เคยถกไฟไหมทรายแรงเมอไร เสยหายเพยงไร 1.3 สรางวดเมอไหร สรางโดยวธใด 1.4 อตสาหกรรมทมอย เชน โรงส โรงงาน ฯลฯ 1.5 ตระกลทประชาชนในหมบานนบถอมากทสด 1.6 ผ นาในหมบาน ใครเปนผตง 1.7 ชมชนไดเจรญกาวหนาขนในดานใดบาง 1.8 มโบราณสถาน โบราณวตถอะไรบาง 1.9 ขนบธรรมเนยมประเพณทสาคญของหมบาน

2. สภาพภมศาสตรและทรพยากรธรรมชาต 2.1 ทตง และอาณาเขตตดตอ 2.2 สภาพภมอากาศมกฤด ฤดอะไรบาง เรมตงแตเมอไรถงเมอไร 2.3 อณหภมสงสดในหนารอน และตาทสดในหนาหนาว 2.4 ปรมาณนาฝน ระยะทฝนตก 2.5 ลมประจาทพดผานมอะไรบาง พดในฤดใด 2.6 ปรากฏการณทรายแรงประจาป 2.7 สงทใหประโยชนในทองถน มอะไรบางในฤดใด 2.8 การคมนาคมตดตอระหวางชมชนกบชมชนอน 2.9 ระดบนาในบอในฤดฝนลกประมาณเทาใด ระดบนาในบอในฤดแลงลกประมาณเทาใด มาตราการหานาดม นาใชอยางไร มบอสาธารณะกแหง บอสวนตวกแหง 2.10 สภาพและคณภาพของดน ปญหาทเกดจากดน 2.11 ทรพยากรของชมชนมอะไรบาง เชน ผก ไม แร ทรพยากรทใหพลงงาน สตวเลยง สถานทพกผอนหยอนใจ แมนา ภเขา สวนปา 2.12 แผนทแสดงรายละเอยดของชมชน

37

3. ประชากร 3.1 จานวนประชากร จานวนครวเรอน เชอสายของประชากร ภาษา ศาสนา 3.2 จานวนประชากรแยกตามกลมอาย เพศ ระดบการศกษา 3.3 อตราสวนเพศ 3.4 ภาระพงพง 3.5 อตราเกด 3.6 อตราตาย 3.7 อตราเพมของประชากร 3.8 วยแรงงาน 3.9 การสมรส จดทะเบยน ไมจดทะเบยน หยาราง 3.10 การอพยพโยกยาย อตราการยายเขา อตราการยายออก 3.11 จานวนวด จานวนสามเณร จานวนพระสงฆ จานวนชปะขาว ฯลฯ

4. สภาพทางเศรษฐกจของชมชน 4.1 อาชพทประชาชนทามากมอะไรบาง 4.2 การอตสาหกรรม ทรพยากรธรรมชาต พชทปลก สตวทเลยง ททากนมากม

อะไรบางแยกตามประเภท 4.3 ผลตผลทผลตเพอขายมอะไรบาง และนาไปขายทใด 4.4 ชาวนาทานาเพอกนกเปอรเซนต เพอขายกเปอรเซนต มสหกรณชาวนาหรอไม

เปนสหกรณชนดใด 4.5 ชาวนาปลกอะไรบางนอกจากขาว ปลกกนมากนอยเพยงใด 4.6 ชาวนามทนาทากนโดยเฉลยในหมบานกไร 4.7 ชาวนามทนาเปนของตวเองกเปอรเซนต เชาทนาคนอนกเปอรเซนต 4.8 รายไดจากการทานาเปนรายป 4.9 ประชาชนตองเสยภาษอะไรบาง จานวนเทาใด 4.10 หนสนของชาวไร ชาวนา ชาวสวน เปนหน เพราะเหตใด หนสนรวมทง

หมบานเทาใดเปนหนมานานกป 4.11 รายไดของประชาชน รายจายของประชาชนตอป]

4.12 สงทตองซอจากภายนอกชมชนมอะไรบาง อะไรทซอมากทสด

38

5.บานเรอนในชมชน 5.1 สภาพเปนตก บานไมถาวร บานชวคราวอยางละกครอบครว 5.2 ครอบครวทมบานเปนของตนเอง เชาบานอยอยางละกครอบครว 5.3 ลกษณะสวนประกอบของบานทมหองนา มสวมถกสขลกษณะกหลง บานทม

บรเวณบานและไมมบรเวณบานอยางละกหลง 5.4 บรเวณแออดและเสอมโทรมคอบรเวณใด พวกใดอาศยอย 5.5 คาใชจายในการสรางทอยอาศย

6. การจดการเกยวกบอนามยและความปลอดภยในชมชน 6.1 มเจาหนาททางการแพทยและอนามยกคน เชน แพทย พยาบาล ผ ชวย

พยาบาล แพทยแผนโบราณ แพทยประจาตาบล หมอตาแย ฯลฯ 6.2 มโรงพยาบาลและสถานอนามยกแหง 6.3 มบรการทางการแพทยและอนามยอยางไร มการปลกฝ ฉดยาปละกครง มรานขายยาประเภทตางๆ กราน 6.4 โรคทเปนกนมากในชมชนมอะไรบาง 6.5 อตราเกด อตราตายของเดก สาเหตการตาย อตราตายและโรคททาใหตายมโรคอะไรบาง จานวนเทาใด 6.6 นาดมไดมาจากทใด มวธทาความสะอาดอยางไร 6.7 มการควบคมฆาสตวทมโรคเพอใชบรโภคหรอไม 6.8 มสถานดบเพลง ตารวจจราจร และโรงพยาบาลเฉพาะโรคหรอไม ฯลฯ

7. องคการตางๆ ทมอยในชมชน 7.1 องคการหรอหมคณะตางๆ ทกาลงทาประโยชนแกประชาชนมองคการใดบาง 7.2 ความมงหมายขององคการตางๆในชมชน 7.3 ผ นาของชมชนมใครบาง 7.4 องคการทชวยเหลอชมชนเปนอยางมากมองคการใดบาง 7.5 องคการหรอชมชนของเดกและเดกหนม 7.6 คณะกรรมการพฒนาหมบานมใครบาง 7.7 วดทชวยเหลอในการอบรมเดก และเอาใจใสทางการศาสนาของเดก 7.8 สมาคมคร ผปกครองมหรอไม มกจกรรมอะไรบาง

39

8. โอกาสเกยวกบการศกษาในชมชน 8.1 มโรงเรยนในชมชนกโรง มนกเรยนโรงเรยนละกคน ครโรงเรยนละกคน 8.2 จานวนครแยกตามเพศและวฒทสาเรจการศกษาครงสดทาย 8.3 โรงเรยนในกลมมกโรงเรยน ใครเปนประธานกลม 8.4 โรงเรยนมะยมศกษามกโรงเรยน เปดสอนถงขนใด 8.5 มโรงการศกษาผใหญหรอไม ใครเปนผ ดาเนนการ 8.6 มหนวยบรการดานการศกษาอะไรบาง มหองสมด ทอานหนงสอหมบานกแหง มคนมาใชบรการมากนอยเพยงใด 8.7 มหนงสอพมพสาหรบหมบานหรอไม มคนอานหนงสอพมพมากนอยเพยงใด 8.8 ในหองสมดมหนงสอประเภทใดเปนจานวนเทาใด 8.9 ในหมบานมวทย โทรทศนอยางละกเครอง มคนรบหนงสอพมพกคน รบหนงสอพมพอะไรบาง 8.10 ในหมบานมหอกระจายขาวหรอไม สวนมากเปดฟงเกยวกบอะไร 8.11 มการจดอบรมในหมบานปละกครง สวนใหญอบรมเกยวกบเรองอะไร 9.สวสดการสงคม 9.1 บคคลทรบผดชอบเกยวกบสวสดการคอใคร 9.2 สวสดการทอานวยความสะดวกแกชมชนมอะไรบาง 9.3 ในชมชนมตลาด ศนยสาธตการตลาด ธนาคารขาว ธนาคารโคกระบอ ประปา ไฟฟา ททาการไปรษณย เปนของผใด 9.4 มองคการชวยเหลอสวสดการของชมชนอะไรบาง และใหสวสดการดานใดบาง ชวยประชาชนพวกใดและความรสกประชาชนตอองคการเหลานนเปนอยางไร 9.5 มเดกเกเรประมาณกเปอรเซนต สาเหตเพราะอะไร 9.6 ปญหาเกยวกบสวสดภาพสงคมมอะไรบาง ฯลฯ 10. ความเจรญกาวหนาของชมชน 10.1 องคการทมชอเสยงทสดในชมชน 10.2 โครงการทมชอเสยงทสดของชมชน 10.3 กฬาทมชอเสยงทสดในชมชน 10.4 บคคลทมชอเสยงทสดในชมชน 10.5 พชทมชอทสดในชมชน

40

10.6 สตวทมชอทสดในชมชน 10.7 สนคาทมชอของชมชน 10.8 การฝมอทมชอของชมชน สวนประกอบการศกษาชมชนขางตนทกลาวมา เปนการรวบรวมอยางคราวๆ ซงนกวชาการทานตางๆ กมแนวคดในการศกษาทแตกตางกนไปตามมมมองของผศกษา ดงนนหากเราสนใจศกษาชมชนกควรมองอยางรอบดาน และลงลกสาหรบการศกษาในมมมองทสนใจ หรอจะศกษาอยางเอยด ขนอยกบระยะเวลา และโอกาสทจะอานวยสาหรบการศกษาชมชน เพราะ การศกษาชมชนนน เปนการศกษาอยางตอเนอง หากผศกษาสนใจศกษาทงหมด และลมลกจะดเปนอยางยงหากผศกษามระยะเวลาในการสารวจมาก แตหากมระยะเวลาทจากดจากแหลงทน หรอ สภาพคลองการบรหารจดการเวลากตองพจารณาใหเหมาะสม

41

สรปประเดนบทท 2

1. ชมชนศกษา (Community Study) หมายถง การศกษาหาความจรงเกยวกบลกษณะและสภาพตางๆ ในชมชน เพอนาขอมลทไดมาวเคราะหแนวโนมของปญหาและความตองการของชมชน เพอใชเปนพนฐานในการกาหนดโครงการพฒนาหรการวางแผนพฒนาชมชนในอนาคต

2. แนวคดเกยวกบชมชนศกษา กลาววา มนษย (Human Component) สงทมนษยคดคนประดษฐขน (Man-made Component) สงทธรรมชาตสรางขน (Natural Component) ทง 3 ประการ มความเกยวของสมพนธกน องคประกอบดงกลาวจะมความเจรญทไมเทาเทยมกน เพราะวามตวบงการ (Control Point ) หรอกลไกทมบทบาทในการควบคม สนบสนน หรอสงเสรมองคประกอบ ทง 3 ของชมชนใหเจรญกาวหนา หยดอยกบท หรอมการเปลยนแปลงไป ตวบงการสาคญนคอระบบตางๆ ในชมชน

3. ตวบงการ (Control Points) หมายถง กลไกทมบทบาทควบคม สนบสนนหรอสงเสรมองคประกอบทงสามของชมชนใหเจรญรดหนา หยดอยกบท หรอมการเปลยนแปลง ตวบงการของชมชนทเหนไดชดพอจะแบงไดดงตอไปน

3.1 ระบบการปกครอง (Form of government) 3.2 ระบบเศรษฐกจ (Economic System) 3.3 ระบบการศกษา (Educational system) 3.4 ศาสนา (Religion) 3.5 ตวบงการอนๆ (Others)

4. ความมงหมายของการศกษาชมชน มจดมงหมายเพอ เพอตองการทราบความสมพนธของคนในชมชน ความเชอ เจตคต และสภาพทางเศรษฐกจของชมชน ความตองการ และปญหาของชมชนในแงมมตางๆ เพอจะไดชวยกนคด และหาทางตอบสนองความตองการของชมชน โดยจดทาเปนโครงการเพอแกไขปญหา และความตองการเหลานนใหหมดไป โดยพลงของชมชน อกทงผลพลอยไดจากการศกษาชมชน ยงไดทราบแหลงวชาความรทสาคญ เชน วชาในชมชน (Community Resources) ทรพยากร ธรรมชาต (Natural Resources) วทยากร (Resources persons) และ สถาบนของชมชน

5. ประโยชนของชมชนศกษา ม 7 ประการคอ 5.1 เพอกาหนดลกษณะ และขอบเขตของปญหาชมชน 5.2 ทราบถงปญหามผลกระทบหรอกอใหเกดความเดอดรอนตอชมชนเพยงใด

42

5.3 ทราบถงความยงยากสลบซบซอนของปญหาและจะไดหาแนวทางแกไข 5.4 ทราบถงบคคลใดทสนใจใหการสนบสนนหรอคดคานในการแกปญหานนๆ ของ

ชมชน 5.5 ทราบถงปญหาและไดคนหาวธแกไขทปฏบตไดและสามารถนามาใชได 5.6 ทราบถงทรพยากรในทองถนทจานามาแกปญหา 5.7 ทราบขอเสนอแนะเกยวกบขนตอนในการแกปญหาในชมชน ในการดาเนนงาน

เพอปรบปรงแกไขชมชน กอนทจะกาหนดแนวทางทาอะไรตอไป เพอประโยชนแกทงเจาหนาทและชาวบาน การประเมนสภาพการณชมชนทเปนอยอยางถกตอง จะชวยใหมองเหนภาวะหนาทและความรบผดชอบของตนเองอยางชดเจน ปจจบนเปนทยอมรบวา การสารวจชมชนเปนวธการทมประโยชนอยางยงตอการวางแผนชมชน (Community Planning) 6. ประเภทของชมชนศกษา แบงออกเปน 6 ประเภท คอ

6.1 จาแนกตามวตถประสงคของการนาความรไปใช 6.2 การจาแนกตามเนอหาของขอมลทนาไปใช 6.3 การจาแนกตามวธการเกบรวบรวมขอมล 6.4 การจาแนกตามวธการวเคราะหขอมล 6.5 การจาแนกตามผกระทาการศกษา 6.6 การจาแนกตามทศนะของผศกษา

7. สวนประกอบในการศกษาชมชน ประกอบดวย 10 สวนประกอบดงน 7.1 ประวตชมชน ขอมลทควรทราบ ไดแก 7.2 สภาพภมศาสตรและทรพยากรธรรมชาต 7.3 ประชากร 7.4 สภาพทางเศรษฐกจของชมชน 7.5 บานเรอนในชมชน 7.6 การจดการเกยวกบอนามยและความปลอดภยในชมชน 7.7 องคการตางๆ ทมอยในชมชน 7.8 โอกาสเกยวกบการศกษาในชมชน 7.9 สวสดการสงคม 7.10 ความเจรญกาวหนาของชมชน

43

คาถามทายบทท 2

จงตอบคาถามตอไปนตามหลกวชาการ 1. ทานเขาใจเกยวกบชมชนศกษาอยางไร จงอธบายแนวความคดของ John Donoghue

และ Admond Alchin เกยวกบองคประกอบของชมชนมาพอเขาใจ

2. จงอธบายความสมพนธของ ตวบงการ (Control Points) และ ชมชนศกษา มาใหเขาใจ

3. นกพฒนามความจาเปนอยางไร จงตองศกษาวชาชมชน อธบาย ถาทานจะศกษาชมชน ทานจะศกษาอะไรบางเพราะเหตใด

44

เอกสารอางอง

ขบวน พลตร. (2530). ชมชนศกษา. สกลนคร; ภาควชาสงคมวทยา คณะมนษยศาสตรและสงคมศาสตร วทยาลยครสกลนคร.

จตต มงคลชยอรญญา. (2540). การศกษาชมชนเพอการพฒนา. กรงเทพฯ : เอกสารประกอบการ เ รยนภาคว ชาการพฒนาชมชน ,คณะสงคมสง เคราะ หศาสต ร มหาวทยาลยธรรมศาสตร.

ไพรตน เตชะรนทร. (2524). การบรหารงานพฒนาชนบท. กรงเทพ ฯ; ไทยวฒนาพานช. ทองคณ หงสพนธ. (มปป.). การศกษากบการพฒนา. กรงเทพฯ; หางหนสวนจากดภาพพมพ. สรเทพ ชวลตร. (2524). หลกการพฒนาชมชน. กรงเทพฯ; โอเดยนสโตร. ชรวฒน นจเนตร. (2528). การศกษากบการพฒนาชมชน. กรงเทพฯ ; โรงพมพการศาสนา. ธนพรรณ ธาน. (2542). การพฒนาชมชน.ขอนแกน ; ภาควชาพฒนาสงคม คณะมนษยศาสตร

และสงคมศาสตร มหาวทยาลยขอนแกน. ธนพรรณ ธาน. (2540). การศกษาชมชน. ขอนแกน ; บรษทเพญพรนตง. สมศกด ศรสนตสข. (2536). สงคมวทยา : หลกการศกษา วเคราะหและปฏบตงานชมชน.

พมพครงท 2 .ขอนแกน : โรงพมพมหาวทยาลยขอนแกน. อรพนท สพโชคชย. (2537). คมอการจดการประชมเพอระดมความคดในการพฒนา

หมบาน. กรงเทพฯ ; สถาบนวจยเพอการพฒนาประเทศไทย.

Recommended