จัดท าโดย - atsn.ac.th · 2018-01-31 ·...

Preview:

Citation preview

โครงการเครองบากทอ

จดท าโดย

1. นายพนาเวศ วงศบญชยเลศ สาขาวชาชางเชอมโลหะ เลขท 8 ปวช. 3

2. นายวนชย เบซก สาขาวชาชางเชอมโลหะ เลขท 9 ปวช. 3

3. นายธนากร หวยแม สาขาวชาชางเชอมโลหะ เลขท 10 ปวช. 3

รายงานเลมนเปนสวนหนงของรายวชาโครงการ

ภาคเรยนท 2

ปการศกษา 2559

โรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนม

บทท 1 บทน า

1.1 หลกการและเหตผล ปจจบนในการเรยนการสอนรายวชาปฏบตตามหลกสตรไดเนนใหผเรยนฝกทกษะวชาชพโดย การปฏบตงานจรง เนองจากโรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนมนน ไมมเครองบากทอทมความเทยงตรงตามขนาดท ก าหนด ชนงานมคณภาพคงทน เครองบากทอจงเปนเครองมอชวยในการบากชนงานในการเชอมทอเหลกกลมและ เหลกกลองเครองบากทอทชวยใหเกดความสะดวกส าหรบชางท าสแตนเลสไดเปนอยางด ดงนนจงมความจ าเปนตอง บากมมทอเปนรปฉลามเพอทจะน าไปเชอมประกอบ เชน การท าราวบนได โครงกนสาดหลงคาโพลคารบอเนต พรอม กบประโยชนใชสอยอน ๆ ดงนนสมาชกกลมจงคดพฒนาเครองบากทอ เพอใชในการปฏบตงานเชอม เปนเครองมอชวยและเพม ประสทธภาพในการตอชนงาน 1.2 วตถประสงค

1. เพอสรางเครองบากทองานเชอมตอปากฉลาม 2. เพอน าความร และทกษะไปสรางสรรคชนงาน

1.3 เปาหมาย

- เปาหมายเชงปรมาณ . ประดษฐเครองบากทอ 1 เครอง

- เปาหมายเชงคณภาพ 1. เครองบากทอสามารถท ามมไดตามทก าหนด 2. ไดตามตองการบากทอแบบปากฉลาม

1.4 ประโยชนทคาดวาจะไดรบ 1. ไดเครองบากทอส าหรบงานเชอมตอปากฉลาม

2. สามารถตอชนปลายทอไดอยาสนท

3. สามารถปฏบตงานเชอมไดอยางรวดเรวและมประสทธภาพสง

4. ผเรยนมความรและทกษะในการปฎบตงานจรง

5. สามารถท าการเรยนการสอนไหกบนกเรยนโดยการปฏบตงานจรง

15. การด าเนนงาน

กจกรรม

เดอนตลาคม พ.ศ 2559

เดอนพฤศจกายน พ.ศ 2559

เดอนธนวาคม พ.ศ 2559

เดอนมกราคม พ.ศ 2560

เดอนกมภาพนธ พ.ศ 2560

เดอนมนาคม พ.ศ 2560

หมายเหต

1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1.ขนเตรยมการ 1.1 ประชมวางแผน 1.2 ศกษาหาขอมล 1.3 จดท าโครการ 1.4 น าเสนอโครการ

2.ขนด าเนนการ 2.1 วางแผนการด าเดนงาน 2.2 จกหาอปกรณ 2.3 ลงมอผลด 2.4 เครองบากทอและฐานเครองบากทอ 2.5 น าเครองบากทอมาปรบปรงแกไข 2.6 จดท ารปเลมรายงาน 2.7 ผลตสอเพอน าเสนอผลงาน

3.ขนน าเสนอ 3.1 สงเลมรายงาน 3.2 น าเสนอผลงานตอคณะกรรมการ

ตารางท 1 ตารางการท างาน

บทท 2

เอกสารทเกยวของ

ความรพนฐานทไดศกษาคนควาเกยวกบการโครงการพฒนาเครองบากทอสามารถแบงออกเปนดงน - การเชอมไฟฟา และเทคนคการเชอม

- วสดเหลกและการเลอกใชงานเบองตน - ระบบไฟฟาเบองตน

- การท าสงานโลหะ - ประเภทเหลก - กระบวนการตด 2.1 การเชอมไฟฟา และเทคนคการเชอม การเชอมไฟฟาและเทคนคการเชอม คอกรรมวธการเชอมโลหะดวยลวดเชอมหมฟลกซ เปนกรรมวธทอาศย การอารก ระหวางปลายลวดเชอมกบชนงานหลอมเปนแนวเชอมไดอยางตอเนองและสมบรณ จะตองใชทกษะจากชาง เชอมในการปฏบตงาน จงจ าเปนอยางยงทชางเชอมหรอผปฏบตงาน จ าเปนตองรถงเทคนค ตาง ๆ ในการปฏบตงาน ดงน การเรมตนอารก การเรมตนอารกมกจะเกดปญหากบผเรมตนฝกปฏบตงานเชอมใหม ๆ ซงปญหาทมกเกดขน คอ ลวดเชอมตดกบชนงานเชอม หรอการอารกดบอยเสมอ ดงนนควรฝกฝนใหช านาญ ปญหาดงกลาวกจะไดรบการ แกไข ซงการเรมตนอารกโดยทวไปม 2วธคอ 2.1.1 วธเคาะ (Tapping) หรอวธแตะ ลวดเชอม ซงมวธการปฏบตดงน 1) ถอลวดเชอมใหอยในต าแหนงตงฉากกบชนงาน 2) กด ลวดเชอมลงไปเคาะ หรอ แตะบนแผนเหลกเบา ๆ แลวรบยกขนโดยเรวเมอเกดการอารกและให ลวดเชอมเคลอนทไป ขางหนาประมาณ 2-3 มม. 3) ปฏบตตามล าดบขนตอนอยางตอเนอง และหลายครงจนเกดความช านาญ

ภาพท 1 แสดงถงวธการเรมตนอารคแบบเคะ

4) วธขด (Scratching) หรอวธเขยลวดเชอม ซงมวธการปฏบตดงน 5) ถอลวดเชอมในลกษณะเอยงไปตามแนวทจะเชอม 6) ตวดลวดเชอมใหปลายแตะกบชนงานแลวยกขนอยางรวดเรว 7) เมอเกดการอารกแลวตองใหระยะอารกถกตอง โดยลดระยะอารก ลงอยาง ชา ๆ 8) ปฏบตตามขนตอนอยางตอเนองและหลายครงจนเกดความช านาญ

ภาพท 2 แสดงถงวธการเรมตนอารคแบบขด

2.1.2 การเรมตนและสนสดแนวเชอม คณภาพของแนวเชอมนนไมไดดตรงสวนหนงสวนใดเปนการเฉพาะแต

จะตองดตลอดทงแนว ชางเชอมหลาย คนไมประสบความส าเรจเทาทควร เนองจากละเลยขอปฏบตการเรมตน และ

การสนสด แนวเชอม จงควรพจารณาวธ ปฏบตดงน 1) การเรมตนเชอม ควรเตรยมงานใหสะอาด ปราศจากสงตาง ๆ เชน จาระบ น ามนสนมเพราะจะท า

ใหรอยเชอมทไดไมมคณภาพตามตองการ การเรมตนเชอมบรเวณจด เรมตนของแนวเชอมจะเรมจากการท าใหเกดการ อารก เมอเกดการอารกขนแลวใหยกลวดเชอมขนประมาณ 2 เทาของเสนผาศนยกลางลวดเชอม ทeมมเชอมตามลกษณะของรอยตอ แบบตาง ๆ ซงมมเชอมจะ แตกตางกนไป หลงจากนนใหสรางบอหลอมเหลวซงจะกวางประมาณ 1.5 – 2 เทา ของเสนผาศนยกลางลวดเชอม และ ตองใหมการซมลกอยางสม าเสมอ 2) วธการเชอมเมอสนสดแนวเชอม เมอท าการเชอมถงจดสดทายของแนวเชอมจะเปนแองโลหะปลาย แนวเชอม (Crater) ซงเปนจดทมความแขงแรงต าสดของแนวเชอมและเปนจดเรมตนของการเกดรอยราวขนได จงจ า เปนตองเตมลวดเชอมทปลายแองโลหะใหเตม โดยใหเดนยอนกลบเลกนอย แลวหยดเตมแองปลายแนวเชอมใหเตม ดงแสดงในรป

ภาพท 3 แสดงถงวธการเชอมสนสดแนวเชอม

2.1.3 การตอแนวเชอม ลวดเชอมไฟฟาแบบหมฟลกซ เมอเชอมจนปลายลวดเชอมเหลอประมาณ 38.10 มม. จะตองมการเปลยนลวดเชอมใหมและในการเปลยนลวดเชอมใหม จะตองมการตอแนวเชอม ซงจะตองเปน แนวเดยวกนกบแนวเดม และจะตองมความแขงแรงและมคณสมบตเทากบแนวเดมดวย ซงวธการตอแนวเชอมมวธการ ปฏบตดงน 1) ในกรณทแองปลายแนวเชอมยงรอนอย ใหเชอมตอไดทนท ไมตองเคาะท าความสะอาด โดยให เรมตนอารกหางจากแองหลอมเหลวเดมไปทางดานหนาประมาณ ½ -1 นว ดงแสดงในรปท 133 เรมอารกทจด A แลว 6 จงถอยหลงกลบไปทจด B ซงเปนบอหลอมละลายของแนวเชอมเดม (วธนถาชางเชอมขาดทกษะจะเกดสแลกฝงใน รอยเชอม) 2) ในกรณทแองปลายแนวเชอมเยนแลว ใหท าความสะอาดโดยใชคอนเคาะสแลก (Slag) ออกและใช แปรงลวดขดใหสะอาดอกครงหนง หลงจากนนใหเรมตนอารกหางจากแองหลอมเหลวเดมไปทางดานหนาประมาณ ½ นว – 1 นว เชนเดยวกบขอ2.3.1ดงแสดงในรป เรมอารกทจด A แลวจงถอยหลงกลบไปทจด B ซงเปนบอหลอมเหลว

ของ แนวเชอมเดม

ภาพท 4 แสดงถงวธการตอแนวเชอม

ขอสงเกตในการตอแนวเชอม ไมควรเรมตนอารกใหมขางแองโลหะ ปลายแนวเชอมเพราะจะท าใหความรอนไมเพยง พอทจะหลอมเหลวเปนเนอเดยวกนของแนวเชอม และการเตมลวดเชอมตรงแนวตอจะตองควบคมอยาใหมากเกนไป เพราะจะท าใหแนวเชอมนนกวาแนวเดมแตถาเตมลวดเชอมนอยเกนไป จะท าใหแนวเชอมแบนและเกดรอยแหวง

2.1.4 การเชอมแนวเสนเชอก หมายถง การเชอมโดยไมสายลวดเชอมขณะท าการเชอมเพยงแตควบคมระยะ อารก มมของลวดเชอม และความเรวในการเดนลวดเชอมเทานน ซงการเชอมแนวเสนเชอกน โดยทวไปจะใชกบการ เชอมในทาขนานนอน และทาตงเชอมลง เพราะถาสายลวดเชอมอาจท าใหแนวเชอมไมสมบรณโดยเฉพาะเกดรอย แหวงขนได

2.1.5 การเชอมสายลวดเชอม หมายถง การลากลวดเชอมไปทางดานขางเพอใหแนวเชอมมขนาดกวางขน โดยทวไปแลวความกวางของแนวเชอมไมควรเกน 5 เทาของความโตลวดเชอม การเลอกรปรางหรอแบบของ การสายลวดเชอม จะตองค านงถงชนดของรอยตอขนาดของแนวเชอมและต าแหนงทาเชอมดวย การเชอมสายลวด เชอมน โดยทวไปใชเทคนคนกบการเชอมรอยตอรองของตวว ส าหรบงานหนาๆ และรอยเชอมฟลเลทบนรอยตอแบบ ตาง ๆ หรอการเชอมเสรมทบกนหลาย ๆ ชน การเชอมสายลวดเชอมจะเปนเทคนคทส าคญอยางหนงส าหรบการเชอม ไฟฟาแบบอารก แตตองระลกไวเสมอวา การเปลยนแปลงใด ๆ ในการเชอม เชน เปลยนแปลงมมเอยงระยะอารก รปแบบการสายลวดเชอม จะมผลโดยตรงตอคณภาพของแนวเชอมอนงการสายลวดเชอมในบางกรณ จะท าเพอใหรอย เชอมมเกลดสวยเทานน โดยไมค านงถงประโยชนดานอน ๆ การสายลวดเชอมอาจแบงตามลกษณะของต าแหนง ทา เชอมดงตอไปน 1) การสายลวดเชอมในต าแหนงทาเชอม ทาราบ (Flat Surface) ดงแสดงใน รป (จดสด าตามแนว ดานขางรอยเชอม หมายถง จดทหยดเตมลวดเชอมเพอใหเตมลวดเชอมทแนวดานขาง มากกวาสวนอน เพอปองกนการ เกดรอยแหวงทขอบแนวเชอม)

ภาพท 5 แสดงการสายลวดเชอมในต าแหนงทาราบ

2) การสวยลวดเชอมในต าแหนงทาเชอมทาตง (Vertical Line) ดงแสดงในรปท 6 การสายลวดเชอมในต าแหนงทาเชอม ทาเหนอศรษะ (Overhead)

ภาพท 6 แสดงการสายลวดเชอมในต

3) การสายลวดเชอมในต าแหนงทาเชอม ทาเหนอศรษะ (Overhead)

ภาพท 7 แสดงการสายลวดเชอมทาเชอมทาเหนอศรษะ

2.2 เหลก “เหลก” เปนค าทคนไทยทวไปนยมใชเรยกเหมารวมกนหมายถง เหลก (iron) และ เหลกกลา (steel) ซงใน ความเปนจรงนน วสดทง 2 อยางนไมเหมอนกนหลายประการ อยางไรกด เหลกเปนวสดพนฐานทส าคญยงในการ พฒนาสงคมและความเปนอยของมนษยตงแตอดตจนถงปจจบนและตอไปในอนาคตอกนานแสนนาน เหลก (iron) สญลกษณทางวทยาศาสตร Fe คอแรธาตโลหะชนดหนงทมอยในธรรมชาต สวนใหญมสแดงอม น าตาล โดยปกตสามารถดดตดแมเหลกได พบมากในชนหนใตดนบรเวณทราบสงและภเขา อยในรปกอนสนแรเหลก (iron ore) ปะปนกบโลหะชนดอนๆ และหน เมอน ามาใชประโยชนจะตองผานการท าใหบรสทธดวยกรรมวธการ “ถลง” (ใชความรอนสงเผาใหสนแรเหลกกลายเปนของเหลวในขณะทก าจดแรอนทไมตองการออกไป) นอกจากนธาต เหลกยงเปนสารอาหารทรางกายคนเราตองการ เนองจากเปนองคประกอบส าคญในเมดเลอดแดงของเราอกดวย กลาวคอ คนทขาดธาตเหลกจะเปนโรคโลหตจางไดงาย เหลกกลา (steel)คอโลหะผสมชนดหนง โดยทวไปเหลกกลาหมายความถง “เหลกกลาคารบอน (carbon steel)” ซงประกอบดวยธาตหลกๆ คอ เหลก (Fe) คารบอน © แมงกานส (Man) ซลคอน (Si) และธาตอนๆ อก เลกนอย เหลกกลาเปนวสดโลหะทไมไดมอยตามธรรมชาต แตถกผลตขนโดยฝมอมนษย (และเครองจกร) โดยตงอย บนพนฐานของการปรบปรงเหลก (Fe/iron) ใหมคณสมบตโดยรวมดยงขน เชน แปรเปลยนรปไดตามทตองการ แขงแรง ยดหยน ทนทานตอแรงกระแทกหรอสภาวะทางธรรมชาต สามารถรบน าหนกไดมาก ไมฉกขาดหรอแตกหก งาย เปนตน เหมาะสมในการใชงานในดานตางๆ ในชวตประจ าวนของคนเราไดอยางหลากหลาย ดวยตนทนทต า เพอใหขายไดในระดบราคาทคนทวไปซอหามาใชได ซงนบวามขอไดเปรยบดกวาวสดอนๆ มาก การแบงประเภทของเหลก สามารถแบงเหลกออกเปนกลมกวางๆได 2 กลม โดยพจารณาจากปรมาณของ คารบอนทมอยในเหลก โดยแบงออกไดเปน เหลกหลอคอเหลกทมปรมาณธาตคารบอนมากกวา 1.7% หรอ 2% ซงเหลกชนดนจะขนรปไดดวยวธหลอ เทานนเพราะปรมาณคารบอนทสงท าใหโครงสรางมคณสมบตทแขงแตเปราะจงไมสามารถขนรปดวยวธการรดหรอ 9 วธทางกลอนๆได เรายงสามารถแบงยอยเหลกหลอออกไดอกหลายประเภท โดยพจารณาจากโครงสรางทางจลภาค กรรมวธทางความรอน ชนดและปรมาณของธาตผสม ไดแก เหลกหลอเทา (grey cast iron) เปนเหลกหลอทมปรมาณคารบอนและซลคอนสง ท าใหมโครงสรางคารบอนอยในรป ของกราฟไทต เหลกหลอขาว (white cast iron) เปนเหลกหลอทมปรมาณซลคอนต ากวาเหลกหลอเทา ท าใหไมเกดโครงสราง คารบอนในรปกราฟไฟลโดยคารบอนจะอยในรปคารไบทของเหลก (Fe3C) ทเรยกวา ซเมนไทตเปนเหลกทมความ แขงสงทนการเสยดส แตจะเปราะ เหลกหลอกราฟไฟลกลมหรอเหลกหลอเหนยว (spheroidal graphite cast iron, ductile cast iron) เปน เหลกหลอเทาทผสมธาตแมกนเซยมและหรอธาตซเรยมลงไปในน าเหลก ท าใหกราฟไฟลทเกดเปนกลมและมรปราง กลม ซงสงผลถงคณสมบตทางกลในทางทดขน เหลกหลออบเหนยว (malleable cast iron) เปนเหลกหลอขาวทน าไปอบในบรรยากาศพเศษเพอท าใหคารบอน ในโครงสรางคารไบตแตกตวออกมารวมกนเปนกราฟไฟลเมดกลม และท าใหเหลกรอบๆทมปรมาณ

คารบอนลดลง ปรบโครงสรางกลายเปนเฟอรไรตและหรอเฟรนไลต เหลกชนดนจะมความเหนยวดกวาเหลกหลอขาว แตจะดอยกวา เหลกหลอกราฟไฟลกลมเลกนอย เหลกหลอโลหะผสม (alloy cast iron) เปนเหลกหลอทเตมธาตผสมอนๆลงไปในปรมาณทคอนขางมาก เพอ ปรบปรงคณสมบตเฉพาะดานใหดยงขน เชนเตมนกเกลและโครเมยมเพอปรบปรงคณสมบตดานทนการเสยดสและ ทนความรอน เปนตน เหลกกลาคอเหลกทมปรมาณธาตคารบอนนอยกวา 1.7% หรอ 2% เหลกชนดนมความเหนยวมากกวา เหลกหลอท าใหสามารถท าการขนรปโดยใชกรรมวธทางกลได ท าใหเหลกชนดนถกน าไปใชงานอยางกวางขวาง จง พบเหนไดทวไปในชวตประจ าวน เชน เหลกเสน เหลกแผน เหลกโครงรถยนต ทอเหลกตางๆ ฯลฯ เหลกกลาสามารถ แบงไดเปนกลมตางๆ ดงน

เหลกกลาคารบอน (carbon steel) เปนเหลกทมคารบอนเปนสวนผสมหลก โดยอาจมธาตอนผสมอยบางแต ไมไดเจาะจงจะผสมลงไป มกตดมาจากกรรมวธการถลงและการผลต เราสามารถแบงยอยกวางๆออกได 3 ประเภท โดยพจารณาตามปรมาณของธาตคารบอนทผสม คอ เหลกคารบอนต า (low carbon steel) เปนเหลกทมปรมาณคารบอนต ากวา 0.2% เหลกชนดนมความแขงแรงต าสามารถ รดหรอตเปนแผนไดงาย ตวอยางเหลกเชน เหลกเสน เหลกแผนทใชกนทวไป เหลกกลาคารบอนปานกลาง (medium carbon steel) เปนเหลกทมปรมาณคารบอนอยระหวาง 0.2-0.5% เปนเหลกทม ความแขงแรงสงกวาเหลกคารบอนต า ใชท าชนสวนของเครองจกรกลทวไป เหลกประเภทนสามารถท าการอบชบ ความรอนได

เหลกกลาคารบอนสง (high carbon steel) เปนเหลกทมปรมาณคารบอนสงกวา 0.5% มความแขงแรงและความ แขงสง สามารถท าการอบชบความรอนใหคณสมบตความแขงเพมขนได ใชท าพวกเครองมอเครองใชตางๆทตองการ ผวแขงและความตานทานการสกหรอสง

เหลกกลาผสม (alloy steel) เปนเหลกกลาคารบอนทมธาตอนผสมอยอยางเจาะจงเพอวตถประสงคในการ ปรบปรงคณสมบตตางๆ เชน ความสามารถในการชบแขง (hardenability) ความตานทานการกดกรอน คณสมบตการ น าไฟฟาและคณสมบตทางแมเหลกเปนตน ธาตผสมทเตมลงไป เชน โครเมยม นกเกล โมลบดนม วาเนเดยม โคบอลต แมงกานสและซลคอน โดยแมงกานสและซลคอนจะตองมปรมาณมากพอสมควรจงจะจดไดวาเปนเหลกกลาผสม เพราะในเหลกกลาคารบอนกมปรมาณธาตทงสองผสมอยพอสมควร เราสามารถแบงยอยกวางๆออกได 2 ประเภทโดย พจารณาตามปรมาณของธาตผสม คอ

เหลกกลาผสมต า (low alloy steel) เปนเหลกกลาผสมทมปรมาณธาตผสมนอยกวา 10% เหลกกลาผสมสง (high alloy steel) เปนเหลกกลาผสมทมปรมาณธาตผสมสงกวา 10%

2.3 ระบบไฟฟ าเบองตน ระบบไฟฟาเบองตนคอทางเดนของกระแสไฟฟาทมกระแสไฟฟาไหลจากแหลงก าเนดไหลไปสอปกรณ ไฟฟา (Load)และไหลกลบเขามายงแหลงจายอกครงหนง 2.3.1 ลกษณะวงจรไฟฟา มดวยกนดงน

วงจรปด คอวงจรทกระแสไฟฟาไหลครบวงจรหรอเครองใชไฟฟาท างานไดปกต

ภาพท 8 ภาพวงจรเปด

วงจรเปดคอ วงจรทกระแสไฟฟาไหลไมครบวงจร หรอ เครองใชไฟฟาไมท างาน

ภาพท 9 ชนดของวงจรไฟฟา

2.3.2 ชนดของวงจรไฟฟา วงจรไฟฟาม 3 ชนด คอ วงจรอนกรมเปนวงจรทใชกนมากในการตออปกรณไฟฟาตางๆ เชน การตอฟวส การตอสวตชไฟฟา ฯลฯ ซง

มคณสมบต ดงน 1. ความตานทานรวมทงหมดมากขน 2. กระแสไฟฟาเทากนทงวงจร 3. แรงดนไฟฟาทงหมดเทากบแรงดนไฟฟายอยๆ รวมกน

ภาพท 10 รปการตอวงจรกรม

ภาพท 11 การตอวงจรอนกรม

รปการตอวงจรอนกรม 2 โหลด ในลกษณะวงจรปด กระแสไฟฟาไหลผานครบวงจรเครองใชไฟฟาท างาน หมายเหต ถาอปกรณตวหนงตวใดของวงจรช ารด วงจรจะไมท างาน 2) วงจรขนาน เปนวงจรทเราใชกนอยางมากในการตอหลอดไฟหลายๆ หลอดในวงจรเดยวกน เชนการตอหลอดไฟ 2 หลอดสวางพรอมกน หรอการตอหลอดฟลออเรสเซนตหลายๆ หลอดในวงจรเดยวกน การตอปลกไฟ ตางๆ ฯลฯ ซงมคณสมบตดงน 1. ความตานทานรวมทงหมดนอยลง 2. แรงดนไฟฟาเทากนทงวงจร 3. กระแสไฟฟาทงหมดเทากบกระแสไฟฟายอยๆ รวมกน

ภาพท 12 รปการตอโหลด

รปการตอโหลด 2 โหลดในลกษณะวงจรไฟฟาเปด กระแสไฟฟาไหลไมครบวงจร เครองไมท างาน หมายเหต ถาอปกรณตวใดเสย (Load) จะเสยเปนสวนๆ

3) วงจรผสม เปนการน าวงจรอนกรมและวงจรขนานมารวมกน ซงวงจรผสมนไมนยมกนในการตอ

วงจรไฟฟา ภายในบาน แตสวนใหญจะไปใชกบอปกรณอเลกทรอนกส

ภาพท 13 รปการตอโหลด

รปการตอโหลด 3 โหลดในลกษณะวงจรไฟฟาปด กระแสไฟฟาไหลครบวงจร เครองท างาน 2.4 วสดเหลกและการเลอกใชงาน เหลกทน ามาใชงาน 3 ชนดดวยกน ดงน

1. เหลกกลอง ขนาด 2x2 นว ยาว 6 เมตร หนา 2 มล 2. เหลกแผน ขนาด 80x120 หนา 2 มล 3. เหลกฉากขนาด 1x1 นว หนา 3 มล

ภาพท 14 กระบวนการตด 2.5 กระบวนการตด (Cutting Process) ปจจยส าคญในการทจะใชเลอกประเภทของการตดชนดใดนนมสงทตองพจารณาหลายปจจยเชน ความสามารถของเครองมอทใชตด ,ตนทนและผลกระทบทจะเกดขนตอวสดทใชตด กระบวนการตดทใชความ รอน (Thermal Cutting) มการใชงานอยางแพรหลายเนองจากประหยดและใหความรวดเรวในการใชงาน แตส าหรบ วสดบางประเภทจะมผลกระทบเนองจากความรอนทใชในการตด กระบวนการตดทไมใชความรอน (No thermal Cutting) แมจะท างานไดชากวา แตใหความเทยงตรงทดกวาส าหรบโลหะหลายชนดและวสดทไมใชโลหะ การตดดวยความรอน (Thermal Cutting)

กระบวนการตดดวยความรอน (TC) เปนกระบวนการก าจดเนอโลหะออกโดยใชการหลอมเหลว,เผาไหม หรอการระเหยในบรเวณดงกลาว แมวาจะใชความรอนในการตดแตยงมความแตกตางกนในแตละกระบวนการขนอย กบชนดและความหนาของวสดทจะท าการตด กระบวนการตดโดยใชความรอนทถกใชในอยางแพรหลายในอตสาหกรรมคอ oxyfuel gas (OFC) ,Plasma arc (PAC) , Air Carbon Arc (CAC-A) และ Laser beam cutting (LBC)

การตดแบบ oxyfuel gas การตดชนดนใชแพรหลายในอตสาหกรรม เนองจากจากความหนาของชนงานท เหมาะสมทจะใชตดอยระหวาง 0.5-250 mm อปกรณทใชมราคาถกและสามารถใชคนในการตดได การตดชนดนจะ ใชเปลวไฟของเชอเพลงในสถานะแกสผสมกบออกซเจน (oxyfuel gas) ในการตดโดยทโลหะจะถกใหความรอน จนถงจดทเกดการออกซไดซอยางรวดเรว (Kindling temperature) ซงโดยทวไปนยมใชกาซอะเซทลน, กาซ ธรรมชาต,โพรเพน หรอสตรเฉพาะ) จากเหตผลทมการใชเชอเพลงหลายชนด จงมการออกแบบหวตด (nozzle) ให เหมาะสมกบชนดของเชอเพลงและความเรวในการตด กระบวนการตดชนดนเรมจากความรอนทเกดจากการเผา ไหมสวนผสมของเชอเพลงและออกซเจนจะท าใหเนอโลหะในบรเวณทจะท าการตดมลกษณะสกแดงซงเรยกวา Ignition tempterature ซงทจดนอณหภมจะต ากวาอณหภมทจะเรมหลอมเหลว ซงทจดนล าของออกซเจนทมความเรว สงจะถกพนน าเขาไปยงชนงานและเกดปฏกรยาการเผาไหมอยางรวดเรวในในจดทจะท าการตดซงโลหะบางสวนท หลอมเหลวบางสวนจะถกเผาไหมจนเกรยม

ความบรสทธของออกซเจนความเรวในการตดและคณภาพของขอบทไดรบการตดจะมถกก าหนดโดยความ บรสทธของออกซเจน ซงความบรสทธควรมคาอยางต า 99.5 % ถาหากความบรสทธลดลง 1 % จะท าใหความเรวใน การตดลดลงถง 25 % และสนเปลองเชอเพลงเพมขน 25 % การเลอกใชแกสเชอเพลงแกสเชอเพลงทนยมใชกนแพรหลายม 5 ประเภทคอ acetylene, propane, MAPP (methylacetylene-propadiene), propylene และ แกสธรรมชาต คาอณหภมสงสดของเปลวไฟ , อตราสวนของ ออกซเจนตอเชอเพลงทใชโดยปรมาตร และคาการกระจายของความรอนทขอบในและขอบนอกของเปลวไฟ Plasma Arc cutting หลกการพนฐานของการตดแบบนจะใชการอารคระหวางอเลคโตรท (electrode) และ ชนงานทตดภายในชองเลกๆทท าดวยทองแดง (copper nozzle) ซงจะท าใหเกดพลาสมา ( plasma ) ซงมอณหภมและ ความเรวสงเพมขนเมอไหลออกมาจากหว nozzle โดยทอณหภมจะอยทประมาณ 20,000 c และความเรวเขาใกล ความเรวเสยงซงล าของพลาสมาจะตดทะลผานชนงานทหลอมเหลวถกก าจดใหไหลออกไปกบพลาสมาลงทางดานลาง ของชนงาน

ขอแตกตางระหวางระหวางกระบวนการ OFC และ กระบวนการ PAC นน กระบวนการ PAC จะใชการ อารคจนกระทงโลหะหลอมเหลว ในขณะทกระบวนการ OFC นนออกซเจนจะออกซไดซโลหะและความรอนท ไดรบจากปฎกรยาจะท าการหลอมละลายโลหะ

ในยคแรกๆ วสดทใชท าอเลคโตรทจะท ามาจากทงสเตน และใชAr , Ar-N2 เปนพลาสมาแกส นอกจากนน ยงสามารถใชอากาศหรอออกซเจนกไดแตอเลคโตรทจะตองเปนโลหะผสมระหวาง copper และ hafnium

คณภาพของชนงานทตดจะขนอยกบอณหภมทเกดขนทชนงาน ดงนนถาสามารถควบคมอณหภมโดยการ ออกแบบหวตดไดกจะชวยท าใหคณภาพของรอยตดดขน นอกจากนนมอกหลายวธเชน

การใชแกสสองชนด (Dual gas)ลกษณะของการตดชนดน โดยจะมการปอนแกสอกชนด หนงเขาไปรอบๆ nozzle ซงจะมขอดคอ ชวยเพมการอารคและชวยเปาเศษโลหะทถกตดแลวออกไป โดยทวไปแลว พลาสมาแกส ทนยมใชไดแก Ar , Ar-H2 หรอ N2 และแกสชนดท 2 ทนยมใชจะขนอยกบชนดของโลหะทจะใช ตด เชน เหลก นยมใชอากาศ,O2,N2 สเตนเลส นยมใชN2 , Ar-H2 , CO2 อลมเนยม นยมใช N2 , Ar-H2 , CO2

การใชน าฉด (Water Injection)โดยปกตวธนจะใชN2 เปนพลาสมาแกส และใชน าพนเขาไปในแนวรศมเขา สล าของพลาสมา ซงจะชวยเพมอณหภมใหสงขนไดถง 30000 C ซงขอดของการใชวธนคอ 1. ชวยเพมคณภาพของรอยตด 2. เพมความเรวในการตด 3. ลดการสกหรอของ nozzle การใชน าราด (Water Shroud) ลกษณะของการตดชนดนแสดงใน นอกจากนนอาจใชชนงานจมลง ในน าโดยใหอยใตผวน า 50-70 cm ซงขอดของวธน 1. ชวยลดควน

2.ชวยลดเสยงจาก 155 เดซเบล เหลอประมาณ 96 เดซเบล

3. เพออายการใชงานของ nozzle การใชอากาศแทนแกสชนดอน (Air plasma) หวฉดแบบนจะใชอากาศเปนพลาสมาแกส แทน Ar หรอ N2 แตจะตองใชอเลคโตรทชนดพเศษทท าดวย Hafnium หรอ Zirconium สวมแทน copper วธนแมวาจะชวยคาใชจาย ของแกสไดแตกยงมคาใชจายของอเลคโครทซงยงมราคาคอนขางสง

Air Carbon Arc cutting เปนกระบวนการตดซงโลหะทถกตดถกหลอมละลายโดยใชความรอนทเกดจากการ อารคของคารบอน ซงโลหะทหลอมเหลวจะถกเปาออกไปโดยใชอากาศอดทมความเรวสง จากทอทอยใกลอเลคโตรท ทท าดวยคารบอน ลมทใชจะมคาความดนอยระหวาง 80-100 psi และมอตราการไหล 5-50 ฟตตอนาทซงจะใช compressor เพออดอากาศขนาด 1-10 HP ขนอยกบขนาดของอเลคโตรท อเลคโตรทจะท าจากสวนผสมของคารบอนและ แกรไฟตซงจะถกผลตเปนเนอเดยวกน นอกจากนนอเลคโตรทยงมหลาย ชนด ไดแกชนดไมเคลอบ (uncoated electrode) มราคาถกแตจะมความสามารถในการน าไฟฟาไดต า ชนดเคลอบดวยทองแดง (coppercoated electrode) จะมขนาดเสนผานศนยกลางไมคอยเปลยนแปลงนกขณะใชงาน นอกจากนนยงมความคงทนและน าไฟฟาไดดกวา ซงจะมทงชนดทใชกบกระแสตรงและกระแสสลบ โดยสดสวนของคารบอนและแกรไฟตจะแตกตางกนเลกนอย ลกษณะการใชงาน CAC-A จะใชในการตดโลหะ เซาะรองผวทช ารด , ก าจดรอยเชอมทช ารด , ใชเซาะรอง เพอท าแนวเชอม ซงการตดชนดนจะมสะเกดของโลหะเกดขนตามขอบของชนงานทตดและไมท าใหอณหภมใน บรเวณใกลเคยงสงมาก ซงจะชวยลดการบดตวของชนงานได Laser Beam cutting (LBC) เปนกระบวนการตดโดยใชความรอนโดยจะท าการหลอมเหลววสดและท าให หลอมเหลวกลายเปนไอโดยใชความรอนจากแสงเลเซอรซงกระบวนการนตองอาจใชแกสชวยในการก าจดเศษโลหะทหลอมเหลวออกกระบวนการสรางแสงเลเซอรนจะประกอบไปดวยแหลงพลงงาน,สารก าเนดเลเซอร , ทอ เลเซอร , ระบบการน ารงส ซงจะใหชวงความยาวคลนและก าลงทแตกตางกนไป

ภาพท 15 รปในการสรางเลเซอร

ในการสรางแสงเลเซอรนนจะใชสารก าเนดเลเซอรเปนแกส และใชระบบน ารงส เปนระบบกระจกเงา ซงการ ใชกระจกเงาสะทอนล าแสงนกท าใหมปญหาได ในกรณทมการตดโลหะทมพนผวเงาวาว เลเซอรแยกตามสาร

ก าเนด เลเซอรมหลายประเภทไดแก · CO2 Laser เหมาะส าหรบใชงาน ตด , สลก , เชอม , ควาน · Neodymium Laser เหมาะส าหรบใชงานเชอม , ควานทตองใชพลงงานสง · Nd-YAG Laser เหมาะส าหรบใชงานสลก, เชอม , ควานทตองใชพลงงานสง ขอดของการตดโดยใชแสงเลเซอร คอ ใหความเรวในการตดสง รอยตดแคบ , เกดความรอนนอยและ ชนงานบดตวต า, เกดการสนสะเทอนต า , เกดแกสนอย Waterjet cutting การตดโดยวธนจะใชน าทมความดนสงอดผานรเลกๆทเราเรยกวา Orifice หรอ Jewel เพอ ท าการพนเขาสวสดทจะท าการตด ซงสามารถแยกไดเปน 2 ชนด ไดแก กระบวนการตดโดยใชน าอยางเดยว (Pure Waterjet Cutting) และกระบวนการตดโดยใชน าซงมการผสมสารกดกรอนเขาไปดวย (Abrasive Water jet Cutting) กระบวนการตดโดยใชน าอยางเดยว (Pure Waterjet Cutting) วธนน าจะถกอดจนมความดนอยระหวาง 1,300- 6, Bar 200 ซงเมอผานเขาส Orifice ทมขนาด 0.18-0.4 mm จะท าใหความดนและความเรวมคาเพมขนสง โดย 17 ความเรวจะมคาใกลเคยงกบความเรวเสยง ( 960 km/hr) ส าหรบวสดทเหมาะส าหรบใชวธนตดจะเปนวสด ทมเนอนมเชน ไมเนอออน , กระดาษทชช , วสดภายในรถยนต กระบวนการตดโดยใชน าซงมการผสมสารกดกรอนเขาไปดวย (Abrasive Water jet Cutting)วธนจะมการ เตมสารกดกรอน (Abrasive material) เขาไปผสมหลงจากทน าไหลผาน Orifice ซงจะท าใหเกดภาวะสญญากาศ และ จะดงสารชวยกดกรอนเขาไปผสมกบกระแสน าซงสารชวยกดกรอนนจะมบทบาทส าคญในการทะล ทะลวงผานเนอวสดทจะท าการตด ซงวธการตดโดยวธนสามารถท าการตดวสดทมความแขงกวาวธแรกไดเชน เซรา มกส,อลมเนยม 2.6 กระบวนการท าสโลหะ

กระบวนการท าสมอยดวยกน 5 ขนตอนดวยกนดงน 2.6.1 ปดฝนและขดสวนทเปนสนมหรอเศษตางๆดวยแปลงลวด หรอหนเจยร 2.6.2 ขดสเกาออกดวยกระดาษทรายน าดวยเบอร 16 ตามดวยกระดาษทราเบอร 80 ทละเอยดขนไหเหลอแตพนผวเหลก จบดลนมอและไมมสเกาเหลออย 2.6.3 เชดท าความสะอาดอกครงดวยน ามนสนหรอน ามนซกแหงแลวปลอยไวไหแหง 2.6.4 จากนนกลงมอทาสดวยสรองพนหรอสกนสนมไหทวแลวปลอยทงใวไหแหง 2.6.5 ขนตอนสดทายกลงมอทาสดวยสจรงไหทวทงหมดแลวปลอยทงไวไหแหง

บทท 3 วธด าเนนงาน

3.1 วสดและอปกรณโครงการ ล าดบ รายการ จ านวน ราคาตอหนวย ราคารวม หมายเหต

1 เหลกแผน 82x120 เมตร 2 840 1,680 2 เหลกกลอง 2x2 นว 2 578 1,156 3 บานพบ 4 ตว 4 25 100 4 กระดาษทรายสายพาน 1 เสน 1 240 240 5 กระดาษทราย ขนาด 120,320 1 90 90 6 ลกปนกบ วงใน 10 ม.ม 6 120 720 7 เหลกแผน 5x8 หนา 1 นวครง 1 250 250 8 สรองพน (สกนสนม) 1 350 350 9 สน ามน (สด า) 1 250 250 10 ทนเนอร 1 150 150 11 เหลกเพลาตน 1 นว/ 1นวครง /2นว /2

นวครง ยาว 20 ซม 1 120/200/250 570

ราคารวม 5,556

ตารางท 2 ตารางคาใชจาย 3.2 การด าเนนการ 3.2.1 ศกษาแบบแปลน โดยเรม เตรยมวสดใหไดขนาดและครบตามแบบ แลวน าเหลกทเตรยมไวมาตดไหได ตามขนาดตองการ 3.2.2 ตดเหลกกลอง ขนาด 2 นว 4 ทอน ยาว 120 ซ.ม - ตดเหลกกลอง ขนนาด 2 นว 6 ทอน ยาว 80 ซ.ม - ตดเหลกกลอง ขนนาด 2 นว 2ทอน ยาว 50 ซ.ม

3.2.2 น าเหลกลองทตดไวแลวมาประกอบโดยการ น าเหลกกลองขนาด 2 นว ยาว 120 ซ.ม มาเชอมประกอบกบเหลกกลองขนาด 2 นว ยาว 80 ซ.ม โดยการเชอมแถกไวเพอจบฉาก และไหไดขนาดทตองการ และ เปนรปฐานสเหลยมผนผา หลงจากนน กท าการเชอมไลเพอไห ฐานแขงแรง

ภาพท 16 การเชอมฐานเครองบากทอ

หลงจากนนกท าการตดเหลกขนาด 2 นว ยาว 80 ซ.ม จ านวน 4 ทอน แลวกท าการบากมม 30 องศา ท าการเจยรแตงรอยบากไหเรยบรอยแลวหลงจากนนกน ามา ประกอบกบ ตวฐาน สเหลยมผนผา ทเราไดเชอมไว น ามาประกอบโดยการตงขนโดยการท ามม 60 องศา ทง 4 ดาน หลงจากนน กท าการ เชอมแถกไวเพอจบองศา และแระดบ หลงจากนนกตดเหลกขนาด 2 นว ยาว 20 ซม 2 เสนหลงจากนนกท าการบากมม 60 องศาแลวน ามาประกอบกบเสาทท ามมไว 60 องศา แลวท าการเชอมแถกไว หลงจากนนตดเหลกขนาด 2 นว ยาว 120 ซม 2 เสน แลวท าการเจยรแตง หลงจากนนกน ามาประกอบระหวางเสาทงสอง หลงจากนนกท าการเชอมแถกไว แลวกท าการตรวจวาไดมมหรอระดบตามทตองการ

ภาพท 17 ฐาน เครองบากทอ ภาพท 18 เชอมไลฐานเครองบากทอ

หลงจากทท าฐานเครองบากทอเสรจแลว น าเหลกแผนมาตดไหไดรปตามขนาดและจ านวนทตองการดวย

เครองตดแกส และท าการเจยรแตงลบคมไหเรยบรอยจากนนน ามาประกอบขนรปของโครงฐานเครองบากทอโดยการเชอม TIG หลงจากนนกท าการ เจาะรฐานเครองบากทอตรงต าแหนงทเราจะขนนอตไหเขากบเครองบากทอ

ภาพท 19 ตดเหลกเผนดวยเครองตดแกส

ภาพท 20 การตดแกส หลงจากทเชอมประกอบเหลกแผนเสรจแลว กน าเครองบากทอมาตดตงดวาวางไดตรงตามทเราเจาะรไวหรอไม แลวกขนนอตตามรทเจาะไวพอไมไหเครองสนหรอเคลอนทแลวกท าการทดลองวามขอบกพรองอะไรบาง หลงจากนนกท าความสะอาดเครองบากทอและขดสไหสะอาด แลวกถอดชนสวนออกเพอทจะน าไปพนสกนสนมหรอสรองพนหลงจากพนสกนสนมหรอสรองพนเสรจกรอไหแหงแลวกพนสจรงดวยส ด า เสรจแลวกรอไหสแหงแลวน าไปพนดวยสด าตอ เปนรอบทสอง

ภาพท 21 ฐานและเครองบากทอ

ภาพท 22 ขดสและท าความสะอาดเครองบากทอ หลงจากทพนสเสรจแลว กน าเหลกเพลาตนมาตด ขนาด 1 นว/ 1 นวครง/ 2 นว/ 2 นวครง ยาว 20 ซม

หลงจากนนก น าไปกลงปาดหนาไหความยาวของเหลกเพลาตนเพยง 19 ซม หลงจากนนกกลงปอกเขาไป 10 ม.ม และกลงจนกวา จะสวมลกปนเขาไปได หลงจากนนกน าเครองบากทอมาประกอบและตดตงไหเรยบรอยและตดตงระบบไฟฟา หรอ สวตช ปด/เปด

บทท 4 การออกแบบและทดลอง

4.1 แบบแปลน

ภาพท 23 ดานบนฐานเครองบากทอ ภาพท 24 ดานขวาเครองบากทอ

ภาพท 25 ดานซายเครองบากทอ ภาพท 26 ดานหนา/หลงเครองบากทอ

ภาพท 27 แบบแปลนฐานเครองบากทอ

ภาพท 28 แบบแปลนชนสวนของเครอง ภาพท29 แบบแปลนโครงเครอง

ภาพท 30 แบบแปลนแทนจบชนงาน

4.2 ตารางบนทกการทดสอบ ล าดบ ผลการทดสอบ ปญหาทพบ

1 ตดตงเครองบากทอ นอตตวเครองกบฐานไมตรงกน 2 เปดเครองตรวจสอบความนง ฐานมเสยงดง ตรงแผนเหลก 3 เคลอนยายเครองบากทอ มน าหนกมากเกนไป 4

ตารางท 3 ตารางบนทกการทดสอบ

บทท 5 บทสรป

5.1 สรปผลการด าเนน จากการทไดท าฐานเครองบากทอและแกไขปากฉลามขนมานหลงจากไดทดลองประสทธภาพของ

เครองบากทอ แบบปากฉลาม 1.ฐานเครองบากทอมความแขงแรงและมนคง 2.ฐานเครองบากทอสามารถเกบอปกรณเครองมอในการท างานได 3.ปากฉลามจบชนงานสามารถจบชนงานไดแนนและสามารถปรบองศาไดตามทตองการ

5.2 ปญหาและอปสรรค 1.ฐานเครองบากทอมน าหนกทมากเกนไปไมสะดวกตอการเคลอนยาย 2.จดหาอปกรณบางอยางไมมในพนทนจงตองสงซอ

5.3ขอเสนอแนะ 1.ควรใชมอเตอรขนาดทเลกลงขนาด 1.5 แรง เพราะมอเตอรขนาด 2 แรง แรงเกนไปส าหรบตวเครอง 2. ควรใสลอเพอสะดวกตอการเคลอนยาย

บรรณานกรม http://www.supradit.com/contents/metal/Data/6/2.html http://www.thongprapasteel.com/?cid=1715234 http://www.ksteelcenter.com/th/purchase-tips http://homepage.eng.psu.ac.th/adm/akarn/electric-basic.htm http://www.siamair.net/ http://www.foremanblog.com/2013 http://www.108twin.com/Default.

ประวตสวนตว ชอ นาย ธนากร หวยแม เกดเมอวนท 5 เดอน พฤษจกายน พ.ศ 2541 ทอย 859 หม 3 ต.วาว อ. แมสรวย จ. เชยงราย 57180 ประวตการศกษา ประถมศกษา โรงเรยนบานแมผง มธยมศกษา โรงเรยนแมลาววทยาคม ประกาศนยบตรวชาชพสาขางานโครงสราง โรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนม ต.เวนพระบาท อ.ทาอเทน จ.นครพนม ชอ นาย พนาเวศ วงคบญชยเลศ เกดเมอวนท 17 เดอน กมภาพนธ พ.ศ 2542 ทอย 43/1 หม 2 ต. ทาขาม อ.เวยงแกน จ. เชยงราย 57310 ประวตการศกษา ประถมศกา โรงเรยนบานทาขาม มธยมศกษา โรงเรยน ขนขวากพทยา ประกาศนยบตรวชาชพสาขางานโครงสราง โรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนม ต.เวนพระบาท อ.ทาอเทน จ.นครพนม ชอ นาย วนชย เบซก เกดเมอวนท 6 เดอน พฤษภาคม พ.ศ 2541 ทอย 397 หม 4 ต. บานแซว อ.เชยงแสน จ.เชยงราย ประวตการศกษา ประถมศกษา โรงเรยน มาแอบวทยา มธยมศกษา โรงเรยน ศรมาตยเทว ประกาศนยบตรวชาชพสาขางานโครงสราง โรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนม ต.เวนพระบาท อ.ทาอเทน จ.นครพนม

กตตกรรมประกาศ

โครงงานเรอง พฒนาเครองบากทอ จะส าเรจลลวงไมไดถาไมไดรบการสนบสนนงบประมาณจาก ภราดา กตตศกด เจรญศร การชวยเหลอจากผอ านวยการโรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนม มาสเตอร ดอน วภา ครประจ าวชา ทชวยใหค าปรกษา ชวยแกไขปญหาตาง ๆ เกยวกบโครงงาน ตลอดจนเออเฟอสถานท และออกแบบผลงาน

มาสเตอร สมสมย เสวยววงษ ทชวยใหค าปรกษาและอ านวยความสะดวกในการทดลอง และจดท าโครงการ

ขอขอบคณพระคณบดา-มารดา คร-อาจารยโรงเรยนอสสมชญเทคนคนครพนม ทไดอบรมสงสอนประสานวชาตงแตอดตจนถงปจจบน คณะผจดท าโครงงานขอขอบคณทานทมสวนเกยวของไว ณ โอกาสน

คณะผจดท า

ค าน า

รายงานเลมนเปนสวนหนงของวชาโครงการ ซงสมาชกในกลมไดศกษาคนควาเกยวกบพฒนาเครองบากทอ ซงรายงานนมเนอหาตงแตการศกษาขอมล การขออนมตโครงการ ขนตอนการด าเนนโครงการ การทดลอง การสรปผลการด าเนนงาน จนส าเรจอยางละเอยดและครบถวนการพฒนาเครองบากทอนสงเสรมไหนกเรยนไดเรยนรเกยวกบลกษณะและวธการบากทอ และประสทธภาพพฒนาเครองบากทอในการท างาน

สมาชกในกลมหวงเปนอยางยงวาจะเปนประโยชนตอผทสนใจเอกสารการพฒนาครองบากทอเปนอยางมาก

สารบญ

บทท 1 บทน า หนา

หลกการและเหตผล 1

วตถประสงค 1

เปาหมาย 1

ประโยชนทคาดวาจะไดรบ 1

การด าเนนงาน 2

บทท 2 เอกสารทเกยวของ

ความตองการ 2-15

โครงสราง 2-15

บทท 3 วธด าเนนงาน

การท าส 16 วสดอปกรณ 17

ขนตอนการด าเนนงาน 17-21

แบบแปลน 22

ตารางบนทกการทดสอบ 23

บทท 4 บทสรป

สรปผลการด าเนนงาน 24

ปญหาและอปสรรค 24

ขอเสนอแนะ 24

บรรณานกรม 25

ประวตสาวนตว 26

สารบญ รปภาพ

รปภาพท 1 แสดงถงวธการเรมตนอารกแบบเคาะ 3 รปภาพท 2 แสดงถงวธการเรมตนอารกแบบขด 4 รปภาพท 3 แสดงถงวธการเชอมเมอสนสดแนวเชอม 5 รปภาพท 4 แสดงวธการตอแนวเชอม 6 รปภาพท 5 แสดงการสายลวดเชอมในต าแหนงทาเชอมราบ 7 รปภาพท 6 แสดงการสายลวดเชอมในต าแหนงทาเชอมทาตง 7 รปภาพท 7 แสดงการสายลวดเชอมในต าแหนงทาเชอมทาเหนอศรษะ 8 รปภาพท 8 ภาพวงจรเปด 9 รปภาพท 9 ชนดของวงจรไฟฟา 10 รปภาพท 10 รปการตอวงจรกรม 10 รปภาพท 11 การตอวงจรอนกรม 11 รปภาพท 12 รปการตอโหลด 11 รปภาพท 12 รปการตอโหลด 12 รปภาพท 14 กระบวนการตด 12 รปภาพท 15 รปในการสรางเลเซอร 15 รปภาพท 16 การเชอมฐานเครองบากทอ 17 รปภาพท 17 ฐาน เครองบากทอ 18

รปภาพท 18 เชอมไลฐานเครองบากทอ 18

รปภาพท 19 ตดเหลกเผนดวยเครองตดแกส 18

รปภาพท 20 การตดแกส 19 รปภาพท 21 ฐานและเครองบากทอ 19 รปภาพท 22 ขดสและท าความสะอาดเครองบากทอ 20 รปภาพท 23 ดานบนฐานเครองบากทอ 21 รปภาพท 24 ดานขวาเครองบากทอ 21 รปภาพท 25 ดานซายเครองบากทอ 21 รปภาพท 26 ดานหนา/หลงเครองบากทอ 21 รปภาพท 27 แบบแปลนฐานเครองบากทอ 22 รปภาพท 28 แบบแปลนชนสวนของเครอง 22 รปภาพท 29 แบบแปลนโครงเครอง 22

สารบญ รปภาพ (ตอ) รปภาพท 30 แบบแปลนแทนจบชนงาน 22

สารบญ ตาราง

ตารางท 1 ตารางการด าเนนงาน 2 ตารางท 2 ตารางคาใชจาย 16 ตารางท 3 ตารางการทดสอบ 23

Recommended