THE CURRENT INSTRUCTIONAL PRACTICES .พิมพ์พร... · PDF...

Preview:

Citation preview

รายงานวจยเพอพฒนาการเรยนการสอน

เรอง

สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม

THE CURRENT INSTRUCTIONAL PRACTICES PROBLEMS OF GENERAL MATHEMATICS FACULTY OF GENERAL

EDUCATION SRIPATUM UNIVERSITY.

พมพพร ฟองหล า

งานวจยนไดรบทนอดหนนการวจยจากมหาวทยาลยศรปทม

ปการศกษา 2554

หวขอวจย : สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม

ผวจย : นางพมพพร ฟองหล า หนวยงาน : ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ปทพม : พ.ศ. 2555 _________________________________________________________________________________

บทคดยอ การศกษาวจยน มวตถประสงค 1) เพอศกษาปญหาและวเคราะหปญหาในการเรยน

การสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป 2) เพอน าเสนอแนวทางในการพฒนาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตรทวไป กลมเปาหมายเปนนกศกษาทลงทะเบยน IS วชาคณตศาสตรทวไป(MAT101)ในภาคการศกษา 2/2554 จ านวน 3 คน และอาจารยผสอนวชาคณตศาสตร จ านวน 5 ทาน ใชวธวจยเชงคณภาพ อาศยการสมภาษณแบบเจาะลก และการสนทนากลมเปนเครองมอ จากนนน าเสนอผลการวเคราะหแบบพรรณนาวเคราะห

ผลการศกษา พบวา 1) ปญหาจากตวนกศกษาทพบมากทสดคอ นกศกษาพนฐานไมด ไมมความถนด ไมตงใจเรยน ไมสามารถประยกตความรไปใชในการแกปญหาได ขาดเรยนบอยหรอเขาเรยนชา ไมสนใจเรยน ไมชอบวชาคณตศาสตร ไมชอบการคดค านวณ ไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง สตรมาก เนอหาในรายวชามากและยากเกนไป นาเบอ 2) ปญหาจากการเรยนการสอน พบมากทสด คอ อาจารยเขมงวดในการท างาน สอนจรงจงท าใหบรรยากาศในการเรยนเครยด ไมใชสอการสอน สอนเรว สอนไมนาสนใจ อธบายไมรเรอง และขอสอบยากเกนไป 3) ผลจากการสนทนากลมกบอาจารยในหมวดวชาคณตศาสตร ปญหาทเปนอปสรรคในการเรยนการสอนเกดจากความพรอมในเรองเครองเสยง คอมพวเตอร โปรเจคเตอร สวนปญหาดานการศกษา นกศกษาพนฐานไมด เวลาทใชท าการสอนจ ากด เนอหาในหลกสตรมาก นกศกษามจ านวนมาก การดแลเอาใจใสท าไดไมทวถง จงมนกศกษาตกมาก 4) แนวทางพฒนา ควรจดใหมการสอนเสรมสปดาหละ 1 ครง ปรบแกเนอหาในหลกสตรใหสอดคลองกบแตละคณะเพอจะไดน าไปใชไดจรง และตรวจเชคอปกรณในชนเรยน ใหเรยบรอยกอนเปดภาคเรยน

ค าส าคญ : ปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตร

Research Title : Problems of learning and teaching general Mathematics, Department of General Education, Sripatum University.

Name of Researcher : Mrs.Pimporn Fonglum. Name of Institution : Department of General Education. Year of Publication : B. E. 2555 _________________________________________________________________________________

ABSTRACT The purpose of this research was: 1. To study and analyze the problems in learning and teaching general mathematics. 2. To offer the ways to improve learning and teaching general mathematics. The target was the 3 students enrolled IS General Mathematics (MAT 101) in semester 2 /2554 and the 5 teachers taught mathematics by using methods of qualitative research based on the interview and the conversation with a focus group, after that to present the results of analysis of the descriptive analysis. The results of the study showed: 1. Most common problems of students were poor, no aptitude, not interesting in learning. They were unable to apply knowledge to solve the problems. They often absented and came to class late. They disliked mathematics and didn’t do exercises by themselves. The confusion was very difficult to remember. The contents of mathematics were tedious, very difficult and boring. 2. The problems of learning and teaching were that the teachers were the most stringent. The environment in learning was stressful. They taught without the medium of teaching, very quickly, not interesting. The tests were very difficult. 3. The results from conversation with the teachers in the mathematics department. Issues and difficulties in the course were the audio portion, computers and projectors. Whereas the problems of learning and teaching were the students were poor. The teaching time was limited. There were many contents in the course and so many students that the teachers couldn’t take care of them. 4. To develop guidelines should provide remedial course once a week, adjustment of curriculum and the requirement in each faculty into practice. Checking the equipments before classes begin. Keywords : Problems of learning and teaching mathematics.

กตตกรรมประกาศ

งานวจยฉบบนส าเรจลลวงไปไดดวยความอนเคราะหอยางดยงจากบคคลหลายฝาย ผวจยขอขอบพระคณ ดร.รชนพร พคยาภรณ พกกะมาน อธการบดมหาวทยาลยศรปทม ผสนบสนนทนการวจยชนเรยนส าหรบบคลากรภายใน และดร.ชยวชต เชยรชนะ ผทรงคณวฒทปรกษางานวจยฉบบนส าเรจตามวตถประสงค

ขอขอบพระคณ ผชวยศาสตราจารยอ านาจ วงจน และผชวยศาสตราจารย การณนทน รตนแสนวงษ ทชวยกรณาสงเสรมสนบสนนขอมลและใหค าแนะน าทเปนประโยชนในการเขยนเรยบเรยงและน าเสนอผลแบบพรรณนา ชวยใหงานวจยฉบบนส าเรจลงไดตามวตถประสงค

ขอขอบคณ คณาจารยในหมวดวชาคณตศาสตร และนกศกษาทกคนทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคการศกษา 2/2554 มหาวทยาลยศรปทม ทใหขอมลทเปนประโยชนกบงานวจยฉบบน กระทงงานวจยส าเรจลลวงไปไดดวยด

อนง งานวจยฉบบนจะเปนประโยชนตามสมควร ตอผทสนใจศกษาสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรตอไป

พมพพร ฟองหล า ธนวาคม 2555

บทท หนา

1 บทน า...................................................................................................................... 1 ความเปนมาและความส าคญของปญหา ............................................................. 1 วตถประสงคของการวจย .................................................................................... 2 ค าถามการวจย ..................................................................................................... 2 ขอบเขตการวจย .................................................................................................. 2 นยามศพท ........................................................................................................... 3 ประโยชนทคาดวาจะไดรบ................................................................................ 3 2 วรรณกรรมทเกยวของ ............................................................................................... 4 ตอน 1 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอน...................................................

- เนอหาบทเรยน ………………………………….………………… - สอการเรยนการสอน........................................................................ - วธสอน………..………….…………………….………….………. - การวดและประเมนผล......................................................................

4 4 11 12 20

ตอน 2 งานวจยทเกยวของ ...................................................................... 24 3 วธด าเนนการวจย ........................................................................................................ 27 แบบแผนการวจย......................................................................................

กลมเปาหมายทใชในการวจย......................................................................... 27 27

เครองมอทใชในการวจย ............................................................................... 28 การเกบรวบรวมขอมล.................................................................................... 29 การวเคราะหขอมล........................................................................................... 31

สารบญ

บทท หนา

4 ผลการวเคราะหขอมล ................................................................................................. 32 ปญหาจากการเรยนคณตศาสตรเกดจากตวนกศกษา…..................................

ปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตร : ปญหาในดานการเรยนการสอน.... ขอเสนอแนะอนๆ............................................................................................. ปญหา และอปสรรคในการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป.................... แนวทางพฒนาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป................................

33 35 36 36 37

5 สรป อภปรายผล และขอเสนอแนะ ............................................................................. 38 สรปผลการวจย ................................................................................................ 38 อภปรายผลการวจย........................................................................................... 39 ขอเสนอแนะ ..................................................................................................... 41 บรรณานกรม .............................................................................................................. 43 ภาคผนวก .................................................................................................................... 46 ภาคผนวก ก ค าถามทใชสมภาษณนกศกษา..................................................... 47 ภาคผนวก ข ค าถามทใชสมภาษณอาจารยหมวดคณตตศาสตร........................ 50

ประวตยอผวจย ........................................................................................................... 52

สารบญ (ตอ)

ตารางท หนา

1 แสดงก ำหนดกำรสอนรำยวชำคณตศำสตรทวไป …………………………………. 5 2 แสดงผลกำรสมภำษณขอท 1 : ควำมพรอมในกำรเรยน....................................... 33 3 แสดงผลกำรสมภำษณขอท 2 : ควำมรพนฐำนทำงคณตศำสตร............................. 33 4 แสดงผลกำรสมภำษณขอท 3 : เจตคตตอวชำคณตศำสตร..................................... 34 5 แสดงผลการสมภาษณขอท 4 : เนอหาในรายวชาคณตศาสตรทวไป....................... 35 6 แสดงผลการสมภาษณขอท 5 : เกยวกบอาจารยผสอน......................................... 35

สารบญตาราง

บทท 1 บทน า

ความเปนมาและความส าคญของปญหา

คณตศาสตรมความส าคญตอชวตความเปนอยของมนษยทงทางตรงและทางออม โดยเฉพาะอยางยงในสงคมปจจบน ความรเกยวกบคณตศาสตรกยงเพมความส าคญมากขน เพราะสภาพทางสงคมในปจจบนเปลยนแปลงอยางรวดเรวและตอเนอง ความกาวหนาทางวทยาศาสตร เทคโนโลย และการสอสารขอมลตางๆ สามารถท าไดอยางรวดเรวและไมมขอจ ากด การพฒนาคณภาพของมนษย วทยาการสาขาวชาตางๆ เชน วทยาศาสตร วศวกรรมศาสตร สงคมศาสตร ตลอดจนความกาวหนาทางเทคโนโลยตองอาศยความรทางดานคณตศาสตรเปนพนฐาน ความ ส าคญ ของวชาคณตศาสตรจงถอไดวาเปนวชาพนฐานในการศกษาวชาตางๆหลายสาขา การสรางสรรคสงตางๆ รวมทงการแกปญหาทงในชวตประจ าวนและดานอนๆ กตองอาศยคณตศาสตรเปนพนฐานทงสน ดงท ประสาร ไตรรตนวรกล (2533 : 12) ไดกลาววา บทบาทคณตศาสตรมสองดาน ดานแรกคณตศาสตรมฐานะเปนบทบาทพนฐาน กลาวคอ ท าใหคนทมพนฐานทางคณตศาสตรสามารถเรยนรเรองตางๆไดกวางและลกซง คณตศาสตรเปนความรทสนบสนนความคดทเปนวทยาศาสตร คอผลตองเกดจากเหต ดานทสอง เปนดานทเกยวของกบการพฒนาเศรษฐกจของประเทศในแงการเรยนร และการประยกตใช

คณตศาสตรยงชวยเสรมสรางความเจรญงอกงามของจตใจและความรสกอนละเอยดออนของมนษย ฝกใหผเรยนมระเบยบแบบแผน เนอหาในวชาคณตศาสตรมความกลมกลน แตละสวนจะเตบโตจากสงทมอยกอน นอกจากนคณตศาสตรเปนวชาทชวยสรางคณลกษณะทส าคญหลายอยางในตวคน เชน ความมสมาธ การสงเกต ความแมนย า ความมเหตผล การตดสนใจทถกตอง คณลกษณะเหลานมความจ าเปนตอการด ารงชวตของมนษย สอดคลองกบชมนาด เชอส วรรณทว(2542 : 1) กลาววาคณตศาสตร เปนวชาทชวยพฒนากระบวนความคดของคนใหรจกคดเปน คดอยางมเหตผล มระบบขนตอนในการคด และยงชวยสรางเสรมคณลกษณะทส าคญ มความจ าเปนในการด ารงชวต เชน ความเปนผมเหตผล มลกษณะนสยละเอยด สขม รอบคอบ ช างสงเกต มไหวพรบ ปฏภาณทด อกทงเปนพนฐานในการศกษาสาขาอนตอไป วชาคณตศาสตร ถอไดวาเปนเครองมอทจ าเปนทสดส าหรบทกคนในโลกปจจบน โดยเฉพาะอยางยงในระบอบประชาธปไตย จะตองมการตดสนใจอยางฉลาด สามารถแยกความแตกตางระหวางความสมเหต สมผล กบความ

2

ไมสมเหตสมผลได สามารถอภปรายปญหาตางๆ และประเมนผลได สงเหลานลวนหาไดจากวชาคณตศาสตรทงสน

เนองจากคณตศาสตรเปนวชาทส าคญมากดงทกลาวมาแลว ดงนนการใหความรวชาคณตศาสตรแกนสตนกศกษาจงเปนงานทส าคญซงผสอนทกคนจะตองพยามท าใหดทสด ถกตองมากทสด จงมความจ าเปนอยางยงทจะตองส ารวจหาขอเทจจรงเกยวกบปญหาหรออปสรรค ตางๆในการเรยนการสอน เพอจะไดน ามาปรบปรงแกไข ใหการเรยนการสอนคณตศาสตรมประสทธภาพยงขน

การจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม มประเดนปญหาในการจดการเรยนการสอน เนองจาก มนกศกษาสวนหนงไดลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรพนฐานหลายครงแลวไมผาน ดงนน จงจ าเปนตองท าการศกษาสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนในรายวชาดงกลาว เพอน าผลการวจยมาใชประโยชนในการแกปญหาการจดการเรยนการสอนใหดยงขนตอไป วตถประสงคของการวจย

1. เพอศกษาปญหาและวเคราะหปญหาในการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป 2. เพอน าเสนอแนวทางในการพฒนาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตร

ทวไป ค าถามการวจย

1. ปญหาในการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป มอะไรบาง 2. แนวทางในการพฒนาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตรทวไป ควรม

ลกษณะอยางไร

ขอบเขตการวจย การศกษาครงน ผวจยจ าแนกขอบเขตการศกษาออกเปน

กลมเปาหมายทใชในการวจย 1. นกศกษาทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคการศกษา 2/2554 มหาวทยาลย

ศรปทม วทยาเขตบางเขน ทสอบวชาคณตศาสตรทวไป MAT101 สอบไมผาน จ านวน 1 ถง 3 ครง และก าลงลงเรยน IS ในภาคการศกษาท 2/2554 จ านวน 3 คน

2. อาจารยผสอนวชาคณตศาสตร ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม จ านวน 5 ทาน

3

ขอบเขตดานเนอหา ปญหาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตรทวไป 4 องคประกอบ ดงน

- เนอหา - สอการเรยนการสอน - วธสอน - การวดและประเมนผล

ขอบเขตดานระยะเวลา การศกษาครงนเกบรวบรวมขอมลโดยการสงเกต จดบนทก และการสมภาษณใน

ระหวางเดอนมกราคม ถงเดอนมนาคม พ.ศ. 2555 ขอมลทมอยกอนหนาน หรอทจะมตอไปอาจแตกตางจากขอมลในการศกษาครงน นยามศพท

ปญหาการจดการเรยนการสอน หมายถง อปสรรคทเกดขนระหวางด าเนนการสอน ท าใหการเรยนการสอนไมเปนไปตามวตถประสงคทตงไว และผเรยนไมสามารถเรยนรไดตามแผนการจดการเรยนร โดยเนนการศกษาปญหา 4 ดาน คอ เนอหา สอการเรยนการสอน วธสอน และการวดและประเมนผล

วชาคณตศาสตรทวไป หมายถง วชาบงคบพนฐานทอยในกลมสาขาวชาคณตศาสตรและวทยาศาสตรตามโครงสรางหลกสตรหมวดวชาศกษาทวไป ประโยชนทคาดวาจะไดรบ

1. ปญหาการจดการเรยนการสอน หมายถง อปสรรคทเกดขนระหวางด าเนนการสอน ท าใหการเรยนการสอนไมเปนไปตามวตถประสงคทตงไว และผเ รยนไมสามารถเรยนรไดตามแผนการจดการเรยนร โดยเนนการศกษาปญหา 4 ดาน คอ เนอหา สอการเรยนการสอน วธสอน และการวดและประเมนผล

2. วชาคณตศาสตรทวไป หมายถง วชาบงคบพนฐานทอยในกลมสาขาวชาคณตศาสตรและวทยาศาสตรตามโครงสรางหลกสตรหมวดวชาศกษาทวไป

3. ท าใหไดแนวทางในการแกไขปญหาและแนวทางการพฒนาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตรทวไป ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม

บทท 2 วรรณกรรมทเกยวของ

งานวจยครงน ผวจยไดศกษาเอกสาร ต ารา และงานวจยทเกยวของกบสภาพปญหาการ

จดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป : มหาวทยาลยศรปทมสามารถแบงผลการศกษาคนควาออกเปน 2. ตอนไดแก

ตอนท 1 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอน ตอนท 2 งานวจยทเกยวของ

ตอนท 1 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอน

ในตอนท 1 ผวจยไดศกษาคนควาแนวคดเกยวกบสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป : มหาวทยาลยศรปทม ประกอบดวย 4 องคประกอบ

1. เนอหาบทเรยน (Content) 2. สอการเรยนการสอน(Instruction) 3. วธสอน(Teaching Method) 4. การวดและประเมนผล (Measurement and Evaluation)

1. เนอหาบทเรยน เนอหาบทเรยนในการท าวจยชนเรยน เรอง “สภาพปญหาการจดการเรยนการสอน

รายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม” ครงน เนอหาบทเรยน ไดมาจากการศกษาและวเคราะหรายวชา และเนอหาของหลกสตรรวมถงแผนการเรยนการสอน องคประกอบทควรพจารณา มดงน

1.1 ค าอธบายรายวชา 1.2 ก าหนดการสอน 1.3 แผนการสอน

1.1 ค าอธบายรายวชา ค าอธบายรายวชาคณตศาสตรทวไป ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม

ศกษาเกยวกบคณตศาสตรพนฐานทวไป เชน การจดกลมความสมพนธระหวางสมาชกในกลมโดยใชเซต และการด าเนนการทางเซต ระบบจ านวน จ านวนกบตวเลข ระบบตวเลขตาง ๆ ทงใน

5

อดตและปจจบน รวมทงตวเลขทใชในคอมพวเตอร และการสอสาร การหาความสมพนธของตวแปรไมทราบคาในรปแบบตางๆ ของสมการและอสมการ คล าดบและความส าพนธ กราฟ ฟงกชนเอกซโปเนนเชยลและฟงกชนลอกาลทม ล าดบอนกรมและการประยกตใชในเรองดอกเบยชงเดยว ดอกเบยแบบทบตน อตราการเพมของประชากร เมตรกซ ดเทอรมแนนท การประยกตเมตรกซในเรองปญหาการขนสง การแจกงาน เกม และการสรปความสมเหตสมผลของเหตการตาง ๆ โดยใชหลกของตรรกศาสตร

1.2 ก าหนดการสอนรายวชา คณตศาสตรทวไป

ตารางท 1 แสดงก าหนดการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป

สปดาหท หวขอการสอน 1-2 แนะน ารายวชา

บทท 1 เรองระบบจ านวน จ านวนและตวเลข ระบบจ านวนจรง สมบตจ านวนจรง ระบบเลขฐาน

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

3 บทท 2 เซต ความหมายขของเซต การเขยนเซต ชนดของเซต สบเซต และเพาเวอรเซต การด าเนนการบนเซต

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

4 บทท 3 สมการและอสมการ สมการในรป Ax+B = C สมการก าลงสอง สมการก าลงสงกวาสอง สมการในรปคาสมบรณ และ สมการราก

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

5

บทท 3 สมการและอสมการ (ตอ) อสมการก าลงหนง ก าลงสอง อสมการก าลงสงกวาสอง อสมการเศษสวนและอสมการคาสมบรณ

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนควาจากสออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

6

สปดาหท หวขอการสอน กจกรรม 6 บทท 4 ความสมพนธ และฟงกชน

คล าดบ และผลคณคารทเชยน ความสมพนธ โดเมน เรนจ อนเวอรส ฟงกชน โดเมน เรนจ อนเวอรส พชคณตของฟงกชน ฟงกชนคอมโพสท

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

7 บทท 5 ฟงกชนเอกซโปเนนเชยล และ ฟงกชนลอการทม เลขยกก าลง และคณสมบตเลขยกก าลง ฟงกชนเอกซโปเนนเชยล สมการเอกซโปเนนเชยล ฟงกชนลอการทม และคณสมบต สมการลอการทม

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

8 สอบกลางภาค 9-10 บทท 6 เมตรกซ และดเทอมแนนท

ความหมายและชนดของเมตรกซ การบวก-ลบ และการคณเมตรกซ ดเทอมแนนท และอนเวอรส ประยกตของเมตรกซในระบบสมการ

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

11 บทท 7 ประยกตเมตรกซในเรองปญหาขนสง ตารางปญหาการขนสง การหาผลลพธเบองตนปญหาการขนสง การหาค าตอบทดทสดปญหาการขนสง

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

12 บทท 8 ประยกตเมตรกซในเรองการแจกงาน ลกษณะการแจกงาน การแกปญหาการแจกงาน

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

7

สปดาหท หวขอการสอน กจกรรม 13 บทท 9 ประยกตเมตรกซในเรองทฤษฏเกม

หลกเกณฑทใชในการตดสนใจ กลยทธแท และกลยทธผสม การหาวธดทสดในการเลนเกมและคาของเกม

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

14 บทท 8 ล าดบอนกรมและการประยกต ความหมายของล าดบ อนกรม ล าดบเลขคณต และล าดบเรขาคณต การประยกตใชในเรองดอกเบย

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

15 บทท 9 ตรรกศาสตร ประพจน และการเชอมประพจน การหาคาความจรงของประพจน สจนรนดร สมมล และนเสธ ประยกตการใชเหตผล

อธบาย สรป ท าแบบฝกหดคนคว า เพ ม เตมไดจากส ออเลกทรอนกส และ ทบทวนจาก e-Learning

16 สอบปลายภาค

1.3 แผนการสอน(Lesson Plan) นคม ชมภหลง (2545 :180, อางในเวบไซตการเรยนร ประภสรา โคตะขน) ให

ความหมายของแผนการสอนวา แผนการสอน หมายถง แผนการหรอโครงการทจดท าเปนลายลกษณอกษรเพอใชในการปฏบตการสอนในรายวชาใดวชาหนง เปนการเตรยมการสอนอยางมระบบและเปนเครองมอชวยใหครพฒนาการจดการเรยนการสอนไปสจดประสงคและจดมงหมายของหลกสตรไดอยางมประสทธภาพ

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2543 : 133, อางในเวบไซตการเรยนร ประภสรา โคตะขน) ไดใหความหมายของแผนการสอนวา หมายถง การวางแผนจดกจกรรมการเรยนการสอนเพอเปนแนวด าเนนการจดกจกรรมการเรยนการสอนแตละครง โดยก าหนดสาระส าคญ จดประสงค เนอหา กจกรรมการเรยนการสอนสอ ตลอดจนการวดผลและการประเมนผล

สถาบนพฒนาความกาวหนา (2545 : 69, อางในเวบไซตการเรยนร ประภสรา โคตะขน) ไดใหความหมายของแผนการจดการเรยนรวาเปนแผนงานหรอโครงการทครผสอนได

8

เตรยมการจดการเรยนรไวลวงหนาเปนลายลกษณอกษร เพอใชปฏบตการเรยนรในรายวชาใดวชาหนงอยางเปนระบบระเบยบ โดยใช เปนเครองมอส าหรบจดการเรยนรเพอน าผ เ รยนไปสจดประสงคการเรยนรและจดหมายของหลกสตรอยางมประสทธภาพ

สรปวา แผนการสอนคอ การวางแผนการจดกจกรรมการเรยนการสอนเปนลายลกษณอกษรไวลวงหนาอยางละเอยด เพอเปนแนวทางในการจดกจกรรมการเรยนการสอน โดยก าหนดสาระส าคญ จดประสงค เนอหา กจกรรมการเรยนการสอน สอการสอน การวดผลและการประเมนผล

ความส าคญของแผนการจดการเรยนร สมนก ภททยธน(2546 : 5, อางในเวบไซตการเรยนร ประภสรา โคตะขน) ได

กลาวถงลกษณะทดของแผนตองมขนตอน ดงน 1. เนอหาตองเขยนเปนรายคาบ หรอรายชวโมงตารางสอน โดยเขยนแผนการสอน

ใหสอดคลองกบชอเรองใหอยในโครงการสอน และเขยนเฉพาะเนอหาสาระส าคญพอสงเขป (ไมควรบนทกแผนการสอนอยางละเอยดมาก ๆ เพราะจะท าใหเกดความเบอหนาย)

2. ความคดรวบยอด (Concept) หรอหลกการส าคญ ตองเขยนใหตรงกบเนอหาทจะสอน สวนนถอวาเปนหวใจ ครตองท าความเขาใจในเนอหาทจะสอนจนสามารถเขยนความคดรวบยอดไดอยางมคณภาพ

3. จดประสงคเชงพฤตกรรม ตองเขยนใหสอดคลอง กลมกลนกบความคดรวบยอด มใชเขยนตามอ าเภอใจไมใชเขยนสอดคลองเฉพาะเนอหาทจะสอนเทานน เพราะจะไดเฉพาะพฤตกรรมทเกยวกบความรความจ า สมองหรอการพฒนาของผเรยนนจะไมไดรบการพฒนาเทาทควร

4. กจกรรมการเรยนการสอน ควรยดเทคนคการสอนตางๆ ทจะชวยใหผเรยนเกด การเรยนร

5. สอการสอนทใช ควรเลอกใหสอดคลองกบเนอหา สอการสอนตองชวยใหผเรยนเกดความเขาใจในหลกการไดงาย

6. การวดผล ตองค านงถงเนอหา ความคดรวบยอด จดประสงคเชงพฤตกรรมและชวงเวลาทท าการวด (กอนเรยน ระหวางเรยน หลงเรยน) เพอตรวจสอบวาการสอนของครบรรลจดมงหมายทตงไวหรอไม

9

ประโยชนของแผนการจดการเรยนร แผนการสอนทไดจดไวแลว เมอจะน าไปใชสอนในครงตอไป แผนการสอน

ดงกลาวจะเกดประโยชน ดงน 1. ผสอนทราบวตถประสงคของการสอน 2. ผสอนจดกจกรรมการเรยนการสอนดวยความมนใจ 3. ผสอนจดกจกรรมการเรยนการสอนไดเหมาะสมกบวยของผเรยน 4. ผสอนจดกจกรรมการเรยนการสอนไดอยางมคณภาพ 5. ถาผจดท าแผนการสอนไมไดท าการสอนเอง ผสอนทมาท าการสอนแทนสามารถ

สอนแทนไดตามจดประสงคทก าหนด

การวางแผนการจดการเรยนร การวางแผนการจดการเรยนร หมายถง การตความหมายของหลกสตร และการ

ก าหนดรายละเอยดของหลกสตรทจะตองน ามาจดการเรยนการสอนใหแกผเรยน ผลทไดจากการท าแผนการสอน จะท าใหไดคมอทใชเปนแนวทางในการเรยนการสอนวชานนๆ เรยกวาก าหนด การสอน ประกอบดวยกจกรรม ดงน

1. ศกษาวเคราะหหลกสตร ไดแก หลกการ จดหมาย โครงสราง เวลาเรยน แนว ด าเนนการในการจดกจกรรมการเรยนการสอนใหตอบสนองจดประสงคการเรยนรและจดมงหมาย ของหลกสตร การวดและการประเมนการเรยน ค าอธบายในแตละกลมประสบการณ ซงระบเนอหา ทตองใหผเรยนไดเรยนตามล าดบขนตอนกระบวนการทตองใหผเรยนไดฝกปฏบต และจดประสงค การเรยนรทตองการใหเกดการเรยนร

2. ศกษาความสอดคลองสมพนธกนกบองคประกอบแตละสวนของหลกสตร 3. ล าดบความคดรวบยอดทจดใหผเรยนแตละระดบชนไดเรยนรกอนหลง โดย

พจารณา ขอบขายเนอหา และกจกรรมทก าหนดไวในค าอธบายรายวชา 4. ก าหนดผลลพธทตองการใหเกดขกบผเรยน เมอไดเรยนรความคดรวบยอดแตละ

เรองไปแลว 5. ก าหนดกจกรรมการเรยนการสอนตามล าดบขนตอนทก าหนดไวในค าอธบาย

รายวชา หรออาจ พจารณาจากกจกรรมทเหมาะสมกบเนอหาสาระ 6. ก าหนดเวลาเรยนใหเหมาะสมกบขอบขายเนอหาสาระ หรอความคดรวบยอด

จดประสงคการเรยนร และกจกรรมทก าหนดไว

10

7. รวบรวมรายละเอยดตามกจกรรมขอ 1 – 6 จดท าเปนเอกสารทเรยกวาก าหนดการสอน หรอแนวการจดกจกรรมการเรยนการสอน เพอใชเปนแนวทางในการเตรยมแผนการสอนตอไป

การเตรยมการสอนและการปฏบตการสอน การเตรยมการสอนเรมดวยการจดท าแผนการสอน ซงเปนผลมาจากการวางแผน

มาสรางเปนแผนการสอนยอยๆ องคประกอบทส าคญของแผนการสอน ควรมดงน 1. สาระส าคญ 2. จดประสงคการเรยนร 3. เนอหา 4. กจกรรมการเรยนการสอน 5. สอการเรยนการสอน 6. การวดและประเมนผลการเรยน

รายละเอยดแผนการเรยนร รายละเอยดแผนการเรยนร (Lesson Plan) ประกอบดวย 9 หวขอ

1. สาระส าคญ (Concept) เปนความคดรวบยอดหรอหลกการของเรองหนงทตองการใหเกดกบผเรยน เมอไดเรยนตามแผนการสอนแลว

2. จดประสงคการเรยนร (Learning Objective) เปนการก าหนดจดประสงคทตองการใหเกดกบผเรยน เมอเรยนจบตามแผนการสอนแลว

3. เนอหา (Content) เปนเนอหาทจดกจกรรมและตองการใหผเรยนเกดการเรยนร 4. กจกรรมการเรยนการสอน(Instructional Activities) เปนการสอนขนตอนหรอ

กระบวน ซงน าไปสจดประสงคทก าหนด 5. สอและอปกรณ (Instructional Media) เปนสอ และอปกรณทใชในกจกรรมการ

เรยนการสอนทก าหนดไวในแผนการสอน 6. การวดผลและประเมนผล (Measurement and Evaluation) เปนการก าหนดขนตอน

หรอวธการวดและประเมนผล วานกเรยนบรรลจดประสงคตามทระบไวในกจกรรมการเรยนการสอน แยกเปนกอนการสอน ระหวางการสอน และหลงการสอน

7. กจกรรมเสนอแนะ เปนกจกรรมทบนทกการตรวจแผนการสอน 8. ขอเสนอแนะของผบงคบบญชา เปนการบนทกตรวจแผนการสอนเพอเสนอแนะ

หลงจากไดตรวจสอบความถกตอง การก าหนดรายละเอยดในหวขอตางๆ ในแผนการสอน

11

9. บนทกการสอน เปนการบนทกของผสอน หลงจากน าแผนการสอนไปใชแลวเพอเปนการปรบปรงและใชในคราวตอไป ม 3 หวขอ คอ

9.1 ผลการเรยน เปนการบนทกผลการเรยนดานสขภาพและปรมาณทง 3 ดาน คอดานพทธพสย จตพสย และทกษะพสย ซงก าหนดในขนกจกรรมการเรยนการสอนและการประเมน

9.2 ปญหาและอปสรรค เปนการบนทก ปญหาและอปสรรคทเกดขนในขณะท าการสอน กอนการสอน และหลงท าการสอน

9.3 ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข เปนการบนทกขอเสนอแนะเพอแกไขปรบปรง การเรยนการสอน ใหเกดการเรยนร บรรลจดประสงคของบทเรยนทหลกสตรก าหนด

2. สอการเรยนการสอน (Instruction)

กด (Good 1973 : 307, อางถงใน ยพน พพธกล และ อรพรรณ ตนบรรจง 2535 : 18) กลาววา สอการสอน คอวธการและวสดอนใดทแสดงใหเหนเนอหาสาระอยางสมบรณแบบโดยตวของมนเองและเปนผสงเสรมอยางกวางขวางมากกวาทจะเปนสวนประกอบของกระบวน การเรยนการสอน

เพจ และ โทมส (Page and Thomas 1977 : 178, อางถงใน ยพน พพธกล และอรพรรณ ตนบรรจง 2535 : 18) กลาววา สอการสอนคอเครองมอทางกายภาพของเทคโนโลยทางการศกษาหรอเทคโนโลยทางการเรยนการสอน อนประกอบดวยสงพมพ ฟลม เทป และเครองบนทกซงน ามาใชโดยเฉพาะเพอสงเสรมใหระบบการเรยนการสอนเปนไปอยางสมบรณและกวางขวาง

จรยา เหนยนเฉลย (2535 : 4) กลาววา สอการเรยนการสอนหมายถง การน าวสดเครองมอ และวธการมาเปนสะพานเชอมโยงความรเนอหาไปยงผเรยนได เพอท าใหเกดความเขาใจในสงทถายทอดซงกนและกนไดผลตรงตามจดมงหมาย

สโชต ดาวสโข และ สาโรจน แพงยง (2535 : 11) กลาววา สอการสอนหมายถงสงใด ๆ กตามทเปนตวกลางถายทอดความรหรอชวยในการเรยนร ซงผสอนและผเรยนเปนผใชเพอชวยใหการเรยนการสอนมประสทธภาพยงขน

สรปไดวา สอการเรยนการสอน หมายถง เครองมอ หรอเทคนคตางๆ ทใชเปนตวกลางใน การเรยนการสอน หรอเพอเราความสนใจผเรยนใหเกดการเรยนร และท าใหเกดความเขาใจไดดขน อยางรวดเรว

2.1 แนวคดในการใชสอการเรยนการสอน แนวคดในการเลอกใชสอการเรยนการสอน อางในเวบไซตสอการเรยนร

คณตศาสตร ดงน

12

1. สอดคลองกบจดประสงคการเรยนรของบทเรยน สอทน ามาใชตองสามารถชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามจดประสงคการเรยนรของบทเรยน

2. เหมาะสมกบระดบชน และพนฐานความรของผเรยน 3. ขนาดและวธการน าเสนอเรองราวของสอมความเหมาะสมกบจ านวนผเรยน ตอง

ค านงวาสอทใชนนเปนสอส าหรบใหผเรยนศกษาเปนรายบคคล เปนกลมยอย เรยนรรวมกนเปนกลมใหญ หรอใชประกอบการสอนทงชนเรยน

4. เนนการใหผเรยนมสวนรวมในการใชสอ การมสวนรวมครอบคลมถงการชวยกระตนใหเกดความคด การตอบสนองดวยการตอบค าถาม การอภปรายรวมกน และการขยายฐานความคด

5. ผสอนตองฝกการใชสอเพอใหมความร ความเขาใจและ มทกษะในการใชสอ 6. การใชสอตองใชในจงหวะเวลาทเหมาะสม ไมจ าเปนตองใชมากเกนไป เมอผเรยน

มความเขาใจบทเรยนแลว กสามารถน าสอออกไปจากกจกรรมการเรยนการสอน 7. ตองมการสรปหลงจากการใชสอ 8. หลงการใชสอ ตองมการประเมนและตดตามผล เพอน าผลมาปรบปรงครงตอไป

2.2 ประเภทของสอการเรยนรคณตศาสตร ในการแบงประเภทของสอการเรยนรคณตศาสตรโดยใช ลกษณะเฉพาะของสอเปน

เกณฑ จะสามารถแบงสอการเรยนรคณตศาสตรเปนสอวสดอปกรณ สอสงพมพ สอวดทศน สอสงแวดลอม สอประเภทเกม เพลง กจกรรมการเลน และสอเทคโนโลย

สดทายทควรทราบ คอ ไมวาสอการเรยนรคณตศาสตรจะดและมประสทธภาพสงเพยงใดกตาม แตกไมสามารถทดแทนครไดอยางสมบรณ เพราะไมมทางทสอการเรยนรเหลานน จะมชวตจตใจ สามารถใหความเมตตา เอาใจใส ตดตามดแลผเรยน ใหประสบความสาเรจในการเรยนไดเหมอนทครสวนใหญกาลงทากนอยในปจจบนนนเอง

3. วธสอน(Teaching Method)

วธการสอน (Teaching Method) คอ ขนตอนทผสอนด าเนนการใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงค ดวยวธการตางๆ ทแตกตางกนไปตามองคประกอบและขนตอนส าคญ อนเปนลกษณะเดนหรอลกษณะเฉพาะทขาดไมไดของวธนนๆ(โรงเรยนเทคโนโลยสยาม, 2550)

3.1 หลกเกณฑในการเลอกวธสอน

13

วธสอนมอยดวยกนมากมายหลายวธ แตละวธมทงขอดและขอเสย วธการสอนแตละวธอาจจะเหมาะสมกบสถานการณบางอยาง ซงจะถอวาวธการสอนวธใดวธหนงเปนวธทดทสดไมได ในบางครงอาจตองผสมผสานวธสอนหลาย ๆ วธเขาดวยกน เพอใหผเรยนเกดการเรยนรใหมากทสด ดงนนในการเรยนการสอนแตละครงตองมการเลอกวธสอนทเหมาะสม โดยมหลกเกณฑในการเลอก คอ

1) ลกษณะของเนอหาวชาทจะสอน ถาผสอนตองการใหผเรยนเกดการเรยนรทง 3 ดาน คอ ความร ทกษะ และเจตคต ดงนน ลกษณะเนอหาวชา จงเปนสงส าคญในการเลอกวธสอน การสอนความร เปนการสงเสรมใหผเรยนด าเนนกจกรรมทางสมอง เพอทจะรบเนอหาทฤษฎ หลกการ และขอเทจจรงตาง ๆ ส าหรบการสอนทกษะนนเปนการสงเสรมใหผเรยนเกดความช านาญและความคดไดอยางแคลวคลองวองไว สวนการสอนเจตคตเปนการสงเสรมใหผเรยนไดรบคานยม และลกษณะนสยทด สงเหลานยอมตองการวธการสอนทแตกตางกน ในการเลอกวธสอน ผสอนทดควรจะเลอกวธสอนทเหมาะสมทสดส าหรบการสอนในแตละสวนของบทเรยน

2) ผสอน หลกในการเลอกวธสอนในขอน ยดหลกความแตกตางระหวางบคคลเปนส าคญ โดยเฉพาะอยางยงผสอนบางคนอาจมเทคนคในการพด หรอความสามารถในการถายทอด โดยใชค าพดเพออธบายสงตาง ๆ ไดเปนอยางด แตในทางตรงกนขามผสอนบางคนอาจพดไมเกง ถายทอดไมเปนอาจจะน าวธการสอนอยางอนมาใชแทนการพดอธบาย เชน ใชวธการแสดงใหเหนจรงดวยวธการสาธต หรอดวยการใชสอการสอนตาง ๆ เขามาชวย ทงนเพอทจะใหผเรยนเกดการเรยนรนนเอง

3) ทรพยากรทมอย สงทตองค านงถงอกอยางหนง ในการเลอกวธสอน คอ ทรพยากรตาง ๆ ซงอาจจะเปนเรองทจ ากด เชน ถาหากวตถประสงคของบทเรยน ตองการทจะพฒนาทกษะของผเรยน วธสอนทดทสดส าหรบกรณนกคอ การใหผเรยนไดลงมอปฏบต แตถาหากวาวสดทมอยไมเพยงพอ จงมการพจารณาเลอกวธสอนแบบใหมมาใช เพอแกไขปญหาการขาดทรพยากรน

4) หลกการของการเรยนร ผเรยนจะเกดการเรยนรไดดวยการรบสงเรา โดยผานทางประสาทรบรในสวนตาง ๆ ยงถาไดใชประสาทรบรมากสวนเพยงใด กจะยงชวยใหเกดการเรยนรไดงายและเรวขน ดงนนในการตดสนเลอกวธสอน ผสอนจะตองค านงถงสงเหลาน และสงอน ๆ อก เชน ความแตกตางระหวางบคคล บรรยากาศของสงแวดลอม ความพรอมของผเรยน เปนตน

14

3.2 วธการสอน จากเอกสารเผยแพรความรวชาการศกษาโรงเรยนเทคโนโลยสยาม ไดท าการ

คนควาศาสตรการสอนแบบตางๆ จากต ารา หนงสอ รายงานการวจย บทความ เอกสารสงพมพ และเวบไซตตาง ๆ พบวา วธการสอนทนยมใชกนในปจจบน มจ านวน 17 วธ ดงนคอ

1) วธการสอนโดยใชการบรรยาย (Lecture) คอกระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนด โดยการพด บอก เลา อธบาย สงทตองการสอนแกผเรยน ใหผเรยนซกถาม แลวประเมนการเรยนรของผเรยนดวยวธใดวธหนง

ขอด เปนวธสอนทใชเวลานอย เมอเทยบกบวธสอนแบบอนๆ ใชกบผเรยนจ านวนมาก สะดวก ไมยงยาก สามารถายทอดเนอหาสาระไดมาก

ขอจ ากด ผเรยนมบทบาทนอย จงอาจท าใหผเรยนขาดความสนใจในการบรรยาย ตองอาศยความสามารถของผบรรยาย ถาผบรรยายไมมศลปะในการบรรยายทดงดดใจผเรยน ผเรยนอาจขาดความสนใจ และถาผสอนขาดการเรยบเรยงเนอหาสาระอยางเหมาะสม ผเรยนอาจเกดความไมเขาใจ และไมสามารถซกถามได (ถาผบรรยายไมเปดโอกาส) เปนวธสอนทไมสามารถสนองตอบความตองการและความแตกตางระหวางบคคล

2) วธสอนโดยใชการสาธต (Demonstration) คอกระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนด โดยการแสดงหรอท าสงทตองการใหผเรยนไดเรยนรใหผเรยนสงเกตด แลวใหผเรยนซกถาม อภปราย และสรปการเรยนรทไดจากการสงเกตการสาธต

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนไดรบประสบการณตรง เหนสงทเรยนรอยางเปนรปธรรม ท าใหเกดความเขาใจและจดจ าในเรองทสาธตไดดและนาน ชวยประหยดเวลา อปกรณและคาใชจาย หากใชทดแทนการทดลอง สามารถสอนผเรยนไดจ านวนมาก

ขอจ ากด เปนวธทผเรยนอาจไมสงเกตเหนการสาธตอยางชดเจน ทวถง หากเปนกลมใหญ ผสอนเปนผสาธต จงอาจไมเหนพฤตกรรมของผเรยน ผเรยนอาจมสวนรวมไมทวถง

3) วธการสอนโดยใชการทดลอง (Experiment) คอกระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนด โดยการใหผเรยนเปนผก าหนดปญหาและสมมตฐานในการทดลองและลงมอทดลองปฏบตตามขนตอนทก าหนดโดยใชวสดอปกรณทจ าเปน เกบรวบรวมขอมล สรปอภปรายผลการทดลอง และสรปการเรยนรทไดรบจากการทดลอง

ขอด เปนวธสอนทผเรยนไดรบประสบการณตรง ไดผานกระบวนการตางๆ ทไดพสจน ทดสอบ และเหนผลประจกษดวยตนเอง จงเกดการเรยนรไดด มความเขาใจ และจะจดจ าการเรยนรไดนาน มโอกาสไดเรยนรและพฒนาทกษะกระบวนการตาง ๆ จ านวนมาก เชน ทกษะ

15

กระบวนการ ทางวทยาศาสตร ทกษะกระบวนการแสวงหาความร ทกษะกระบวนการคด และทกษะกระบวนการกลม รวมทงไดพฒนาลกษณะนสยใฝร ผเรยนมสวนรวมในกจกรรมมาก จะท าใหเกดความกระตอ รอรนในการเรยนร

ขอจ ากด เปนวธสอนทมคาใชจายสง เนองจากจ าเปนตองมอปกรณ เครองมอ วสด ส าหรบผเรยนจ านวนมากหรอในกรณทตองออกไปเกบขอมลนอกสถานท กตองมคาใชจายคาพาหนะ ทพก และวสดตาง ๆ ใชเวลามาก เนองจากการด าเนนการแตละขนตอนตองใชเวลา ผสอนตองมความร ความเขาใจ และมทกษะกระบวนการทางวทยาศาสตร จงจะสามารถสอนและฝกฝนใหผเรยนเกดการเรยนรไดด

4) วธสอนโดยใชการนรนย (Deduction) คอ กระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนดโดยการชวยใหผเรยนมความร ความเขาใจเกยวกบ ทฤษฎ หลกการ กฎ หรอขอสรปในเรองทเรยน แลวจงใหตวอยางหลาย ๆ ตวอยาง หรออาจใหผเรยนฝกน าทฤษฎ / หลกการ / กฎ หรอขอสรปนนไปใชในสถานการณใหม ๆ ทหลากหลาย เพอชวยใหมความเขาใจในทฤษฎ / หลกการ / กฎหรอขอสรปนน ๆ อยางลกซงขน หรอกลาวสน ๆ ไดวาเปนการสอนจากหลกการไปสตวอยางยอย ๆ

ขอด เปนวธสอนทชวยถายทอดเนอหาสาระไดอยางรวดเรวและไมยงยากผเรยน มโอกาสไดฝกฝนการน าทฤษฎ/หลกการไปใชในสถานการณใหมๆเอออ านวยใหผเรยนทมความ สามารถหรอเรยนรไดเรว สามารถพฒนา โดยไมตองรอผเรยนทชากวา

ขอจ ากด เปนวธสอนทผสอนจ าเปนตองเตรยมตวอยาง/สถานการณ/ปญหาทหลากหลาย มาใหผเรยนไดฝกท า การน าเสนอทฤษฎ หลกการ ขนกบความเขาใจและความสามารถของผสอน กรณ ผเรยนทเรยนรไดชา อาจจะตามไมทนเพอน และเกดปญหาในการเรยนร

5) วธสอนโดยใชการอปนย (Induction) คอ กระบวนการสอนทผสอนใชในการชวยใหผ เรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนดโดยการน าตวอยาง /ขอมล/ความคด/เหตการณ /สถานการณ/ปรากฏการณทมหลกการ/แนวคดทตองการสอนทแฝงอยมาใหผเรยนศกษาวเคราะหจนสามารถดงหลกการ/แนวคดทแฝงอยออกมาเพอน าไปใชในสถานการณอนๆตอไป กลาวอยางสน ๆ ไดวา เปนการสอนทใหผเรยนสรปหลกการจากตวอยางตางๆ ดวยตนเอง

ขอด เปนวธสอนทผเรยนสามารถคนพบการเรยนรไดดวยตนเอง ท าใหเกดความเขาใจและจดจ าไดด ชวยใหผเรยนไดพฒนาทกษะการคดวเคราะหอนเปนเครองมอส าคญของการเรยนรผเรยนไดทงเนอหาความรและกระบวนการคด ซงผเรยนสามารถน าไปใชประโยชนในการเรยนรเรองอน ๆ ได

16

ขอเสย เปนวธสอนทใชเวลาคอนขางมาก ตองเลอกตวอยางทดหากผสอนขาดความเขาใจในการจดเตรยมตวอยางทครอบคลมลกษณะส าคญ ๆ ของหลกการ/แนวคดทจะสอนการสอนจะไมประสบผลส าเรจ ผเรยนจะตองคดคนหาค าตอบดวยตนเอง หากผเรยนขาดทกษะพนฐาน ในการคดและการท างานรวมกนเปนกลม อาจไมเกดผลสมบรณตามตองการ

6) วธสอนโดยใชการไปทศนศกษา (Field Trip) คอกระบวนการทชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนดโดยผสอนและผเรยนรวมกนวางแผนและเดนทางไปศกษาเรยนร ณ สถานทอนเปนแหลงความรในเรองนน (ซงอยนอกสถานททเรยนกนอยเปนปกต) โดยมการศกษาสงตางๆในสถานทนนตามกระบวนการหรอวธการทไดวางแผนไวและมการอภปราย สรปการเรยนรจากขอมลทไดศกษามา

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนไดรบประสบการณตรง ไดเรยนรสภาพความเปนจรง มการเชอมโยงระหวางการเรยนรในหองเรยนและความเปนจรง สงเสรมการใชทรพยากร ทองถนและชมชนใหเปนประโยชนตอการเรยนรและชวยสรางความสมพนธระหวางโรงเรยนกบชมชน เปนวธทเออใหผเรยนมโอกาสไดฝกทกษะการวางแผน การประสานงาน การท างานกลม และการแสวงหาความร นอกจากนนยงสงเสรมการพฒนาคณธรรมตาง ๆ เชน ความรบผดชอบ ความสามคค ความเสยสละ เปนตน ชวยใหผเรยนไดเปลยนบรรยากาศในการเรยนร ท าใหมความกระตอรอรน และสนใจในการเรยนเพมขน

ขอจ ากด เปนวธสอนทยงยากส าหรบผสอน เนองจากตองมการเตรยมการตดตอประสานงาน จดการ และรบผดชอบงานหลายดาน มคาใชจายสง ใชเวลามาก และมความเสยงระหวางการเดนทาง อาจเกดผลไมคมคา หากการจดการ และกระบวนการศกษาไมดเทาทควร

7) วธการสอนโดยใชการอภปรายกลมยอย (Small Group Discussion) คอกระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนดโดยการจดผเรยนเปนกลมเลก ๆ ประมาณ 4-8 คน และใหผเรยนในกลมพดคยแลกเปลยนขอมล ความคดเหน และประสบการณในประเดนทก าหนด และสรปผลการอภปรายออกมาเปนขอสรปของกลม

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนกลมใหญมโอกาสไดแสดงความคดเหนและมสวนรวมในกจกรรมการเรยนรอยางทวถง ชวยใหผเรยนและผสอนไดขอมลและความคดเหนทหลากหลาย ท าใหเกดการเรยนรทกวางขน ชวยสงเสรมปฏสมพนธทางสงคมระหวางผเรยน ชวยใหผเรยนไดพฒนาทกษะการพด การแสดงความคดเหน การโตแยง และการวพากษวจารณ เปนตน

ขอจ ากด เปนวธการสอนทใชเวลามาก ตองอาศยสถานทหรอบรเวณทกวางพอจะจดกลมใหอภปรายกนไดโดยไมรบกวนกน หากผเรยนไมปฏบตตนตามบทบาทหนาทของสมาชก

17

กลมทด การอภปรายอาจไมไดผลดหากสมาชกกลมและผสอนไมสามารถควบคมสถานการณ ไดอาจเกดปญหาการปฏสมพนธระหวางสมาชกในกลมได

8) วธสอนโดยใชการแสดงละคร (Dramatization) คอกระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงค โดยการใหผเรยนแสดงละคร ซงเปนเรองราว ทตองการใหผเรยนไดเรยนรตามเนอหาและบทละครทไดก าหนดไวตงแตตนจนจบเรอง ท าใหเรองราวนนมชวตขนมา และสามารถท าใหทงผแสดงและผชมเกดความเขาใจและจดจ าเรองนนไดนาน

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนไดเหนสงทเรยนมชวตขนมา ไดเรยนรอยางสนกสนาน มสวนรวมในการเรยนรสง เปดโอกาสใหฝกทกษะการพด การเขยน การแสดงออก การจดการ การแสวงหาขอมลความร และการท างานรวมกนเปนกลม เปนตน

ขอจ ากด เปนวธสอนทใชเวลามาก ตองมการจดเตรยมบทละคร และการแสดงทยงยาก ตองใชวสด อปกรณ เครองแตงกาย ประกอบการแสดง ซงอาจท าใหมคาใชจายเพมขน ตองอาศยการแสวงหาขอมลทถกตองมาใชในการเขยนบท หากผสอนไมมขอมลเพยงพอ หรอไมสามารถแสวงหาขอมลทตองการได จะท าใหเรองราวหรอการแสดงไมสมบรณ

9) วธสอนโดยใชการแสดงบทบาทสมมต (Role Playing) คอ กระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนดโดยการใหผเรยนสวมบทบาทในสถานการณซงมความใกลเคยงกบความเปนจรงและแสดงออกตามความรสกนกคดของตน และน าเอาการแสดงออกของผแสดง ทงทางดานความร ความคด ความรสกและพฤตกรรมทสงเกตพบ มาเปนขอมลในการอภปราย เพอใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงค

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนเกดความเขาใจความรสกและพฤตกรรมของผอน ไดเรยนรการเอาใจเขามาใสใจเราเกดการเรยนรทลกซง ชวยใหผเรยนมความเขาใจและเกดการเปลยน แปลงเจตคตและพฤตกรรมของตน ชวยพฒนาทกษะในการเผชญสถานการณตดสนใจและแกปญหา ชวยใหการเรยนการสอนมความใกลเคยงกบสภาพความเปนจรง เปดโอกาสใหผเรยนมสวนรวมในการเรยนมาก และไดเรยนรอยางสนกสนาน

ขอจ ากด เปนวธสอนทใชเวลามาก เปนวธสอนทตองอาศยการเตรยมการและการ จดการอยางรดกม ถาการแสดงไมเปนไปตามความคาดหมาย ผสอนจะตองสามารถแกปญหาหรอปรบสถานการณ และประเดนใหผเรยนเกดการเรยนรได

10) วธสอนโดยใชกรณตวอยาง(Case) เปนวธการทผสอนใชในการชวยใหผเรยน เกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนด โดยใหผเรยนศกษาเรองทสมมตขนจากความเปนจรง

18

และ ตอบประเดนค าถามเกยวกบเรองนนแลวน าค าตอบและเหตผล ทมาของค าตอบนนมาใชเปนขอมล ในการอภปราย เพอใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงค

ขอด ชวยใหผเรยนไดพฒนาทกษะการคดวเคราะห การคดอยางมวจารณญาณ และการคดแกปญหา ชวยใหผ เรยนมมมมองทกวางขน ผ เรยนไดเผชญปญหาทเกดขนในสถานการณจรงและไดฝกแกปญหาโดยไมตองเสยงกบผลทจะเกดขน ชวยใหเกดความพรอมทจะแกปญหาเมอเผชญปญหานนในสถานการณจรง ทกคนมสวนรวมในการเรยนสง สงเสรมปฏสมพนธระหวาง ผเรยนและสงเสรมการเรยนรจากกนและกน ใหผลดมากส าหรบกลมผเรยนทมความรและประสบการณหลากหลายสาขา

ขอจ ากด หากผเรยนมความรและประสบการณไมแตกตางกน การเรยนรอาจไมกวางเทาทควร เพราะผเรยนมกมมมมองคลายกน แมปญหาและสถานการณจะใกลเคยงกบความเปนจรง แตกไมไดเกดขนจรง ๆ กบผเรยน ความคดในการแกปญหาจงมกเปนไปตามเหตผลทถกทควรซงอาจไมตรงกบการปฏบตจรงได

11) วธสอนโดยใชเกม (Game) คอกระบวนการทผสอนใชในการชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนด โดยใหผเรยนเลนเกมตามกตกา และน าเนอหา และขอมลของเกม พฤตกรรมการเลน วธการเลน และผลการเลนเกม มาใชในการอภปรายเพอสรปการเรยนร

ขอด ชวยใหผเรยนมสวนรวมในการเรยนรสง ไดรบความสนกสนาน และเกดการเรยนรจากการเลน เกดการเรยนรโดยการเหนประจกษแจงดวยตนเอง ท าใหการเรยนรนนมความหมาย และอยคงทน ผสอนไมเหนอยแรงมากขณะสอนและผเรยนชอบ

ขอจ ากด เปนวธสอนทใชเวลามาก มคาใชจายสง เนองจากผเรยนทกคนตองมวสดอปกรณในการเลนเฉพาะตน ผสอนจ าเปนตองมความรความเขาใจศกษาและทดลองใชจนเขาใจ ตองมทกษะในการน าการอภปรายทมประสทธภาพ จงจะสามารถชวยใหผเรยนประมวลและสรปการเรยนรไดตามวตถประสงค

12) วธสอนโดยใชสถานการณจ าลอง (Simulation) คอกระบวนการใชชวยใหผเรยนเกดการเรยนรตามวตถประสงคทก าหนด โดยใหผเรยนเลนในสถานการณทมบทบาท ขอมล และกตกาการเลน ทสะทอนความเปนจรง และมปฏสมพนธกบสงตางๆทอยในสถานการณนน โดยใชขอมลทมสภาพคลายกบขอมลในความเปนจรง ในการตดสนใจและแกปญหาตางๆ ซงการตดสนใจนนจะสงผลถงผเลนในลกษณะเดยวกนกบทเกดขนในสถานการณจรง

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนไดเรยนรเรองทมความสมพนธซบซอนไดอยางเขาใจ เนองจากไดมประสบการณทเหนประจกษชดดวยตนเอง ผเรยนมสวนรวมในการเรยนรสง

19

ไดเรยนอยางสนกสนาน มโอกาสไดฝกทกษะการมปฏสมพนธกบผอน การสอสาร การตดสนใจ การแกปญหา และกระบวนการคด เปนตน

ขอจ ากด เปนวธสอน มคาใชจายสง ใชเวลามาก ถาไมมสถานการณจ าลองทตรงกบวตถประสงค หรอ ความตองการ ผสอนตองสรางขนเอง ถาผสอนไมมความรความเขาใจในการสรางสถานการณเพยงพอ กจะไมสามารถสรางได เปดโอกาสใหผเรยนได แสดงออกอยางหลากหลา จงเปนการยากส าหรบผสอนในการน าการอภปรายใหไปสการเรยนรตามวตถประสงค

13) วธสอนโดยใชศนยการเรยน (Learning Center) คอ กระบวนการใหผเรยนศกษาหาความรดวยตนเองจากศนยการเรยนหรอมมความร ซงผสอนไดจดเตรยมเนอหาสาระและกจกรรมทใชสอการสอนหลายๆอยาง ศนยการเรยนจะมหลายศนย แตละศนยจะมเนอหาสาระเบดเสรจในตวเอง ผเรยนจะหมนเวยนกนเขาศนยตางๆ จนครบทกศนย โดยมศนยส ารองไวส าหรบผเรยนทเรยนรไดเรวและท ากจกรรมเสรจกอนคนอนๆ ผสอนท าหนาทเปนผจดเตรยมศนยการเรยน ใหค าแนะน าชวยอ านวยความสะดวกในการเรยนร และประเมนผลการเรยนร

ขอด เปนวธสอนทชวยใหผเรยนสามารถเรยนรไดดวยตนเอง ชวยใหเกดความกระตอรอรนในการเรยนร ผเรยนทราบผลการเรยนรทนททเรยนจบ สามารถเรยนรเปนรายบคคลและเปนกลมยอยได

ขอจ ากด ใชเวลาในการเตรยมการมาก กลาวคอ ตองจดเตรยมชดการเรยนการสอน จดวสดอปกรณและสถานทใหพรอมกอนสอน ตองใชสอ และวสดตางๆ จ านวนมาก ใชงบประมาณมาก

14) วธสอนโดยใชบทเรยนแบบโปรแกรม (Programmed Instruction) คอ กระบวนการทใหผเรยนศกษาจากบทเรยนส าเรจรปดวยตนเอง โดยน าเนอหาสาระทจะใหเรยนรมาแตกเปนหนวยยอย (small steps) และใหผเรยนสามารถตอบสนองตอสงทเรยน และตรวจสอบการเรยนของตนเองไดทนท (immediate feedback) วาผดหรอถก ผเรยนสามารถใชเวลาในการเรยนรมากนอยตามความสามารถเพราะบทเรยนจะมแบบสอบทงแบบทดสอบกอนการเรยน (pre-test) และแบบสอบหลงการเรยน (post-test) ไวใหพรอม

ขอด เปนวธสอนทสงเสรมใหผเรยนศกษาดวยตนเอง ชวยใหเรยนไดเปนราย บคคลสามารถเรยนรไดตามความสามารถของตน เปนการตอบสนองความแตกตางระหวางบคคล ชวยลดภาระครและชวยแกปญหาการขาดแคลนคร

ขอจ ากด เปนวธสอนทขนกบบทเรยนโปรแกรม หากบทเรยนไมมคณภาพดพอ อาจสงผลตอการเรยนร ใชเวลาและมความยงยากในการสรางบทเรยนใหมคณภาพด ผสรางจ าเปน ตองมความร ความเขาใจในการสรางบทเรยน

20

15) วธสอนโดยใชโครงงานหรอโครงการ (Project Work) เปนการสอนทสงเสรมใหผเรยนรจกตงขอสงสย คนหาขอมลและขอคนพบ ท ากจกรรมอยางอสระ น าเสนอดวยตนเองใชทกษะกระบวนการสบสวน สบเสาะหาความร การจดการเกยวกบเวลาและการจดการโครงงาน การท างานรวมกบผอน การประสานสมพนธ การคดแสวงหาความร และการแกปญหาเชงสรางสรรค เปนตน

ขอด ผเรยนจะเกดการเรยนรเนอหาสาระดวยตนเองตามสงทตนเองสนใจในเชงลก และดวยความรวมมอและชวยเหลอจากเพอน ๆ รวมทงไดพฒนาทกษะกระบวนการตาง ๆ จ านวนมาก

ขอจ ากด เสยเวลามากและสนเปลองคาใชจายสง ประสบการณในชวตจรงหลาย อยางไมสามารถจะวางแผนและท ากจกรรมได ถาครไมมความรเพยงพอ การสอนจะประสบความลมเหลว อาจท าใหนกศกษาไดรบความรทเปนหลกวชาไมเพยงพอ

16) วธสอนแบบ M-I-A-P คอ กระบวนการทผสอนไดจดประสบการณการเรยนรโดยผานขนตอนส าคญ 4 ขนตอนคอ 1) ขนสนใจปญหา (Motivation) 2) ขนศกษาขอมล (Information) 3) ขนพยายามหรอขนของการน ามาใช (Application) และ 4)ขนส าเรจผล (Progress) เพอใหผเรยนไดบรรลวตถประสงคการเรยนรทก าหนดไว

17. วธสอนโดยการใชสอ (Media) คอ ผสอนไดใชวสด เครองมอ อปกรณ รวมทงวธการตาง ๆ เปนตวกลางในการสอความหมายใด ๆ เพอถายทอดความรไปสผเรยนตามวตถประสงคการเรยนรทก าหนดไว

ขอด ชวยใหคณภาพการเรยนรดขน สามารถจ าไดมากและนานขน ผเรยนมความสนใจและมสวนรวมในกระบวนการเรยนร

4 การวดและประเมนผล

การวดผล(measurement) การวดผล เปนกระบวนการก าหนดตวเลขหรอสญลกษณแทนปรมาณ หรอคณภาพ

ของคณลกษณะหรอคณสมบตของสงทตองการวด โดยสงทตองการวดนนเปนผลมาจากการกระท าหรอกจกรรมอยางใดอยางหนงหรอหลายอยางรวมกน เชน การวดผลการเรยนร สงทวดคอ ผลทเกดจากการเรยนรของผเรยน (ทวตถ มณโชต, 2549)

หลกการวดทางการศกษา การวดทางการศกษา มหลกการเบองตน ดงน

21

1) นยามสงทตองการวดใหชดเจน การวดทางการศกษาเปนการวดทางออม การทจะวดใหมคณภาพตองนยามคณลกษณะทตองการวดใหตรงและชดเจน การนยามน มความ ส าคญมาก ถานยามไมตรงหรอไมถกตอง เครองมอวดทสรางตามนยามกไมมคณภาพ ผลการวดกผดพลาด คอ วดไดไมตรงกบคณลกษณะทตองการวด

2) ใชเครองมอวดทมคณภาพ หวใจส าคญของการวด คอ สามารถวดคณลกษณะไดตรงตามกบทตองการวดและวดไดแมนย า โดยใชเครองมอวดทมคณภาพ คณภาพของเครองมอมหลายประการ ทส าคญคอ มความตรง (validity) คอวดไดตรงกบคณลกษณะทตองการวด และมความเทยง (reliability) คอวดไดคงท คอวดไดกครงกใหผลการวดทไมเปลยนแปลง

3) ก าหนดเงอนไขของการวดใหชดเจน คอก าหนดใหแนนอนวาจะท าการวดอะไร วดอยางไร ก าหนดตวเลขและสญลกษณอยางไร

ขนตอนการวดทางการศกษา ดงน 1. ระบจดประสงคและขอบเขตของการวด วาวดอะไร วดใคร 2. นยามคณลกษณะทตองการวดใหเปนพฤตกรรมทวดได 3. ก าหนดวธการวดและเครองมอวด 4. จดหาหรอสรางเครองมอวด

กรณสรางเครองมอใหมด าเนนการตามขนตอน ดงน 1) สรางขอค าถาม เงอนไข สถานการณ หรอสงเรา ทจะกระตนใหผถกวด

แสดงพฤตกรรมตอบสนองออกมาเพอท าการวด โดยขอค าถามเงอนไข สถานการณ หรอสงเราดงกลาวตองตรงและครอบคลมคณลกษณะทนยามไว

2) พจารณาขอค าถาม เงอนไข สถานการณ หรอสงเรา โดยอาจใหผเชยวชาญทางดานเนอหาและทางดานวดผลชวยพจารณา

3) ทดลองใชเครองมอ กบกลมทเทยบเคยงกบกลมทตองการวด 4) หาคณภาพของเครองมอ มคณภาพรายขอและคณภาพ เครองมอทงฉบบ 5) จดท าคมอวดและการแปลความหมาย 6) จดท าเครองมอฉบบสมบรณ

5. ด าเนนการวดตามวธการทก าหนด 6. ตรวจสอบและวเคราะหผลการวด 7. แปลความหมายผลการวดและน าผลการวดไปใช

22

การประเมนผล (evaluation) การประเมนผล เปนกระบวนการตอเนองจากการวด คอ น าตวเลขหรอสญลกษณ

ทไดจากการวดมาตคาอยางมเหตผล โดยเทยบกบเกณฑหรอมาตรฐานทก าหนดไว

ลกษณะการประเมนทางการศกษา การประเมนทางการศกษามลกษณะ ดงน 1) เปนสวนหนงของกระบวนการเรยนการสอนหรอกระบวนการจดการเรยนร ซง

ควรท าการประเมนอยางตอเนอง เพอน าผลการประเมนไปปรบปรงกระบวนการเรยนการสอนใหมประสทธภาพยงขน

2) เปนการประเมนคณลกษณะ หรอพฒนาการ การเรยนรของผเรยนวาบรรลตามจดประสงคหรอไม

3) เปนการประเมนในภาพรวมทงหมดของผ เรยน โดยการรวบรวมขอมลและประมวล จากตวเลขจากการวดหลายวธและหลายแหลง

4) เปนกระบวนการเกยวของกบบคลหลายกลม ทงคร นกเรยน ผปกครองนกเรยน ผบรหารโรงเรยน และอาจรวมถงคณะกรรมการตางๆ ของโรงเรยน

หลกการประเมนทางการศกษา หลกการประเมนทางการศกษาโดยทวไปมดงน 1) ขอบเขตการประเมนตองตรงและครอบคลมหลกสตร 2) ใชขอมลจากผลการวดทครอบคลม จากการวดหลายแหลง หลายวธ 3) เกณฑทใชตดสนผลการประเมนมความชดเจน เปนไปได มความยตธรรมตรงตาม

วตถประสงคของหลกสตร

ขนตอนในการประเมนทางการศกษา การประเมนทางการศกษามขนตอนทส าคญ ดงน 1) ก าหนดจดประสงคการประเมน โดยใหสอดคลองและครอบคลมจดประสงคของ

หลกสตร 2) ก าหนดเกณฑเพอตคาขอมลทไดจาการวด 3) รวบรวมขอมลจากการวดหลายๆ แหลง 4) ประมวลและผสมผสานขอมลตางๆ ของทกรายการทวดได 5) วนจฉยชบงและตดสนโดยเทยบกบเกณฑทตงไว

23

ประโยชนของการวดและการประเมนผลการเรยนร จ าแนกเปนดานตางๆ ดงน 1. ดานการจดการเรยนร

การวดและประเมนผลการเรยนรของผเรยนมประโยชนตอการจดการเรยนรหรอการจดการเรยนการสอนดงน

1.1 เพอจดต าแหนง (Placement) ผลจากการวดบอกไดว าผ เ รยนมความ รความสามารถ อยในระดบใดของกลมหรอเปรยบเทยบกบเกณฑแลวอยในระดบใด การวดและประเมนเพอจดต าแหนงน มกใชในวตถประสงค 2 ประการคอ เพอคดเลอก (Selection) และ เพอแยกประเภท (Classification)

1.2 เพอวนจฉย (Diagnostic) เปนการใชผลการวดและประเมนเพอคนหาจดเดน-จดดอยของผเรยนวามปญหาในเรองใด จดใด มากนอยแคไหน เพอน าไปสการตดสนใจการวางแผนการจดการเรยนรและการปรบปรงการเรยนการสอนใหมประสทธภาพยงขน ประโยชนของการวดและประเมนประเภทน เพอพฒนาการเรยนรของผเรยน เพอปรบปรงการจดการเรยนร

1.3 เพอตรวจสอบและปรบปรง การประเมนเพอพฒนา (Formative Evaluation) เปนการประเมนเพอตรวจสอบผลการเรยนรเทยบกบจดประสงคหรอผลการเรยนรทคาดหวง ผลจากการประเมนใชพฒนาการจดการเรยนรใหมประสทธภาพยงขน โดยอาจจะปรบปรงหรอปรบ เปลยนว ธการสอน(Teaching Method) ปรบเปลยนสอการสอน(Teaching Media) ใชนวตกรรมการจดการเรยนร(Teaching Innovation) เพอน าไปสการพฒนาการจดการเรยนรทมประสทธภาพ

1.4 เพอการเปรยบเทยบ(Assessment) เปนการใชผลการวดและประเมนเปรยบเทยบ วาผเรยนมพฒนาการจากเดมเพยงใด และอยในระดบทพงพอใจหรอไม

1.5 เพอการตดสน การประเมนเพอการตดสนผลการเรยนของผเรยนเปนการประเมนรวม(Summative Evaluation) คอใชขอมลทไดจากการวดเทยบกบเกณฑเพอตดสนผลการเรยนวาผาน-ไมผาน หรอใหระดบคะแนน

24

ตอนท 2 งานวจยทเกยวของ สรพร ทพยคง(2542) ไดรวบรวมงานวจยเกยวกบปญหาการเรยนการสอนคณตศาสตรป

การศกษา 2521 – 2542 มงานวจยสวนปญหาของการฝกหดคร 3 เรอง พบวา อาจารยสวนใหญสอนโดยยดแบบเรยนและหลกสตรเปนส าคญ วธสอนทนยมใชมากคอ การอธบายตวอยางแลวใหนกศกษาท าแบบฝกหด นกศกษามความรพนฐานไมเพยงพอ ขาดความรบผดชอบ อาจารยนเทศและอาจารยพเลยงไมตรวจบนทกการสอน การสงเกตการสอนไมครบตามกระบวนการ อาจารยพเลยงมความคาดหวงสงตอนกศกษาฝกสอนทกคน

สมวงษ แปลงประสพโชค(2546) ไดท าวจยเรอง “ปญหาการเรยนการสอนของครคณตศาสตรในภาคตะวนออกเฉยงเหนอทเขาอบรมโครงงานคณตศาสตร” พบวา ปญหาในการสอนคณตศาสตรเกดจากนกเรยนมพนฐานคณตศาสตรไมด นกเรยนไมสามารถประยกตความรไปใชแกปญหาได นกเรยนไมชอบคดและไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง นกเรยนไมชอบคดค านวณ นกเรยนสบสน จ าสตรไมได นกเรยนไมสนใจเรยน เนอหาวชาทเรยนมากเกนไป ลกษณะวชาตองคดซบซอน สอการสอนไมเพยงพอและสตรมากสบสนจ ายาก วชานาเบอ และครไมใชสอการสอนเพอชวยใหเขาใจ ครสอนจรงจงบรรยากาศเครยด วธการสอนของครไมนาสนใจ ครไมเขมงวดในการท าการบาน

พชร มะเสนะ(2549) วจยในชนเรยน เรอง “ปญหาการเรยนการสอนคณตศาสตร ในโรงเรยนปทมรตตพทยาคม” พบวา ปญหาในการสอนคณตศาสตรเกดจากนกเรยนไมชอบคด เนอหาวชาทเรยนมากเกนไป นกเรยนไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง สอการสอนไมเพยงพอ นกเรยนพนฐานไมด นกเรยนสบสนจ าสตรไมได นกเรยนสตปญญาไมด ลกษณะวชาตองคดซบซอน สตรมากสบสนจ ายาก

วชต สรตนเรองชย และคณะ (2549) ท าการศกษาสภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนของคณาจารยมหาวทยาลยบรพา มวตถประสงคเพอศกษาสภาพการจดการเรยนการสอน ปญหาการจดการเรยนการสอนและความตองการพฒนาการเรยนการสอนของคณาจารยในมหาวทยาลยบรพาตามความคดเหนของคณาจารยและนสตพบวา 1) ดานสภาพการจดการเรยนการสอนคณาจารยและนสตมความคดเหนวา ใชวธสอนแบบบรรยายมากทสด มการใชสอการสอนสม าเสมอ วดและประเมนผลโดยเนนเนอหาวชาและกระบวนการเรยนรมการปรบปรงการเรยน การสอนอยางสม าเสมอ 2) ปญหาการจดการเรยนการสอนของคณาจารยมความคดเหนวาปญหาทพบมากทสดไดแกไมมเวลาเตรยมการสอนนสตไมมความพรอม ไมตรงตอเวลา พนฐานไมด อปกรณการสอนประจ าหองไมเพยงพอ จ านวนนสตในชนมากเกนไป สวนนสตมความ

25

คดเหนวา อาจารยขาดเทคนคการสอน ขาดกจกรรมการปฏบตเนนการบรรยายมากเกนไป อธบายไมชดเจนการใชแผนโปรงใสของอาจารยตวหนงสอเลกมองไมคอยเหน ไมมการวดผลและประเมนผลเปนระยะวดและประเมนผลความจ ามากกวาการน าไปใชและขอสอบยากเกนไป 3) ความตองการพฒนา การเรยนการสอนของคณาจารย คอรปแบบและเทคนคการสอนเนนผเรยนเปนส าคญ สวนนสตตองการใหคณาจารยเตรยมการสอนลวงหนาและเขาสอนใหตรงเวลา สอนใหสนกสนานใชสอการสอนทหลากหลาย วดผลประเมนผลเปนระยะสม าเสมอเพอพฒนานสต และปรบปรงเนอหาวชาทสอนใหทนสมยอยเสมอ

พมพพร ฟองหล า(2553) ท าการศกษาสภาพปญหาการเรยนการสอนคณตศาสตร ส าหรบนกศกษาชนปท 1 ของมหาวทยาลยเอกชนในกรงเทพมหานคร พบวา 1) สภาพปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรของอาจารยและนกศกษา ขนอยกบปจจยหลายอยาง ไดแก พนความรเดมกอนเรยนระดบอดมศกษา นกศกษาไมมความถนดทางดานคดค านวณ มเจตคตไมดตอวชาคณตศาสตร ไมชอบวชาคณตศาสตร คดวาเปนวชาทยาก มความวตกกงวลกอนเรยนวชาคณตศาสตร 2) สภาพปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรของนกศกษาทเรยนอยในคณะหรอ สาขาวชาตางกน มสภาพปญหาแตกตางกนในเรองตางๆ อยางมนยส าคญทางสถต 0.5 ดงน 2.1) ปญหาอาจารยผสอน นกศกษามความคดเหนแตกตางกนในเรอง อาจารยสอนเนอหาเรวเกนไป ไมใชสอการสอนเพอชวยใหเขาใจเนอหา ไมยอมรบฟงความคดเหนของนกศกษา เขาสอนไมตรงเวลา และบรรยากาศการเรยนการสอนเครยด 2.2) ปญหาพนความรเดมวชาคณตศาสตร นกศกษามความคดเหนแตกตางกน ในเรองมความถนดทางดานคดค านวณนอย ผลการเรยนวชาคณตศาสตร ทผานมาอยในระดบต า มพนความรเดมไมเพยงพอทจะเรยนวชาคณตศาสตร 2.3) ปญหาเจตคตตอวชาคณตศาสตร นกศกษามความคดเหนแตกตางกน ในเรอง ไมชอบอาจารยผสอน ไมชอบวชาคณตศาสตร ไมเหนคณคาของวชาคณตศาสตร วชาคณตศาสตรท าใหขาดความเชอมนในตนเอง เปนวชาทยาก และรสกทอแทไมอยากเรยนเมอตองเรยนวชาคณตศาสตร

บรรเทง แกนสาร(2554) ไดศกษาสภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนในรายวชาแคลคลสส าหรบวศวกร1 พบวา ปจจยทมผลกระทบตอสภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนในระดบการปฏบตและในระดบปญหาคอ 1) อาจารยผสอน 2) สอประกอบการสอน 3)

การวดผลการประเมนผล 4) เทคนคการสอน ปจจยทท าใหการจดการเรยนการสอนในระดบการปฏบตในระดบปญหานอยอยางชดเจนทสด คอ อาจารยผสอน และเอกสารประกอบการสอนวชาแคลคลสส าหรบวศวกร 1 ส าหรบปจจยทไมมผลกระทบตอปญหาการเรยนการสอนในรายวชาแคลคลสส าหรบวศวกร1 มดงน คอ 1) ระบวธสอน เวลาทใชสอน วสดอปกรณ 2)

26

ก าหนดเกณฑการประเมนสอดคลองกบวตถประสงคเชงพฤตกรรม 3) การสอดแทรกคณธรรม/จรยธรรม/จรรณยาบรรณวชาชพ/คานยมระหวางสอน

Cox(1987) ไดท าการวจยเรอง การจดการเรยนการสอนเพอดผลทมตอผลสมฤทธทางการเรยน การรจกตนเอง และเจตคตทมตอวชาคณตศาสตร โดยศกษาจากนกเรยนเกรด 5 จ านวน 273 คน ใน Neosho School District ผลการวจยพบวาการเตรยมการสอนของครอยางมระบบจะมผลสมฤทธตอการเรยนคณตศาสตร มผลตอเจตคตในการเรยนคณตศาสตร และมผลตอตวนกเรยนในดานมโนทศนทางคณตศาสตร

จากผลการศกษางานวจยดงกลาว พบวา ปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตร ปญหา

ทเกดขนเกดจากอาจารยผสอน และผเรยน จากความคดเหนของนกศกษา พบวา อาจารยสวนใหญสอนโดยยดแบบเรยนและหลกสตรเปนส าคญ วธสอนทนยมใชมากคอ สอนแบบบรรยาย อธบายตวอยางแลวใหนกศกษาท าแบบฝกหด วดและประเมนผลโดยเนนเนอหาวชาและกระบวนการเรยนร ประเมนผลความจ ามากกวาการน าไปใชและขอสอบยากเกนไป สวนปญหาจากผเรยนพบวา นกศกษามความรพนฐานไมเพยงพอ ขาดความรบผดชอบ ไมชอบคด ไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง และผลงานวจยของ Cox พบวาการเตรยมการสอนของครอยางมระบบจะมผลสมฤทธตอการเรยนคณตศาสตร และมผลตอเจตคตในการเรยนคณตศาสตร

บทท 3 วธด าเนนการวจย

การศกษาวจยเรอง “สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม” น มวตถประสงคเพอศกษาปญหาและอปสรรคในการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป วเคราะหปญหาและอปสรรคของการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป ของนกศกษามหาวทยาลยศรปทม ทลงทะเบยนเรยนหลายครงแลวไมผาน และน าเสนอแนวทางในการพฒนาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป มหาวทยาลยศรปทม ซงผวจยไดด าเนนการศกษาโดยแบงหวขอตามล าดบตอไปน แบบแผนการวจย

การวจยครงน ผวจยใชวธการศกษา โดยใชการเกบขอมลเชงคณภาพ(Qualitative Research) ศกษาเฉพาะนกศกษาทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไป MAT101 ในภาคการศกษา 2/2554 ในระหวางเดอนมกราคม ถงเดอนมนาคม พ.ศ.2555 โดยอาศยการเกบขอมลเอกสาร (Document Research) การสมภาษณแบบเจาะลก(In – Depth Interview) และการสนทนากลม (Focus Group) เปนเครองมอ จากนนไดเรยบเรยงจดกระท าและน าเสนอผลการวเคราะหแบบพรรณนา(Descriptive Analysis) และด าเนนการตามล าดบในขนตอนตอไป

กลมเปาหมายทใชในการวจย

กลมเปาหมายทใชในการวจยครงน คอ 1. นกศกษาทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคการศกษา 2/2554

มหาวทยาลยศรปทม วทยาเขตบางเขน ทสอบวชาคณตศาสตรทวไป MAT101 สอบไมผาน จ านวน 1 ถง 3 ครง และก าลงลงเรยน IS ในภาคการศกษาท 2/2554 จ านวน 3 คน ไดแก 1) นางสาวสรรตน มามสข 2) นายราชวฒน ศรทอง 3) นางสาว ประภาพร กลยา

2. อาจารยในหมวดวชาคณตศาสตรประยกต ส านกวชาศกษาทวไป จ านวน 5 ทาน ไดแก 1) ผชวยศาสตราจารยอ านาจ วงจน 2) อาจารยพรรณ บญสยา 3) อาจารยบรรเทง แกนสาร 4) อาจารยธญกร ค าแวง และ 5) อาจารยพมพพร ฟองหล า

28

ขนตอนการด าเนนงาน 1. การศกษาขอมลเอกสาร (Document Research) ผวจยใชวธการเกบรวบรวมขอมลเอกสารแลวน ามาศกษารวบรวมแนวคด ทฤษฎ ผลวจย

จากเอกสารตางๆ แลวน ามาจดเรยงใหเปนหมวดหม 2. การสมภาษณแบบเจาะลก (In – Depth Interview) ผวจยด าเนนการศกษาโดยการก าหนดกลมตวอยางเปนนกศกษาระดบปรญญาตร

มหาวทยาลยศรปทม ทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคการศกษา 2/2554 ซงเปนผใหขอมลส าคญ (Key informants) ดวยการสมภาษณแบบรายบคคล เกยวกบ ปญหา อปสรรค และแนวทางพฒนาการเรยนวชาคณตศาสตรทวไป โดยตงค าถามแบบมโครงสราง

3. การสนทนากลม (Focus Group) ผวจยด าเนนการศกษาโดยการก าหนดกลมตวอยางในการสนทนากล มเปนอาจารยใน

หมวดวชาคณตศาสตรประยกตจ านวน 5 ทาน ซงเปนอาจารยทสอนวชาคณตศาสตรทวไปใหนกศกษาระดบปรญญาตร มหาวทยาลยศรปทม ดวยการสนทนากลม เกยวกบ ปญหา อปสรรค และแนวทางพฒนาการเรยนวชาคณตศาสตรทวไป โดยตงค าถามแบบมโครงสรางสนทนากลมเปนอาจารยในหมวดวชาคณตศาสตรประยกตจ านวน 5 ทาน ซงเปนอาจารยทสอนวชาคณตศาสตรทวไปใหนกศกษาระดบปรญญาตร มหาวทยาลยศรปทม ดวยการสนทนากลม เกยวกบ ปญหา อปสรรค และแนวทางพฒนาการเรยนวชาคณตศาสตรทวไป โดยตงค าถามแบบมโครงสราง

เมอด าเนนการเกบรวบรวมขอมลดงกลาวขางตนเรยบรอยแลว ผวจยจะน าขอมลทไดจากการสมภาษณทงหมดมาจดท าและจ าแนกเปนประเดนตางๆ จากนนท าการวเคราะหขอมล สรปผล อภปรายผล และเสนอแนะขอมลทเปนประโยชนส าหรบงานวจยตอไป

เครองมอทใชในการเกบรวบรวมขอมล

การศกษาในครงนเปนการวจยเชงคณภาพ มงเนนการแกปญหานกศกษาทสอบไมผานเกณฑ ซงการวจยครงนใหความส าคญกบเครองมอในการเกบรวบรวมขอมลทเกยวของกบสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปแบบการสมภาษณ ดงตอไปน

แบบสมภาษณสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป ผวจยใชเปนเครองมอในการวจยเชงคณภาพทงการสมภาษณแบบเจาะลกและสนทนากลม โดยไดชแจงวตถประสงคของการสมภาษณตามวตถประสงคทตองการศกษา

แนวค าถามทใชสมภาษณในการวจยครงน เปนแนวค าถามส าหรบนกศกษาและแนวค าถามส าหรบอาจารย มหาวทยาลยศรปทม

29

แนวค าถามสมภาษณส าหรบนกศกษา แบงปญหาตางๆ ไดดงน 1. สภาพปญหาจากตวนกศกษาแบบเจาะลก ไดแก

- ความพรอม - ความรพนฐาน - เจตคตตอวชาคณตศาสตร - ปญหาในการเรยนการสอน

2. สภาพปญหาการเรยนการสอน ไดแก - เนอหา - สอการสอน - วธสอน - การวดผลประเมนผล

แนวค าถามสมภาษณอาจารยในหมวดวชาคณตศาสตรประยกต เปนการสมภาษกลม 1. แนวทางการพฒนา 2. สภาพปญหาการเรยนการสอน ไดแก

- เนอหา - สอการสอน - วธสอน - การวดผลประเมนผล

เครองบนทกเสยงขนาดเลก ส าหรบใชในการบนทกผลการสมภาษณ

การเกบรวบรวมขอมล

ผวจยด าเนนการเกบรวบรวมขอมล โดยมขนตอนการด าเนนการ ดงน การศกษาขอมล

1. ศกษาประวตของนกศกษาทกคนทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคการศกษา 2/2554

2. ศกษาปญหาและอปสรรคในการเรยนวชาคณตศาสตรทวไปทผานมา 3. ศกษาแนวทางพฒนาการจดการเรยนการสอนเรยนวชาคณตศาสตรทวไป

30

การเกบขอมลภาคสนาม ผวจยไดเกบขอมลภาคสนาม ดงน นกศกษา ใชวธการสมภาษณแบบเจาะลก นอกจากนผวจยยงอาศยการสงเกต การจด

บนทก การบนทกเสยง ประกอบการสมภาษณครงนดวย อาจารย ใชวธการสนทนากลม

การจดท าขอมล 1. ศกษาขอมลจากภาคทฤษฎ ศกษาจากเอกสาร ต าราและงานคนควาวจยทเกยวของ

ในแหลงตางๆ พรอมทงการสมภาษณนกศกษาทกคนทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคการศกษา 2/2554 มหาวทยาลยศรปทม

2. เรยบเรยงขอมลจากเครองบนทกเสยงและจากการจดบนทกออกมาเปนขอความแลวจ าแนกออกเปนประเดนตางๆ

3. ตรวจสอบขอมล เพอใหขอมลวจยมความนาเชอถอและสมบรณเพยงพอ ซงประกอบดวย การตรวจสอบดานขอมล การตรวจสอบดานวธการเกบรวบรวมขอมล และการทบทวนขอมล ดงน

- การตรวจสอบดานขอมล ดวยวธการสมภาษณกลมเปาหมาย หลงจากนนผวจยจงน าขอมลทไดมาจดระบบขอมลและตรวจสอบขอมล

- ตรวจสอบดานวธการเกบรวบรวมขอมล โดยผวจยเลอกใชวธเกบรวบรวมขอมล 2 วธ ไดแก การสมภาษณแบบเจาะลก และการสนทนากลม

- การทบทวนขอมล ผวจยเลอกใชวธการตรวจสอบขอมลทไดมาปรบปรงแกไขใหขอมลมความสมบรณมากทสด

การตรวจสอบขอมลทไดจากเจาของผซงใหขอมลนน ผวจยยนยนความเชอถอได (Reliability) ของขอมล ดวยการใหบคคลทอยในปรากฏการณทศกษาตรวจสอบและรบรองความถกตองซงผวจยไดน าขอมลทไดจากการสมภาษณทงหมดใหเจาของขอมลไดอานและตรวจสอบความถกตอง พรอมทงทกทวงแกไข ใหขอคดเหนอนๆ เพมเตม และยอมรบขอมลทน าเสนอนน ทงนขอมลดงกลาวจะใชทงสวนทเปนขอมลเบองตนทไดจากการสมภาษณและขอมลทผวจยไดจดกระท าเรยบเรยง วเคราะหและตความแลว

31

การวเคราะหขอมล การศกษาครงนมงเนนการวเคราะหสภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชา

คณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม โดยการศกษาแบบพรรณนาวเคราะห (Descriptive Analysis) จากขอมลทไดจากการสมภาษณเปนหลก เพอทราบถงประเดนเรองสภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป ปญหา อปสรรคและแนวทางพฒนาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป โดยน าผลการศกษาทไดมาเปรยบเทยบวเคราะหกบแนวคดและทฤษฎทเกยวของอนน าไปสขอเสนอแนะในล าดบตอไป

บทท 4 ผลการวเคราะหขอมล

การวจยครงนมวตถประสงคเพอ ศกษาปญหาและอปสรรคในการเรยนการสอนรายวชา

คณตศาสตรทวไป วเคราะหปญหาและอปสรรคของการจดการเรยนการสอน ในรายวชาคณตศาสตรทวไป และน าเสนอแนวทางในการพฒนาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตรทวไป

ผวจยไดศกษาตามวตถประสงคทก าหนด โดยการสมภาษณนกศกษาแบบเจาะลกตาม

หวขอหลก 2 ดาน คอ สภาพปญหาจากตวนกศกษา ไดแก ความพรอม ความรพนฐาน เจตคตตอ

วชาคณตศาสตร ปญหาในการเรยนการสอน และสภาพปญหาในดานการเรยนการสอน ไดแก

เนอหา สอการสอน วธสอน การวดผลประเมนผล และสนทนากลมกบอาจารยในหมวดวชา

คณตศาสตรประยกตจ านวน 5 ทาน ซงเปนอาจารยทสอนวชาคณตศาสตรทวไปใหนกศกษาระดบ

ปรญญาตร โดยการสนทนากลม เกยวกบ ปญหา อปสรรค และแนวทางพฒนาการเร ยนวชา

คณตศาสตรทวไป ในการน าเสนอครงน จะขอน าเสนอตามประเดน ดงน 1) ความพรอมในการ

เรยน เชน ภาวะทางบาน เวลาทเหมาะสม การเดนทาง เศรษฐกจทางบาน ขาดเรยนหรอเขาเรยนชา

ไมสนใจเรยน สตปญญาไมด 2) ความรพนฐานทางคณตศาสตรไมด ไมมความถนดทางดานคณต

สาสตร สบสนจ าสตรไมได ไมสามารถประยกตความรไปใชในการแกปญหาได 3) เจตคตตอวชา

คณตศาสตร ไมชอบการคดค านวณ ไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง สตรมากสบสนจ ายาก 4)

เนอหาในรายวชาคณตศาสตรทวไป มากเกนไป มความยากเกนไป เนอหาวชานาเบอ ลกษณะ

วชาตองคดซบซอน 5) เกยวกบอาจารยผสอน อาจารยสอนไมดอธบายไมรเรอง เขมงวดในการ

ท างาน เจาอารมณขโม สอนจรงจงบรรยากาศเครยด ใหนกศกษาอานเอง สรปเองแลวมาสอบ

วธการสอนไมนาสนใจ เขาสอนชาไมตรงเวลา มความรในเรองทสอนไมเพยงพอ 6) สอการ

สอน อาจารยไมใชสอการสอนเพอชวยใหเขาใจ 7) การวดผลประเมนผล ขอสอบมความยาก-งาย

8) ขอเสนอแนะอนๆ และเพอใหงายตอการท าความเขาใจศกษา ผวจยจงจดท าตารางประกอบการ

อธบายตามหวขอตางๆ ดงน

33

ปญหาจากการเรยนคณตศาสตรเกดจากตวนกศกษา

ตารางท 2 แสดงผลการสมภาษณขอท 1 : ความพรอมในการเรยน

จากผลการสมภาษณขอท 1 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ปญหาการเรยนคณตศาสตรเกดจากตวนกศกษา ดานความพรอมในการเรยน สรปไดวา ขาดเรยนหรอเขาเรยนชา ไมสนใจเรยน และพบนกศกษาหนงคน มปญหาภาวะทางบาน ตองรบผดชอบกจการทางบาน แตเพยงผเดยว จงไมมเวลามาเรยน ดงขอคดเหน ดงน

“... บดาปวย ตองรบภาระกจการทางบานคนเดยว ท าใหไมมเวลามาเรยน ...” ( A, 10/02/55) “... ไมชอบคณตศาสตร และเรยนไมรเรอง ท าใหไมอยากเขาเรยน และไมตงใจเรยน ...” (A,

B และ C, 10/02/55)

ตารางท 3 แสดงผลการสมภาษณขอท 2 : ความรพนฐานทางคณตศาสตร

การสมภาษณ ขอท 1

รายชอผใหขอมล

ภาวะทางบ

าน

เวลาทเหมาะส

การเด

นทาง

เศรษฐ

กจทางบ

าน

ขาดเร

ยนหร

อเชา

เรยนช

า ไม

สนใจเรย

เลขท 1

เลขท 2

เลขท 3

การสมภาษณ ขอท 2

รายชอ ผใหขอมล ไม

มความถ

นด

พนฐานไ

มด

สบสน

จ าสต

รไมไ

ไมตงใจเรย

ฟงไม

รเรอง

ไมสามารถปร

ะยกต

คว

ามรไปใ

ชในก

ารแก

ปญหา

เลขท 1

เลขท 2

เลขท 3

34

ผลการสมภาษณขอท 2 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ปญหาการเรยนคณตศาสตรเกดจากตวนกศกษา ดานความรพนฐานทางคณตศาสตรไมด สรปไดวา นกศกษาทกคน พนฐานไมด ไมมความถนด ไมตงใจเรยน และไมสามารถประยกตความรไปใชในการแกปญหา และพบวานกศกษาสองคนฟงอาจารยสอนไมรเรอง สบสนจ าสตรยาก ดงขอคดเหน ดงน

“... พนฐานไมด เรยนคณตศาสตรไมรเรองมาตงแตชนประถมศกษา มาเรยนมหาวทยาลยจงฟงอาจารยสอนไมรเรอง สตรมากจ าไมได แทนคาไมเปน...” (A, B และ C, 10/02/55)

ตารางท 4 แสดงผลการสมภาษณขอท 3 : เจตคตตอวชาคณตศาสตร

ผลการสมภาษณขอท 3 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ปญหาการเรยนคณตศาสตรเกดจากตวนกศกษา ดานเจตคตตอวชาคณตศาสตร สรปไดวา นกศกษาทกคน ไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง และพบวา มนกศกษาสองคนไมชอบวชาคณตศาสตร ไมชอบการคดค านวณ สตรมากสบสนจ ายาก ดงขอคดเหน ดงน

“... ไมมเวลาท าแบบฝกหด ...” (A, 10/02/55) “... ท าแบบฝกหดไมได สตรมากจ าไมได ไมชอบคด ...” (B และ C, 10/02/55)

การสมภาษณ ขอท 1

รายชอผใหขอมล

ไมชอ

บวชาคณ

ตศาสตร

ไมชอ

บการคด

ค านว

ไมชอ

บท าแบบ

ฝกหด

ดวยตนเอง

สตรม

ากสบ

สนจ ายาก

เลขท 1 เลขท 2

เลขท 3

35

ตารางท 5 แสดงผลการสมภาษณขอท 4 : เนอหาในรายวชาคณตศาสตรทวไป

ผลการสมภาษณขอท 4 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ปญหาการเรยนคณตศาสตรเกดจากตวนกศกษา ดานเนอหาในรายวชาคณตศาสตรทวไป สรปไดวา นกศกษาทกคนมความคดเหนวา เนอหาในรายวชาคณตศาสตรมากและยากเกนไป เนอหาวชานาเบอ มนกศกษาสองคน มความคดเหนวาลกษณะวชาตองคดซบซอน ดงขอคดเหน ดงน

“... เนอหามากและยากเกนไป ท าใหเบอ ไมอยากเขาเรยน...” (A, 10/02/55) “... เนอหา มากและยากเกนไป ตองคดซบซอน นาเบอ ไมอยากชอบเรยน...” (B และ C,

10/02/55)

ปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตร : ปญหาในดานการเรยนการสอน

ตารางท 6 แสดงผลการสมภาษณขอท 5 : เกยวกบอาจารยผสอน

การสมภาษณ ขอท 1

รายชอผใหขอมล มา

กเกนไ

มความย

ากเกน

ไป

เนอห

าวชานาเบอ

ลกษณ

ะวชาตอ

งคด

ซบซอ

เลขท 1

เลขท 2

เลขท 3

การสมภาษณ

ขอท 1

รายชอผใหขอมล อาจารยสอ

นเรว

อธบายไมร

เรอง

เขมงวด

ในการท

างาน

สอน

จรงจงบรรยากาศ

เครยด

เขาสอ

นชาไมต

รงเวล

ใหอานเองแล

วสอบ

สอนไ

มนาสนใ

ไมใชสอ

การส

อน

ขอสอ

บยากเกน

ไป

เลขท 1

เลขท 2

เลขท 3

36

ผลการสมภาษณขอท 5 สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ปญหาการเรยนคณตศาสตรเกดจากสภาพปญหาในดานการเรยนการสอน สรปไดวา นกศกษาทกคนมความคดเหนวา อาจารยเขมงวดในการท างาน สอนจรงจงท าใหบรรยากาศในการเรยนเครยด ไมใชสอการสอนเพอชวยใหเขาใจ และขอสอบยากเกนไป มนกศกษาสองคน มความคดเหนวาอาจารยสอนเรว อธบายไมรเรอง และสอนไมนาสนใจ ดงขอคดเหน ดงน

“... อาจารยสอนจรงจง และไมใชสอในการสอน ใหท าแบบฝกหดสงทกครง ท าใหเครยด และขอสอบยากเกนไป ...” (A, B และ C, 10/02/55)

“... อาจารยสอนเรว ไมนาสนใจ ตามไมทน เรยนไมรเรอง ท าแบบฝกหดไมได เครยด ...” (B และ C, 10/02/55)

ขอเสนอแนะอนๆ

อาจารยควรทบทวนความรเดมในชนมธยมใหกอนทจะสอนเรองตอไป สอนชาๆ และจ านวนนกศกษามากเกนไป

ปญหา และอปสรรค ในการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป ผลการสนทนากลมกบอาจารยในหมวดวชาคณตศาสตรประยกตจ านวน 5 ทาน ซงเปน

อาจารยทสอนวชาคณตศาสตรทวไปใหนกศกษาระดบปรญญาตร เกยวกบปญหา และอปสรรคในการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป จากการสมภาษณไดขอสรปเกยวกบ ปญหา และอปสรรค ดงน

1. ปญหาดานการศกษา ผลจากการสมภาษกลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เกยวกบ ปญหา และอปสรรค

ดานการศกษา สรปไดวา ปญหาในดานการศกษา พบมากทสด คอ พนฐานทางดานวชาคณตศาสตรของนกศกษาไมด นกศกษาไมมความพรอมในเรองเวลา เรองการเงน เพราะมนกศกษาสวนหนงลงทะเบยบลาชา ท าใหเรยนไมทนเพอน จงไมอยากเขาเรยน ซงเปนสาเหตหนงทท าใหนกศกษาไมเขาเรยน หรอเขาเรยนสาย

2. ปญหาดานอปสรรคในการเรยนการสอน ผลจากการสมภาษกลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เกยวกบ ปญหา และอปสรรค

ดานการเรยนการสอน สรปไดวา ปญหาดานการเรยนการสอน คอ ความพรอมในเรองเครองเสยง คอมพวเตอร โปรเจคเตอร บางครงไมโครโฟนไมดง ปญหาการเชอมตอระบบคอมพวเตอร

37

หรอคอมพวเตอรชา เสยเวลาในการรอ ถาอดโปรแกรมCamtasia ดวย บางหองชามาก ท าใหการเรยนการสอนลาชา สอนไมทนเนอหาทก าหนด และตวอกษรสญลกษณเมอน ามาใชสอนนกศกษาเปลยนจากรปแบบเดม ปญหาเหลานถาเกดกบหองใดแลว มกมปญหาตลอดภาคการศกษา

3. ปญหาดานการวดผล ผลจากการสมภาษกลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เกยวกบ ปญหา และอปสรรค

ดานการวดผล สรปไดวา มหาวทยาลยรบนกศกษาใหมไมมการคดเลอกนกศกษา ท าใหมนกศกษาสวนใหญพนฐานไมด และในแตละกลมทเรยนมนกศกษาจ านวนมาก เวลาทท าการสอนจ ากด(2 ชวโมง)การดแลเอาใจใสจากครท าไดไมทวถง จงท าใหมนกศกษาตกมาก

4. ปญหาดานหลกสตร ผลจากการสมภาษกลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เกยวกบ ปญหา และอปสรรค

ดานหลกสตร สรปไดวา เนอหาในหลกสตรมาก จงยากส าหรบนกศกษาทไมมพนฐานทางดานคณตศาสตร จงเปนสาเหตหนงทท าใหนกศกษาจ านวนมากตองยายสาขา หรอยายคณะไปเรยนสาขา หรอคณะทไมมวชาคณตศาสตร

5. ปญหาดานอาจารยพเศษ ผลการสมภาษณจากการสมภาษกลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เกยวกบ ปญหา

และอปสรรคดานอาจารยพเศษ สรปไดวา ถาเปนอาจารยพเศษอาจไมมเวลาพบนกศกษา ขาดการสอสารกบนกศกษา และไมมชวโมงใหค าปรกษา(Office Hour)

แนวทางพฒนาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป

ผลจากการสนทนากลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เพอหาแนวทางพฒนาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป สรปได ดงน

1. ควรจดชวโมงตว โดยก าหนดลงไวในตารางสอนเลย แลวจดอาจารย หรอผชวยสอน(T.A.)ใหชวยสอนเนอหาทเรยนไปแลว หรอสอนแบบฝกหด สปดาหละ 1 ครง

2. ควรก าหนดใหนกศกษาทกคณะเรยนวชาคณตศาสตร โดยปรบแกเนอหาในหลกสตรใหสอดคลองกบแตละคณะ เพอจะไดน าไปใชไดจรง

3. ควรตรวจเชคระบบเครองเสยง ระบบไฟฟา และระบบคอมพวเตอร ใหเรยบรอยกอนเปดภาคเรยน

4. ถาจ าเปนตองใชอาจารยพเศษ ควรจดหองใหอาจารยพเศษเปนทเปนทาง อาจารยจะไดมหองของตวเอง เพอก าหนดเวลาใหนกศกษาไดพบเพอปรกษาปญหาในการเรยนได

บทท 5 สรป อภปรายผล และขอเสนอแนะ

การวจยเรองสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชา

ศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทมน มวตถประสงคเพอศกษาปญหาและวเคราะหปญหาในการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป และเพอน าเสนอแนวทางในการพฒนาการจดการเรยนการสอนในรายวชาคณตศาสตรทวไป ผวจยเกบขอมลเชงคณภาพ (Qualitative data) โดยใชวธการสมภาษณนกศกษาแบบเจาะลก (In – Depth Interview) และการสนทนากลม (Focus Group) กบอาจารยทสอนวชาคณตศาสตรทวไปใหนกศกษาระดบปรญญาตร จากนนเรยบเรยงและน าเสนอผลแบบพรรณนา ซงผวจยไดด าเนนการสรปผล อภปรายผล และขอแสนอแนะ ในการวจยครงนตามล าดบ

สรปผลการวจย ศกษาสภาพปญหาการเรยนวชาคณตศาสตร ปญหาเกดจากตวนกศกษา

การศกษาสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม สรปไดวา ปญหาเกดจากตวนกศกษาทพบมากทสดคอ นกศกษาพนฐานไมด ไมมความถนด ไมตงใจเรยน และไมสามารถประยกตความรไปใชในการแกปญหาได ขาดเรยนหรอเขาเรยนชา ไมสนใจเรยน ไมชอบวชาคณตศาสตร ไมชอบการคดค านวณ ไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง สตรมากสบสนจ ายาก เนอหาในรายวชาคณตศาสตรนาเบอมเนอหามากและยากเกนไป และลกษณะวชาตองคดซบซอน

ศกษาสภาพปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตร ปญหาเกดจากการเรยนการสอน การศกษาสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษา

ทวไป มหาวทยาลยศรปทม สรปไดวา ปญหาเกดจากการเรยนการสอน ทพบมากทสด คดอาจารยเขมงวดในการท างาน สอนจรงจงท าใหบรรยากาศในการเรยนเครยด ไมใชสอการสอนเพอชวยใหเขาใจ ขอสอบยากเกนไป อาจารยสอนเรว อธบายไมรเรอง และสอนไมนาสนใจ

การศกษาวเคราะหดานขอมลพนฐานเกยวกบตวนกศกษา ดานความพรอมในการเรยน ความรพนฐานทางคณตศาสตร เจตคตตอวชาคณตศาสตร และเนอหาในรายวชาคณตศาสตรทวไป สรปไดวา นกศกษาทลงทะเบยนเรยนวชาคณตศาสตรทวไปในภาคเรยนท 2 ปการศกษา

39

2554 ทกคน มความรพนฐานทางคณตศาสตรไมด และไมชอบวชาคณตศาสตร จงสงผลใหไมอยากเรยน ขาดเรยนบอย ท าแบบฝกหดไมได ประกอบกบลกษณะของวชาคณตศาสตรเมอเรยนสงขนตองคดซบซอน สตรมากจงท าใหสบสนจ ายาก และอาจารยทสอนวชาคณตศาสตรสวนใหญสอนจรงจงเนองจากตองสอนใหทนเนอหาทหลกสตรก าหนด จงท าใหบรรยากาศในการเรยนเครยด และวชาคณตศาสตรเปนวชาทกษะอาจารยจงตองใหท าแบบฝกหดเมอสอนจบในแตละบท นกศกษาซงมพนฐานทางดานคณตศาสตรไมดอยแลวจงเรยนไมรเรอง ไมอยากเรยน

ศกษาปญหา อปสรรค และแนวทางพฒนาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป การศกษาสภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไปส านกวชาศกษา

ทวไป มหาวทยาลยศรปทม ผลจากการสนทนากลมกบอาจารยในหมวดวชาคณตศาสตรประยกตจ านวน 5 ทาน ซงเปนอาจารยทสอนวชาคณตศาสตรทวไปใหนกศกษาระดบปรญญาตร สรปไดวา ปญหาจากความพรอมในเรองเครองเสยง คอมพวเตอร โปรเจคเตอร นกศกษาพนฐานไมด ในแตละกลมทเรยนมนกศกษาจ านวนมาก เวลาทท าการสอนจ ากดการดแลเอาใจใสจากครท าไดไมทวถง จงท าใหมนกศกษาตกมาก เนอหาในหลกสตรมาก จงยากส าหรบนกศกษาทไมมพนฐานทางดานคณตศาสตร ถาเปนอาจารยพเศษอาจไมมเวลาพบนกศกษา ขาดการสอสารกบนกศกษา

แนวทางพฒนาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป ผลจากการสมภาษกลมอาจารยทสอนวชาคณตศาสตร เพอหาแนวทางพฒนาการเรยน

การสอนวชาคณตศาสตรทวไป สรปไดวา ควรจดชวโมงการสอนซอมเสรม โดยก าหนดลงไวในตารางสอนเลยสปดาหละ 1 ครง ปรบแกเนอหาในหลกสตรใหสอดคลองกบแตละคณะ และก าหนดใหนกศกษาทกคณะเรยนวชาคณตศาสตร เพอจะไดน าไปใชไดจรง ตรวจเชคระบบเครองเสยง ระบบไฟฟา และระบบคอมพวเตอร ใหเรยบรอยกอนเปดภาคเรยน ถาจ าเปนตองใชอาจารยพเศษ ควรจดหองใหอาจารยพเศษเปนทเปนทาง อาจารยจะไดมทสวนตวไดพบปะสอสารกบนกศกษาได

อภปรายผลการวจย

การศกษาวจยเรอง “สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนรายวชาคณตศาสตรทวไป

ส านกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม ” พบวา สภาพปญหาตางๆ ดงน

1. สภาพปญหาดานการเรยนการสอนของอาจารยและนกศกษา พบวา อาจารยและ

นกศกษามความคดเหนตรงกนในเรองนกศกษามพนฐานความรไมด สบสนจ าสตรไมได ไมชอบ

40

การคดค านวณ ไมท าแบบฝกหดดวยตนเอง จ านวนนกศกษามากท าใหไมตงใจเรยน ขาดการใสใจ

ดานการเรยน สอดคลองกบผลการวจยของวชต สรตนเรองชยและคณะ (2548-2549 : 106) ไดศกษา

สภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนของคณาจารยมหาวทยาลยบรพา พบวานสตไมม

ความพรอม ขาดความมงมนในการเรยน ขาดความรบผดชอบ ขาดความอดทน ขาดระเบยบวนยไม

กลาแสดงออก ไมตรงตอเวลา พนฐานไมด จ านวนนสตในชนเรยนมากเกนไป ท าใหการวดและ

ประเมนผลท าไดยาก สอดคลองกบสรพร ทพยคง (2542) ไดรวบรวมงานวจยเกยวกบปญหาการ

เรยนการสอนคณตศาสตร ในปการศกษา 2521 – 2542 มงานวจยในสวนปญหาของการฝกหดคร 3

เรอง พบวา นกศกษามความรพนฐานไมเพยงพอ ขาดความรบผดชอบ ยงไปสอดคลองกบงานวจย

ของอษา คงทอง (2529 : 98) และเอบศร ตษยะเดช(2529 : 83) พบวา นกเรยนมธยมศกษาปท 5

โปรแกรมชางอตสาหกรรม กรมสามญศกษา มความรพนฐานทางคณตศาสตรอยในระดบต า

ปญหาทพบดงกลาว เปนปญหาสบเนองมาจากการเรยนการสอนในระดบมธยม ดงท อภญญา ซอ

ระส (อางใน นพวรรณ มงคลนพเกา, 2545 : 46-47) การจดการเรยนการสอนคณตศาสตรในระดบ

มธยมยงไมประสบผลส าเรจเทาทควร เนองจากวชาคณตศาสตรมลกษณะเปนนามธรรม และ

เนอหาบางตอนกยากทจะอธบายใหเดกเขาใจ ตองใชความคดอยางสมเหตสมผล จงจะเรยนรและ

เขาใจโครงสรางทางคณตศาสตรได ดวยเหตนผเรยนสวนใหญจงไมชอบเรยนวชาคณตศาสตร และม

ผลการเรยนอยในระดบทไมนาพอใจ นกเรยนคดแกปญหาคณตศาสตรไมเปน การเรยนการสอนจงม

ลกษณะเปนการเลยนแบบ นกเรยนท าแบบฝกหดหรอท าการบานไมได นกเรยนไมสนใจและไม

ตงใจเรยน นกเรยนสวนมากไมมทกษะในการคดค านวณ และไมมทกษะในการคดแกไขปญหา

คณตศาสตร สอดคลองกบ พชร มะเสนะ(2549) ไดท าวจยในชนเรยน เรอง “ปญหาการเรยนการ

สอนคณตศาสตร ในโรงเรยนปทมรตตพทยาคม” พบวา ปญหาในการสอนคณตศาสตรเกดจาก

นกเรยนไมชอบคด ไมชอบท าแบบฝกหดดวยตนเอง พนฐานไมด นกเรยนสตปญญาไมด จะเหน

ไดวาปญหาเรองนกศกษามความรพนฐานทางคณตศาสตรอยในระดบต า เปนปญหาทสบเนองมาตงแต

ระดบประถมและมธยม เมอนกศกษาไมมความรเพยงพอทจะเรยนในระดบอดมศกษา ปญหาอนๆจง

ตามมา ท าใหเกดความเบอหนายไมอยากเรยน กลวหรอวตกกงวลทตองเรยนวชาคณตศาสตร

ซงหนวยงานทเกยวของกบระบบการศกษาควรเขามาชวยแกปญหา

41

2. ปญหาดานการด าเนนการสอน นกศกษามความคดเหนวาสงทเปนปญหามากทสดคอ ความรของผสอนในเรองทสอน การจดล าดบเนอหาในเรองทสอน สอนเนอหาเรวเกนไป อธบายไมชดเจน เขาสอนไมตรงเวลา ซงวชต สรตนเรองชยและคณะ (2548-2549 : 116) ใหความเหนวา ความคดเหนดงกลาวของนกศกษา แสดงวานกศกษาใหความส าคญและคาดหวงกบตวอาจารยผสอนมาก นอกจากน Cox (1987) ท าการวจยเรองการจดการเรยนการสอนเพอดผลทมตอผลสมฤทธทางการเรยน การรจกตนเอง และเจตคตทมตอวชาคณตศาสตร พบวาการเตรยมการสอนของครอยางมระบบจะมผลสมฤทธตอการเรยนคณตศาสตร มผลตอเจตคตในการเรยนคณตศาสตร และมผลตอตวนกเรยนในดานมโนทศนทางคณตศาสตร สอดคลองกบผลการวจยของไพฑรย สนลารตน (อางใน วชต สรตนเรองชยและคณะ, 2548-2549 : 116) ทไดศกษาทศนคตของนสตบณฑตศกษา คณะครศาสตร จฬาลงกรณมหาวทยาลย พบวาองคประกอบทท าใหนสตประสบผลส าเรจในการเรยนมากทสดตามทศนคตของนสตคอครผสอน รองลงมาคอตวผเรยนเอง คณาจารยจงควรรบฟงขอมลตางๆทสะทอนจากนสตใหมากขน และพจารณา ปรบปรงตอไป และความคดเหนดงกลาวของนกศกษายงสอดคลองกบผลการวจยของวชต สรตนเรองชยและคณะ (2548-2549 : 106) พบวาอาจารยขาดเทคนค ขาดกจกรรมการปฏบต เนนการบรรยายมากเกนไป อธบายไมชดเจน และนสตตองการใหคณาจารยเตรยมการสอนลวงหนา และ เขาสอนใหตรงเวลา สอนใหสนกสนาน ไมนาเบอหนาย ใชสอการสอนทหลากหลายนาสนใจ

ขอเสนอแนะ ขอเสนอส าหรบการน าผลการวจยไปใช

1. ควรจดชวโมงสอนเสรมใหนกศกษาทไมมพนฐานทางคณตศาสตร สวนนกศกษา ควรจะสนใจและเอาใจใสเปนพเศษ ท าแบบฝกหดดวยตนเอง ไมเขาใจควรถามเพอนทเขาใจ หรออาจารยผสอนทนท

2. อาจารยผสอนควรหาประสบการณในการจดกจกรรมทางคณตศาสตรในดานการเรยนการสอน กจกรรมเสรมหลกสตร เพอใหนกศกษามความสนใจในการเรยนคณตศาสตรและเปลยนแปลง เจตคตของนกศกษาทมตอวชาคณตศาสตรในทางทดขน

3. อาจารยผสอนควรมการประเมนผลการปฏบตงานของตนเอง และส ารวจความตองการของผเรยนเพอเปนแนวทางในการปรบปรงการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรใหมประสทธภาพยงขน

4. ควรพจารณาหลกสตรวชาคณตศาสตรพนฐาน และหลกสตรวชาคณตศาสตรในชนมธยม ศกษาตอนปลาย หรอในระดบสายวชาชพ(ปวช.) เพอจะไดทราบวานกศกษามความรพนฐาน

42

เรองอะไรบาง หรออาจเรยนเรองนนๆมาแลวแตเรยนนอยเกนไป จะไดน ามาสอนหรอทบทวนเปนการปรบพนฐานใหนกศกษากอนทจะเรยนวชาคณตศาสตรตอไป

ขอเสนอแนะส าหรบการวจยครงตอไป 1. จากผลกาวจยพบวา สภาพปญหาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทเกดจากการเรยน

การสอน คอขาดการใชสอการสอนเพอกระตนผเรยน จงควรท าการวจย และพฒนาสอการเรยนการสอนในวชาคณตศาสตร

2. ควรมการวจยความรพนฐานของนกศกษาวายงขาดเรองอะไรบาง เพอจะไดเปนประโยชน ในการจดการเรยนการสอนใหมประสทธภาพยงขน

3. ควรท าวจยโดยแบงนกศกษาเปนกลม ๆตามความสามารถในการเรยน แลวน าผลเสนอ ตามกลมทแบงนน เพอจะไดผลวจยทละเอยดขน และยงสามารถเปรยบเทยบความคดเหนของนกศกษา ระหวางกลมทมความสามารถมากกบกลมทไมมความสามารถได

4. ควรมการวจยเปรยบเทยบรปแบบการสอน เพอจะไดวธการสอนใหมๆใหสอดคลองกบการสอนวชาคณตศาสตรในระดบตางๆ

บรรณานกรม

บรรณานกรม

จรยา เหนยนเฉลย. (2535). เทคโนโลยการศกษา. กรงเทพมหานคร : ศนยสอเสรมกรงเทพฯ.

ชมนาด เชอสวรรณทว. (2542). การสอนวชาคณตศาสตร. ม.ป.ท. (อดส าเนา)

บรรเทง แกนสาร.(2554). สภาพปญหาการจดการเรยนการสอนในรายวชาแคลคลสส าหรบ

วศวกร1. กรงเทพฯ:ภาควชาคณตศาสตรประยกต. มหาวทยาลยศรปทม.

ประภสรา โคตะขน. การจดท าแผนการเรยนรหรอแผนการสอน. สบคนเมอ 25 เมษายน 2555. https://sites.google.com/site/prapasara/5-4.

ประสาร ไตรรตนวรกล. (2533). คณตศาสตรกบการพฒนาประเทศ. สบคนเมอ 25 เมษายน 2555. แหลงทมา http://www.school.net.th/library/snet2/paper/math_develop.htm

พชร มะเสนะ. (2549). ปญหาการเรยนการสอนคณตศาสตร ในโรงเรยนปทมรตตพทยา. วจยชนเรยนโรงเรยนปทมรตตพทยาคม อ าเภอปทมรตต จงหวดรอยเอด : ส านกงานเขตพนทการศกษารอยเอด เขต 2.

พมพพร ฟองหล า. (2553). สภาพปญหาการเรยนการสอนคณตศาสตรส าหรบนกศกษาชนปท 1

ของมหาวทยาลยเอกชนในกรงเทพมหานคร. กรงเทพฯ:ภาควชาคณตศาสตรประยกต. มหาวทยาลยศรปทม.

ยพน พพธกล, และ อรพรรณ ตนบรรจง. (2535) . เทคโนโลยในการผลตสอการสอนคณตศาสตร (พมพครงท 3). กรงเทพฯ : ม.ป.ท.

วชต สรตนเรองชย และคณะ. (2549). การศกษาสภาพและปญหาการจดการเรยนการสอนของ

คณาจารยมหาวทยาลยบรพา. วารสารศกษาศาสตร ปท 17 (พฤศจกายน – มนาคม), ฉบบท 2 : 116.

สรพร ทพยคง. (2542). งานวจยการเรยนการสอนคณตศาสตร ปการศกษา 2521-2542. วจย, กรงเทพมหานคร : คณะศกษาศาสตร มหาวทยาลยเกษตรศาสตร.

สอการเรยนรคณตศาสตร. สบคนเมอ 28 พฤษภาคม 2555. แหลงทมา http://www.kruwut.net/utq/unit3.pdf

สโชต ดาวสโข และสาโรจน แพงยง. (2535). เทคโนโลยการศกษาและนวตกรรม. กรงเทพฯ : จฬาลงกรณมหาวทยาลย.

สมวงษ แปลงสพโชค. (2546). ปญหาการเรยนการสอนคณตศาสตร. กรณศกษา : ความคดเหนของครคณตศาสตรในภาคตะวนออกเฉยงเหนอทเขารบการอบรมโครงงานคณตศาสตรวนท 23 – 24 ตลาคม 2546. มหาวทยาลยมหาสารคาม. สบคนเมอ 25 เมษายน 2555. แหลงทมา http://www.ripn-math.com/doc/aa_009.doc

อภญญา ซอระส. (2548). ท าอยางไรใหผเรยนใสใจคณตศาสตร. สบคนเมอ 28 พฤษภาคม 2555. แหลงทมา http://www.google.com

อษา คงทอง. (2529). ความคดเหนของครคณตศาสตรในโรงเรยนมธยมศกษาตอนปลายและวทยาลยเทคนค เกยวกบการใชหลกสตรวชาคณตศาสตรชางอตสาหกรรม. วทยานพนธมหาบณฑต. กรงเทพฯ : จฬาลงกรณมหาวทยาลย.

เอกสารเผยแพรความรวชาการศกษา. ( 2550). วธการสอน. กรงเทพฯ : ฝายวชาการ. โรงเรยนเทคโนโลยสยาม.

เอบศร ตษยะเดช. (2529). ปญหาการสอนคณตศาสตรชางอตสาหกรรม3 (สค 211) ระดบ

มธยมศกษาปท 5 โปรแกรมชางอตสาหกรรม กรงเทพมหานคร : กรมสามญศกษา. ปรญญาศลปศาสตรมหาบณฑต(ศกษาศาสตร-การสอน). บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยเกษตรศาสตร.

Cox, CC. (1987). Instructional Management System : How It Affects Achieviement , Self

Concept , and Attitude toward Math of fifth Grad Students. Dissertation Abstracts International. 48 (July 1987) : 35 A.

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก ค าถามทใชสมภาษณนกศกษา

ภาคผนวก ข ค าถามทใชสมภาษณอาจารยหมวดคณตศาสตร

ภาคผนวก ก ค าถามทใชสมภาษณนกศกษา

ค าถามทใชสมภาษณนกศกษา ดงน 1. ความพรอมในการเรยน เชน

1.1 ภาวะทางบาน 1.2 เวลาทเหมาะสม 1.3 การเดนทาง 1.4 เศรษฐกจทางบาน 1.5 ขาดเรยนหรอเชา 1.6 ไมสนใจเรยน

2. ความรพนฐานทางคณตศาสตร เชน 2.1 ไมมความถนด 2.2 พนฐานไมด 2.3 สบสนจ าสตรไมได 2.4 ไมตงใจเรยน 2.5 ฟงไมรเรอง 2.6 ไมสามารถประยกตความรไปใชในการแกปญหา

3. เจตคตตอวชาคณตศาสตร เชน 3.1 ไมชอบวชาคณตศาสตร 3.2 ไมชอบการคดค านวณ 3.3 ไมชอบการคดค านวณ 3.4 สตรมากสบสนจ ายาก

4. เนอหาในรายวชาคณตศาสตรทวไป เชน 4.1 มากเกนไป 4.2 มความยากเกนไป 4.3 เนอหาวชานาเบอ 4.4 ลกษณะวชาตองคดซบซอน

49

5. เกยวกบอาจารยผสอน เชน 5.1 อาจารยสอนเรว อธบายไมรเรอง 5.2 เขมงวดในการท างาน 5.3 สอนจรงจงบรรยากาศเครยด 5.4 เขาสอนชาไมตรงเวลา 5.5 ใหอานเองแลวสอบ 5.6 ใหอานเองแลวสอบ 5.7 ไมใชสอการสอน 5.8 ขอสอบยากเกนไป

6. ปญหาอนๆ ทนกศกษาพบ

50

ภาคผนวก ข

ค าถามทใชสมภาษณอาจารย

ค าถามทใชสมภาษณอาจารยหมวดคณตศาสตร ดงน 1. ปญหาดานการศกษา 2. ปญหาดานอปสรรคในการเรยนการสอน 3. ปญหาดานการวดผล 4. ปญหาดานหลกสตร 5. ปญหาดานอนๆ 6. แนวทางพฒนาการเรยนการสอนวชาคณตศาสตรทวไป

ประวตยอผวจย

ชอ นางพมพพร ฟองหลา วน เดอน ปเกด 13 มกราคม 2497 สถานทเกด จงหวดนครสวรรค

สถานทอยปจจบน 126/84 หม 12 หมบานเสรมศรวลเลจ รามอนทรา 40 แขวงนวลจนทร เขตบงกม กรงเทพฯ 10230 ตาแหนงหนาทการงานปจจบน อาจารยประจาสานกวชาศกษาทวไป มหาวทยาลยศรปทม สถานททางานปจจบน มหาวทยาลยศรปทม วทยาเขตบางเขน ประวตการศกษา

พ.ศ. 2525 คบ. จากวทยาลยครนครสวรรค พ.ศ. 2538 กศ.ม. จาก มหาวทยาลยนเรศวร

Recommended