Biology lernning 1

Preview:

Citation preview

Biology lernning

รายชอผ จดท า

1 นางสาวภทรวด จงสงเนน เลขท 12

2 นางสาวอภชญา จนทรเสาร เลขท 13

3 นางสาวอภชญา พทยภวไนย เลขท 17

4 นางสาวอญชลพร ลสะน เลขท 25

5 นางสาวจรนพร บญเกด เลขท 28

6 นางสาวนลนรตน นลทะราช เลขท 30

7 นางสาววราวรรณ คมวสะ เลขท 37

8 นางสาววรยา พนธเพง เลขท 39

ชนมธยมศกษาปท 66

นเวศวทยา

วทยาศาสตรทศกษาถงความสมพนธระหวางสงมชวตกบสงมชวต ความสมพนธ

ระหวางสงมชวตกบสงแวดลอมท ประกอบกนเปนแหลงทอย

ระดบความสมพนธ ของสงมชวตม 3 ระดบ

1ระดบประชากร (Population) หมายถงการอยรวมกนเปนกลมของสงมชวตชนดเดยวในสถานทใดทหนง เชน ประชากรของผงในรงหนง ประชากรของปลาหาง

นกยงในโองน า

นเวศวทยา

2ระดบกลมสงมชวต (Community) หมายถงการอยรวมกนของสงมชวตหลาย ๆ ชนด ทอาศยอยในบรเวณหนง เชน กลมสงมชวตในบอน า

นเวศวทยา

3 ระดบระบบนเวศ (Ecosystem) หมายถงระบบทรวมความสมพนธของกลมสงมชวตหลาย ๆ กลม หลาย ๆ ชนด และความสมพนธกบสงแวดลอม เชน ระบบ

นเวศในทงนา

องคประกอบของระบบนเวศ

1 ผผลต (Producer) หมายถงสงมชวตทสามารถสรางอาหารเองได และเปนจดเรมตนของพลงงานทจะถายทอดไปยงสงมชวตกลมอน ๆ

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

รายชอผ จดท า

1 นางสาวภทรวด จงสงเนน เลขท 12

2 นางสาวอภชญา จนทรเสาร เลขท 13

3 นางสาวอภชญา พทยภวไนย เลขท 17

4 นางสาวอญชลพร ลสะน เลขท 25

5 นางสาวจรนพร บญเกด เลขท 28

6 นางสาวนลนรตน นลทะราช เลขท 30

7 นางสาววราวรรณ คมวสะ เลขท 37

8 นางสาววรยา พนธเพง เลขท 39

ชนมธยมศกษาปท 66

นเวศวทยา

วทยาศาสตรทศกษาถงความสมพนธระหวางสงมชวตกบสงมชวต ความสมพนธ

ระหวางสงมชวตกบสงแวดลอมท ประกอบกนเปนแหลงทอย

ระดบความสมพนธ ของสงมชวตม 3 ระดบ

1ระดบประชากร (Population) หมายถงการอยรวมกนเปนกลมของสงมชวตชนดเดยวในสถานทใดทหนง เชน ประชากรของผงในรงหนง ประชากรของปลาหาง

นกยงในโองน า

นเวศวทยา

2ระดบกลมสงมชวต (Community) หมายถงการอยรวมกนของสงมชวตหลาย ๆ ชนด ทอาศยอยในบรเวณหนง เชน กลมสงมชวตในบอน า

นเวศวทยา

3 ระดบระบบนเวศ (Ecosystem) หมายถงระบบทรวมความสมพนธของกลมสงมชวตหลาย ๆ กลม หลาย ๆ ชนด และความสมพนธกบสงแวดลอม เชน ระบบ

นเวศในทงนา

องคประกอบของระบบนเวศ

1 ผผลต (Producer) หมายถงสงมชวตทสามารถสรางอาหารเองได และเปนจดเรมตนของพลงงานทจะถายทอดไปยงสงมชวตกลมอน ๆ

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

นเวศวทยา

วทยาศาสตรทศกษาถงความสมพนธระหวางสงมชวตกบสงมชวต ความสมพนธ

ระหวางสงมชวตกบสงแวดลอมท ประกอบกนเปนแหลงทอย

ระดบความสมพนธ ของสงมชวตม 3 ระดบ

1ระดบประชากร (Population) หมายถงการอยรวมกนเปนกลมของสงมชวตชนดเดยวในสถานทใดทหนง เชน ประชากรของผงในรงหนง ประชากรของปลาหาง

นกยงในโองน า

นเวศวทยา

2ระดบกลมสงมชวต (Community) หมายถงการอยรวมกนของสงมชวตหลาย ๆ ชนด ทอาศยอยในบรเวณหนง เชน กลมสงมชวตในบอน า

นเวศวทยา

3 ระดบระบบนเวศ (Ecosystem) หมายถงระบบทรวมความสมพนธของกลมสงมชวตหลาย ๆ กลม หลาย ๆ ชนด และความสมพนธกบสงแวดลอม เชน ระบบ

นเวศในทงนา

องคประกอบของระบบนเวศ

1 ผผลต (Producer) หมายถงสงมชวตทสามารถสรางอาหารเองได และเปนจดเรมตนของพลงงานทจะถายทอดไปยงสงมชวตกลมอน ๆ

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

นเวศวทยา

2ระดบกลมสงมชวต (Community) หมายถงการอยรวมกนของสงมชวตหลาย ๆ ชนด ทอาศยอยในบรเวณหนง เชน กลมสงมชวตในบอน า

นเวศวทยา

3 ระดบระบบนเวศ (Ecosystem) หมายถงระบบทรวมความสมพนธของกลมสงมชวตหลาย ๆ กลม หลาย ๆ ชนด และความสมพนธกบสงแวดลอม เชน ระบบ

นเวศในทงนา

องคประกอบของระบบนเวศ

1 ผผลต (Producer) หมายถงสงมชวตทสามารถสรางอาหารเองได และเปนจดเรมตนของพลงงานทจะถายทอดไปยงสงมชวตกลมอน ๆ

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

นเวศวทยา

3 ระดบระบบนเวศ (Ecosystem) หมายถงระบบทรวมความสมพนธของกลมสงมชวตหลาย ๆ กลม หลาย ๆ ชนด และความสมพนธกบสงแวดลอม เชน ระบบ

นเวศในทงนา

องคประกอบของระบบนเวศ

1 ผผลต (Producer) หมายถงสงมชวตทสามารถสรางอาหารเองได และเปนจดเรมตนของพลงงานทจะถายทอดไปยงสงมชวตกลมอน ๆ

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

องคประกอบของระบบนเวศ

1 ผผลต (Producer) หมายถงสงมชวตทสามารถสรางอาหารเองได และเปนจดเรมตนของพลงงานทจะถายทอดไปยงสงมชวตกลมอน ๆ

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

องคประกอบของระบบนเวศ

2 ผบรโภค (Consumer) หมายถงสงมชวตทสรางอาหารไมไดตองบรโภคสงอนเปนอาหาร

ผบรโภค จ าแนกออกไดเปน 4 ชนด คอ

1สตวกนพช (Herbivore) 3 สตวทกนทงพช และสตว (Omnivore)

2 สตวกนสตว (Carnivore) 4 ผบรโภคซากอนทรย (Scavenger)

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

องคประกอบของระบบนเวศ

3 ผยอยสลายอนทรยสาร (Decomposer) หรอผแปรสภาพสาร(Transformer) หมายถงสงมชวตทไมสามารถสรางอาหารไดเองแตจะไดอาหารจากการยอยสลายซากพช และซากสตว (สารอนทรย) ใหกลายเปนสารอน

นทรยกลบคนสสงแวดลอม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทตองพงพา (Mutualism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (-)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชนไมแยกจากกน เชน โปรโตซวใน

ล าไสปลวก

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบไดรบประโยชนรวมกน (Protocooperation)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (+)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางไดรบประโยชน แตสามารถแยกกนได ไม

จ าเปนตองอยดวยกนตลอด

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะทมการเกอกล (Commensalism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ไดรบประโยชน ถาแยกกนสงมชวต 1 จะเสยประโยชน เชน เหาฉลามกบปลาฉลาม

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะมการยอยสลาย (Saprophytism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (0)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 ยอยสลายสงมชวต 2 ใหเนาเปอยผพง ถาแยกกนฝาย 1 จะเสยประโยชน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะปรสต (Parasitism)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(+) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ สงมชวต 1 จะเกาะแยงเกาะดดสงม ชวต 2 จงท าให

เดอดรอน

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ลกษณะการอย รวมกนของสงมชวต(symbiosis)

ลกษณะการอยรวมกน แบบภาวะการแกงแยงแขงขน (Competition)

เมออยรวมกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(-) สงมชวต 2 (-)

เมอแยกจากกนของสงมชวต 2 ชนด สงมชวต 1(0)สงมชวต 2 (0)

ลกษณะของความสมพนธ ตางฝายตางเสยประโยชนเมอแยกจากกนจะไมมผล เชน

นกแรงแยงกนกนซากสตว

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

โครงสรางของเซลลสงมชวต

รปรางของเซลล

เซลลสงมชวตมขนาด และรปรางของไมแนนอน ขนอยกบชนดและหนาทของเซลลนน ๆ แตเซลล

ทกชนดจะมโครงสรางอนเปนมลฐานใกลเคยงกน คอ ประกอบดวยโพรโทพลาซมทถก

ลอมรอบดวยเยอหมบาง ๆ (Cell membrane)

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ขนาดของเซลล

เซลลแตละชนดมขนาดแตกตางกนไปตงแตมองไมเหนดวยตาเปลาจนกระทงสมผสได เชน เซลลของ Mycoplasma ซงเปนแบคทเรยทมขนาดเลกมาก มเสนผาศนยกลางประมาณ 02 ndash 04 ไมโครเมตร จงไมสามารถมองเหนดวยตาเปลาได

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

โครงสรางของเซลลสงมชวต

ชนดของเซลลแบงเปน 2 พวกตามลกษณะของนวเคลยสกลาวคอ

ก โปรคารโอตคเซลล (procaryotic cell) เปนเซลลทไมมเยอหมนวเคลยสหอหม โครโมโซมหรอสารพนธกรรม ไดแก แบคทเรย สาหรายสเขยวแกมน าเงน และไมโคพลาสมา

ข ยคารโอตคเซลล (eucaryotic cell) เปนเซลลทมเยอหมนวเคลยสหอหมโครโมโซม ไดแก ยสต รา โปรโตซว สาหรายอน ๆ พชและสตวตาง ๆ

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

กลองจลทรรศน

แบบใชแสง (light microscope)

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

กลองจลทรรศน

กลองจลทรรศนอเลกตรอนม 2 ชนด

1กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองผาน (Transmission Electron

microscope)

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

กลองจลทรรศน

2กลองจลทรรศนอเลกตรอนชนดสองกราด (Scanning Electron microscope)

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพร (Diffusion) เปนการเคลอนทของโมเลกลหรอไอออนของสารจาก

บรเวณทมโมเลกลหรอไอออน

ของสารหนาแนนมากไปยงบรเวณทมโมเลกลหรอไอออนของสารหนาแนนนอยกวา

ปจจยทควบคมอตราการแพรของสารขนอยกบ

1 ความเขมขนของสารทแพร สารทมความเขมขนสงจะแพรไปยงบรเวณทมความ

เขมขนของสารต ากวา

2 อณหภม การเพมอณหภมจะท าใหอตราการแพรของสารรวดเรวยงขน

3 ความดน การเพมความดนจะท าใหโมเลกลหรอไอออนของสารเคลอนทไดดยงขน

4 ความสามารถในการละลายของสารทแพร สารทละลายไดดจะมอตราการแพรเรว

กวาสารทละลายไดไมด

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การล าเลยงสารผานเซลล

ออสโมซส (Osmosis) เปนการแพรของโมเลกลของน าจากบรเวณทมความ

เขมขนต า (มโมเลกลของน ามาก) ไปยงบรเวณทมความเขมขนสงกวา (มโมเลกล

ของน านอยกวา) โดยผานเยอบางๆ ซงมสมบตพเศษ

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การล าเลยงสารผานเซลล

การแพรแบบฟาซลเทต (Facilitated Diffusion)

เปนการเคลอนทของโมเลกลของสารบางชนดทไมสามารถแพรผานเยอหมเซลลได

โดยตรง จงตองอาศยตวพา (Carier) ซงเปนโมเลกลของโปรตนทเปน

องคประกอบของเยอหมเซลล

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การล าเลยงสารผานเซลล

การล าเลยงแบบใชพลงงาน (Active Transport) เปนการเคลอนทของ

โมเลกลของสารผานเยอหมซลลจากบรเวณทมความเขมขนต าไปยงบรเวณทม

ความเขมขนสงโดยใชพลงงานจากเซลลและตองอาศยตวพาซงเปนโปรตนทเยอหม

เซลล

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของพช

การคายน าในพชเกดขนท ปากใบ ( stoma ) ผวใบ ( leaf surface) และ ชอง

อากาศ ( lenticel ) ประมาณกนวา 80-90

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

ปจจยทมอทธพลตอการคายน า

1) แสงสวาง ถามความเขมขนแสงมาก ปากใบจะเปดไดกวาง พชจะคายน าไดมาก

2) อณหภม เปนปจจยทอทธพลควบคกบแสงสวางเสมอ ถาอณหภมในบรรยากาศ

สง พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

3) ความชนในบรรยากาศ ถาบรรยากาศมความชนสงจะคายน าไดนอย พชบางชนด

จะก าจดน าออกมาในรปของหยดน า ทางรเปดเลกๆ ตามรเปดของเสนใบ เรยกวา

การคายน าเปนหยดหรอ กตเตชน ( guttation ) และถาในบรรยากาศม ความชนนอย พชจะคายน าไดมากและรวดเรว

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

การรกษาดลยภาพของสงมชวต

การรกษาดลยภาพของสตว

ปลาน าจด จงพยายามไมดมน าและไมใหน าซมเขาทางผวหนงหรอเกลด แตปลายงมบ

รเซณทน าสามารถ ซมเขา ไปได คอ บรเวณเหงอกซงสมผสกบน าตลอดเวลา ดงนน

ปลาจงตองขบน าออกทางไตเปนน าปสสาวะ

สวนปลาทะเล จะมลกษณะตรงขาม

ปลาบางพวกมการปรบตวและมววฒนาการเกยวกบ ตอมเกลอ (salt gland) ไดด

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

เทคโนโลยชวภาพ

พนธวศวกรรม(genetic engineering) หมายถง กระบวนการทาง

ชววทยาทเกยงของกบการตดตอยนจากสงมชวตชนดหนงเขากบยนของสงมชวต

อกชนดหนง เพอใหไดยนทมสมบตตามทตองการ และขยายยนใหมปรมาณมาก

พอทจะน าไปท าใหผลผลตมคณภาพดขน และไดปรมาณการผลตสงขน ตาม

ตองการ สงมชวตทไดจากกระบวนการทางพนธวศวกรรมเรยกวา สงมชวต

ดดแปลงพนธกรรม หรอ GMOs(genetically modified organisms)

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

เทคโนโลยชวภาพ

การโคลนนง (Cloning) คอ กระบวนการสบพนธโดยไมอาศยเพศชนดหนง

โดยสงมชวตทถกโคลนออกมาจะมลกษณะทางพนธกรรม โดยรวมถงมลกษณะทาง

กายภาพ เหมอนกบสงมชวตตนแบบ หรอ สงมชวตทมอยกอนแลวทกประการ

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ความหลากหลายทางชวภาพ

ความหลากหลายทางชวภาพ หมายถง การมชนดพนธของสงมชวตหลากหลายชนดมาอยรวมกนณ สถานทหนงหรอระบบนเวศใดระบบนเวศหนงความหลากหลายทางชวภาพแบงได 3 ระดบ

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ความหลากหลายทางชวภาพ

1ความหลากหลายทางพนธกรรม(geneticdiversity)ไดแกความหลากหลายขององคประกอบทางพนธกรรมในสงมชวตซงแสดงออกดวยลกษณะ

ทางพนธกรรมตางๆทปรากฏใหเหนโดยทวไปทงภายในสงมชวตชนเดยวกนและ

ระหวางสงมชวตตางชนดกนระดบความแตกตางนเองทใชก าหนดความใกลชด

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ความหลากหลายทางชวภาพ

2ความหลากหลายของชนดหรอชนดพนธ ของสงมชวต

(Speciesdiversity) ความหลากหลายแบบนวดไดจากจ านวนชนดของ

สงมชวตและจ านวนประชากรของสงมชวตแตละชนดรวมทงโครงสรางอายและเพศ

ของประชากรดวย

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

ความหลากหลายทางชวภาพ

3ความหลากหลายของระบบนเวศ (ecological diversity)

ระบบนเวศแตละระบบเปนแหลงของถนทอยอาศย (habitat) ของสงมชวตชนด

ตางๆ ซงมปจจยทางกายภาพและชวภาพทเหมาะสมกบสงมชวตแตละชนดในระบบ

นเวศนนสงมชวตบางชนดมววฒนาการมาในทศทางทสามารถปรบตวใหอยไดใน

ระบบนเวศทหลากหลายแตบางชนดกอยไดเพยงระบบนเวศทมภาวะเฉพาะเจาะจง

เทานนความหลากหลายของระบบนเวศขนอยกบชนดและจ านวนประชากรของ

สงมชวตทอาศย

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

แบบฝกหด

1ระดบความสมพนธของสงมชวตมกระดบ อะไรบาง2องคประกอบของระบบนเวศมอะไรบาง3ลกษณะการอยรวมกนของสงมชวตมกแบบ อะไรบาง

4ความหลากหลายทางชวภาพมกระดบ อะไรบาง5การโคลนนงคอ

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

แบบทดสอบ

1 ขอใดอธบายการถายทอดทางพนธกรรมไดถกตองทสด

1 พอเปนหมอ ลกกตองเปนหมอ

2 แมเปนมนษย คลอดลกเปนหอยสงข

3 พอมลนหอได ลกอาจมลนหอได

4 แมถกผาตดใหจมกโดง ลกผหญงทเกดมากจะมจมกโดง

2 การใหทารกดมนมมารดา ทารกจะไดรบภมค มกนแบบใด

1 แบบกอเอง 2 แบบรบมา

3 แบบกอเองและรบมา 4 ไมไดรบภมค มกน แตไดรบสารอาหาร

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

แบบทดสอบ

3 เพราะเหตใดโรคเอดสจงท าใหภมคมกนในรางกายบกพรอง

1 ไปท าลายเมดเลอดแดงใหมจ านวนลดลง

2 ไปกระตนใหไขกระดกสรางเมดเลอดขาวมากขน

3 ท าใหเมดเลอดขาวไมสามารถสรางแอนตบอดได

4 ท าใหเมดเลอดแดงไมสามารถสรางแอนตเจนและแอนตบอดได

4 หลกฐานในขอใดทไมสามารถใชตรวจหาฆาตรกรโดยใชลายพมพดเอนเอ

1 เสนผม 2 ลายนวมอ

3 คราบอสจ 4 คราบเลอด

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

แบบทดสอบ

5ขอใดตอไปนเกยวของนอยทสดกบการปรบตวเพอลดการคายน าของพช

1 การมเปลอกแขงหมล าตน 2 การมหนามของตน

กระบองเพชร

3 การสงเคราะหดวยแสงในเวลากลางคน 4 การมปากใบดานหลงใบของ

ผกตบชวา

6 สตวในขอใดทมอณหภมรางกายแปรผนตามอณหภมของสงแวดลอม (ว11 ม4-

63)

1 มาน า 2 แมวน า

3 นกเปดน า 4 พะยน

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

เอกสารอางอง

สงเรมการสอนวทยาศาสตรและเทคโนโลย สถาบน กระทรวงศกษาธการ

หนงสอเรยนรายวชาพนฐาน วชาชววทยา พมพครงท 5 กรงเทพฯโรงพมพ สกสค 2556

Recommended