305
ตัวบ่งชี้ภาวะผู ้นาเชิงคุณธรรมสาหรับผู ้บริหารสถานศึกษา ขั ้นพื้นฐาน: โมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง สุทธิพงษ์ ทะกอง ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พฤษภาคม 2560 (ลิขสิทธิ ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย)

´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

  • Upload
    others

  • View
    12

  • Download
    0

Embed Size (px)

Citation preview

Page 1: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษา

ขนพนฐาน: โมเดลความสมพนธเชงโครงสราง

สทธพงษ ทะกอง

ดษฎนพนธนเปนสวนหนงของการศกษาตามหลกสตรศกษาศาสตรดษฎบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา

บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยมหามกฏราชวทยาลย พฤษภาคม 2560

(ลขสทธเปนของมหาวทยาลยมหามกฏราชวทยาลย)

Page 2: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษา ขนพนฐาน: โมเดลความสมพนธเชงโครงสราง

สทธพงษ ทะกอง

ดษฎนพนธนเปนสวนหนงของการศกษาตามหลกสตรศกษาศาสตรดษฎบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา

บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยมหามกฏราชวทยาลย พฤษภาคม 2560

(ลขสทธเปนของมหาวทยาลยมหามกฏราชวทยาลย)

Page 3: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

INDICATORS OF MORAL LEADERSHIP FOR ADMINISTATORS IN BASIC EDUCATION SCHOOLS: A STRUCTURAL

RELATIONSHIP MODEL

SUTTHIPONG THAKONG

A DISSERTATION SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS FOR THE DOCTOR DEGREE OF DOCTOR OF EDUCATION

DEPARTMENT OF EDUCATIONAL ADMINISTRATION FACULTY OF EDUCATION

MAHAMAKUT BUDDHIST UNIVERSITY MAY, B.E. 2560 (2017)

(COPYRIGHT OF MAHAMAKUT BUDDHIST UNIVERSITY)

Page 4: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

กตตกรรมประกาศ ดษฎนพนธฉบบน ส ำเรจลงไดดวยควำมอนเครำะหอยำงดยงจำกพระครสธจรยวฒน,ดร. อำจำรยทปรกษำดษฎนพนธ รศ.ดร.วโรจน สำรรตนะ อำจำรยประจ ำหลกสตรศกษำศำสตรดษฎบณฑต สำขำวชำกำรบรหำรกำรศกษำ ทำนไดอบรม สงสอน ใหค ำแนะน ำในกำรปรบปรงสงทบกพรอง จดประกำยแนวคดทำงกำรบรหำรกำรศกษำและเปนนกตนแบบนกวชำกำรใหแกผวจย น ำมำซงคณภำพของดษฎนพนธ ผวจยขอกรำบขอบพระคณเปนอยำงสงไว ณ โอกำสน ขอกรำบขอบพระคณ พระครธรรมำภสมย,ดร., ผศ.ดร.ไพศำล สวรรณนอย คณำจำรยผสอนประจ ำหลกสตรศกษำศำสตรดษฎบณฑต สำขำวชำกำรบรหำรกำรศกษำทกทำน ทไดอบรม ใหวชำกำรควำมร และคณะกรรมกำรสอบดษฎนพนธทไดใหค ำแนะน ำจนดษฎนพนธมควำมถกตองและสมบรณทสด ขอกรำบขอบพระคณ ผเชยวชำญทกทำน รศ.ดร.วเชยร ชวพมำย, รศ.ดร.วลภำ อำรรตน, ผศ.ดร.จตภม เขตจตรส, ดร.กหลำบ ปรสำร และดร.นกญชลำ ลนเหลอ ทเสยสละเวลำอนมคำยง ในกำรใหขอเสนอแนะในกำรตรวจสอบเครองมอวจย จนไดเครองมอทมคณภำพ ขอขอบคณคณะผบรหำรสถำนศกษำทใชเปนกลมตวอยำง และคณะผบรหำรสถำนศกษำทกทำน ทใหควำมรวมมอเกบรวบรวมขอมลเปนอยำงด ขอขอบคณคณะคณครและบคลำกรโรงเรยนบำนหนองหญำปลองหนองหวำ, โรงเรยนบำนกดธำต และเพอนๆ หลกสตรศกษำศำสตรดษฎบณฑต ทคอยใหก ำลงใจผวจยในกำรท ำดษฎนพนธในครงนดวยดเสมอมำ ขอกรำบขอบพระคณคณพอ–คณแม ทเปนตนแบบในกำรด ำเนนชวตทมคณภำพทเปนพลงและก ำลงใจ จนท ำใหลกประสบผลส ำเรจ ขอขอบคณภรรยำ ลก และนองๆ ทกคน ทคอยชวยเหลอ สนบสนน และใหก ำลงใจทดยง จนท ำใหประสบผลส ำเรจ คณคำทงหมดทเกดขนจำกดษฎนพนธเลมน ผวจยร ำลก และบชำพระคณแกบพกำรของผวจย และบรพำจำรยทกทำนทอยเบองหนำและเบองหลงในกำรวำงรำกฐำนทำงกำรศกษำใหกบผวจยตงแตอดตจนถงปจจบน

สทธพงษ ทะกอง

Page 5: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

5730440512017: สาขาวชา: การบรหารการศกษา; ศษ.ด. (การบรหารการศกษา) ค าส าคญ: ตวบงช, ภาวะผน าเชงคณธรรม, ผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน สทธพงษ ทะกอง: ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน: โม เ ดลคว ามส มพน ธ เ ช ง โค ร งส ร า ง (INDICATORS OF MORAL LEADERSHIP FOR ADMINISTATORS IN BASIC EDUCATION SCHOOLS: A STRUCTURAL RELATIONSHIP MODEL) คณะกรรมการควบคมดษฎนพนธ: พระครสธจรยวฒน, Ph.D., 302 หนา, ป พ.ศ. 2560 การวจยนมจดมงหมายเพอพฒนาโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาทขนพนฐาน โดยมวตถประสงคดงน 1) ศกษาความเหมาะสมของตวบงชเพอคดสรรไวในโมเดล 2) ทดสอบความสอดคลองของโมเดลทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ และ 3) ตรวจสอบคาน าหนกองคประกอบขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช โดยระเบยบวธวจยเชงบรรยาย ก าหนดขนาดกลมตวอยางโดยใชกฎอตราสวนระหวางหนวยตวอยางตอจ านวนพารามเตอร 20:1 จากพารามเตอรจ านวน 37 พารามเตอร ไดกลมตวอยาง 740 คน จากประชากรทเปนผบรหารสถานศกษา 30,719 คน เกบขอมลจากกลมตวอยางทไดมาโดยวธการสมแบบหลายขนตอน โดยใชแบบสอบถามเปนมาตรวดแบบประเมนคา 5 ระดบ ทมคาความเชอมน 0.874 วเคราะหขอมลโดยโปรแกรมส าเรจรปทางสถตและโปรแกรมลสเรล ผลการวจยเปนไปตามสมมตฐานการวจย คอ (1) ตวบงชมความเหมาะสมไดรบการคดสรรไวในโมเดลทกตว โดยมคาเฉลยเทากบหรอสงกวา 3.00 และมคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20% (2) โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร (2) เทากบ 13.07 คาองศาอสระ (df) เทากบ 12 คานยส าคญทางสถต (p-value) เทากบ 0.36417 คาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 และคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.970 และคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.012 และ (3) องคประกอบหลกทกตวมคาน าหนกองคประกอบสงกวาเกณฑ 0.70 องคประกอบยอยและตวบงชทกตวมคาน าหนกองคประกอบสงกวาเกณฑ 0.30

Page 6: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

5730440512017: DEPARTMENT: EDUCATIONAL ADMINISTRATION; D.Ed. (EDUCATIONAL ADMINISTRATION) KEYWORDS: INDICATORS OF MORAL LEADERSHIP FOR ADMINISTATORS SUTTHIPONG THAKONG: INDICATORS OF MORAL LEADERSHIP FOR ADMINISTATORS INBASIC EDUCATION SCHOOLS: A STRUCTURAL RELATIONSHIP MODEL. ADVISORY COMMITTEE: PHRAKRUSUTEEJARIYAWAT, Ph.D., 302 P., 2017. This research aims to develop a structural relationship model of indicators of moral leadership for administrators in basic education schools. The purposes were as follows 1) to study the appropriateness of indicators for selection in the model, 2) to test the congruence of the model developed from theory and research with empirical data, and 3) to investigate the factor loading of major factors, sub-factors, and indicators. Using the descriptive research methodology. The sample size was determined by using the ratio rule between the unit of sample and the amount of parameter 20:1. From 37 parameters got 740 samples from the 30,719 school principals. Collecting data from the samples selected by Multi-stage Random Sampling by using the 5 level rating scale questionnaire with reliability coefficient 0.8740. Data were analyzed by using descriptive statistic, and inferential statistic by statistical program and LISREL Program. Research results were based on the research hypotheses that (1) All indicators were appropriate to be selected in the model, as the mean was equal to or higher than 3.00 and had a distribution coefficient equal to or less than 20%. (2) The model was congruent with the empirical data very well. Considering the Chi-Square Statistics (2) was 13.07, the degrees of freedom (df) was 12, the statistically significant (p-value) was 0.36417, the Goodness of Fit Index (GFI) was 1.00 and Adjusted Goodness of Fit Index (AGFI) was 0.970 and the Root Mean Square Error of Approximation (RMSEA) was 0.012; and (3) All major factors had a factor loading value higher than 0.70, all sub-factors, and all indicators had a factor loading value higher than 0.30

Page 7: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

สารบญ หนา กตตกรรมประกาศ................................................................................................................. บทคดยอภาษาไทย................................................................................................................ บทคดยอภาษาองกฤษ........................................................................................................... สารบญ.................................................................................................................................. สารบญตาราง........................................................................................................................

ก ข ค ง ฉ

สารบญภาพ........................................................................................................................... ฌ บทท

1 บทน า……………………………………………………………………………... 1 1.1 ความเปนมาและความส าคญของปญหา..................................................... 1 1.2 ค าถามการวจย............................................................................................ 6 1.3 วตถประสงคของการวจย........................................................................... 6 1.4 สมมตฐานของการวจย............................................................................... 7 1.5 ขอบเขตของการวจย................................................................................... 8 1.6 นยามศพทเฉพาะ........................................................................................ 8 1.7 ประโยชนทคาดวาจะไดรบจากการวจย..................................................... 12

2 เอกสารและงานวจยทเกยวของ................................................................................ 13 2.1 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม.................................................... 13 2.2 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของแตละองคประกอบ

ของภาวะผน าเชงคณธรรม.........................................................................

24 2.3 กรอบแนวคดในการวจย: โมเดลสมมตฐานภาวะผน าเชงคณธรรม

ส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน.....................................................

91 3 วธด าเนนการวจย..................................................................................................... 96

3.1 ประชากรและกลมตวอยาง......................................................................... 97 3.2 เครองมอทใชในการวจย............................................................................ 99 3.3 การสรางและตรวจสอบคณภาพของเครองมอ........................................... 101 3.4 การเกบรวบรวมขอมล................................................................................ 102 3.5 การวเคราะหขอมลและเกณฑการแปลความ.............................................. 103

Page 8: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

สารบญ (ตอ)

บทท หนา 4 ผลการวเคราะหขอมล............................................................................................. 106

4.1 สญลกษณและอกษรยอทใชในการวเคราะหขอมล.................................... 106 4.2 ผลการวเคราะหขอมลสถานภาพของกลมตวอยางท

ตอบแบบสอบถาม......................................................................................

108 4.3 ผลการวเคราะหเพอตอบวตถประสงคการวจย........................................... 110

5 สรปผลการวจย อภปรายผล และขอเสนอแนะ........................................................ 162 5.1 สรปผลการวจย........................................................................................... 162 5.2 อภปรายผล................................................................................................. 171 5.3 ขอเสนอแนะ.............................................................................................. 179 บรรณานกรม........................................................................................................................ 183 ภาคผนวก.............................................................................................................................. 202 ภาคผนวก ก แบบตรวจสอบความสอดคลองของขอค าถามกบตวบงช

และนยามเชงปฏบตการ.................................................................................................

203 ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบความถกตองเหมาะสมของส านวนภาษา

และรปแบบของแบบสอบถาม.......................................................................................

217 ภาคผนวก ค ผลการวเคราะหดชนความสอดคลองของขอค าถามกบ

ตวบงชและนยามเชงปฏบตการ (Index of Congruence: IOC)………………………...

223 ภาคผนวก ง รายชอผเชยวชาญตรวจสอบเครองมอทใชในการวจย…………………. 227 ภาคผนวก จ แบบสอบถามในการวจย………………………………………………. 234 ภาคผนวก ฉ หนงสอขอความอนเคราะหเกบขอมลถงตนสงกด…………………….. 243 ภาคผนวก ช หนงสอขอความอนเคราะหเกบขอมลถงสถานศกษา………………….. 246 ภาคผนวก ซ ผลการตรวจสอบการพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรม

ส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน.........................................................................

248 ประวตยอของผวจย………………………………………………………………………... 293

Page 9: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

สารบญตาราง ตารางท หนา

2-1 การสงเคราะหองคประกอบหลกของภาวะผน าเชงคณธรรม…………………..…… 20 2-2 การสงเคราะหองคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม…………………… 29 2-3 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของการเปนแบบอยาง

ดานคณธรรม…………………………………………………………….…………..

43 2-4 การสงเคราะหองคประกอบของความยตธรรม……………………………………… 50 2-5 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของความยตธรรม………..…….…… 57 2-6 การสงเคราะหองคประกอบของความซอสตย……………………………………… 65 2-7 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของความซอสตย…………………… 73 2-8 การสงเคราะหองคประกอบของความเมตตา…………………………………..…… 81 2-9 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของความเมตตา……………….……. 89 3-1 การก าหนดจ านวนจงหวดโดยใชเกณฑการค านวณรอยละ 30 ของจ านวน

จงหวดแตละเขตตรวจราชการ……………………………………………………....

98 3-2 จ านวนกลมตวอยางในแตละเขตตรวจราชการ โดยใชจ านวนผบรหาร

สถานศกษา เปนหนวยของการสม ……………………………………………..…...

99 3-3 แสดงความสมพนธระหวางองคประกอบหลก นยามองคประกอบยอยและตวบงช

เพอเปนแนวทางในการสรางขอค าถามในแบบสอบถาม ……………………..…….

100 3-4 ผลการวเคราะหคาสมประสทธแอลฟาของความเชอมนของแบบสอบถาม

โดยรวมและจ าแนกเปนรายองคประกอบหลก ………………………………..……

102 3-5 การสงแบบสอบถามและจ านวนแบบสอบทไดรบกลบคน ……………………..…. 103 3-6 คาสถตทใชในการตรวจสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธ

โครงสรางทพฒนาขนจากทฤษฎและงานวจยกบขอมลเชงประจกษ …………..…...

105 4-1 องคประกอบหลกและองคประกอบยอยและอกษรยอแทน …………………..……. 106 4-2 สญลกษณและอกษรยอทใชแทนคาสถต ………………………………………..…. 107 4-3 ความถและรอยละของขอมลแสดงสถานภาพของกลมตวอยางทตอบ

แบบสอบถาม …………………………………………………………………..…...

108

Page 10: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

สารบญตาราง (ตอ)

ตารางท หนา 4-4 คาเฉลย คาเบยงเบนมาตรฐาน และคาสมประสทธการกระจาย

แสดงความเหมาะสมของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรม ส าหรบ ผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เปรยบเทยบกบเกณฑคาเฉลยเทากบ หรอมากกวา 3.00 และคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20 % …………

111 4-5 คาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชขององคประกอบยอย

โมเดลการวดการเปนแบบอยางดานคณธรรม ………………………………………

124 4-6 คาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชขององคประกอบยอย

โมเดลการวดของความยตธรรม …………………………………………………….

127 4-7 คาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชขององคประกอบยอย

โมเดลการวดของความซอสตย ……………………………………………………..

129 4-8 คาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชขององคประกอบยอย

โมเดลการวดของความเมตตา ……………………………………………………….

131 4-9 คาสถต Baertlett และคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin

Measurers of Sampling Adequacy MSA) ของโมเดลยอยภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน …………………………………………….

132 4-10 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวด

การเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) …………………………………………….

134 4-11 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 4 ตวแปรในองคประกอบ

การเปนแบบอยางดานคณธรรม …………………………………………………….

135 4-12 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลความยตธรรม (JUS) …………… 137 4-13 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปร ในองคประกอบ

ความยตธรรม ……………………………………………………………………….

138 4-14 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดความซอสตย (HON) …… 140 4-15 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบ

ความซอสตย ………………………………………………………………………..

141 4-16 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวด ความเมตตา (KIN) ……... 143

Page 11: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

สารบญตาราง (ตอ)

ตารางท หนา 4-17 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปร ในองคประกอบ

ความเมตตา ……………………………………………………………..………......

144 4-18 คาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนขององคประกอบยอย 14 ตว …………….. 149 4-19 คาสถต Baertlett และคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin

Measurers of Sampling Adequacy MSA) ของโมเดลตวบงชภาวะผน าเชง คณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน …………………………………..

150 4-20 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสองเพอพฒนาตวบงช

ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ……….……………

151 4-21 น าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก

องคประกอบยอยและตวบงชของภาวะผน าเชงคณธรรม ส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน …………………………….………………………………..

154

Page 12: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

สารบญภาพ ภาพท หนา

2-1 โมเดลการวดของภาวะผน าเชงคณธรรม………………………………………..…… 23 2-2 โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม…………………………………… 30 2-3 โมเดลการวดของความยตธรรม……………………………………………………… 51 2-4 โมเดลการวดของความซอสตย………………………………………………………. 66 2-5 โมเดลการวดของความเมตตา………………………………………………………... 82 2-6 โมเดลสมมตฐานตวบงชตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรม

ส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานเพอการวจย………………………………….

92 4-1 โมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสามภาวะผน าเชงคณธรรม……….. 117 4-2 โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม…………………………………… 119 4-3 โมเดลการวดของความยตธรรม……………………………………………………… 120 4-4 โมเดลการวดของความซอสตย………………………………………………………. 121 4-5 โมเดลการวดของความเมตตา………………………………………………………… 122 4-6 โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม…………………………………… 135 4-7 โมเดลการวดของความยตธรรม……………………………………………………… 138 4-8 โมเดลการวดของความซอสตย………………………………………………………. 141 4-9 โมเดลการวดของความเมตตา………………………………………………………… 145

4-10 โมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองของตวบงช ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน………………….……

148

4-11 โมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองของตวบงช ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน………….……………

152

4-12 โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทปรบแกแลว…………………………………………………

160

4-13 องคประกอบหลก และองคประกอบยอยของภาวะผน าเชงคณธรรม ส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน………………………………………………

161

5-1 โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทปรบแกแลว…………………………………………………

170

5-2 องคประกอบหลก และองคประกอบยอยของภาวะผน าเชงคณธรรม ส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน………………………………………………

179

Page 13: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บทท 1 บทน ำ

1.1 ควำมเปนมำและควำมส ำคญของปญหำ สถานการณโลกก าลงประสบกบปญหาทางสงคม เนองจากคนในชาตหางเหนจากศลธรรม คนทมการศกษาแทนทจะเปนคนดมคณธรรมจรยธรรมกลบมความเหนแกตวมากขนเปนสวนใหญ ทามกลางสภาวะการแขงขนและการเปลยนแปลงของโลกในยคปจจบน ทนบวนจะทวความรนแรงและรวดเรวขนเรอยๆ ผคนสวนใหญตางมองหาผน าทสามารถพาองคการสความส าเรจ ผน าทมความมนใจในตนเอง ผน าทรอบรในเชงการบรหาร โดยมกจะลมเลอนเรองคณธรรมจรยธรรมซงเปนคณสมบตทมความส าคญไป และในการจะเปนผน าใหประสบความส าเรจโดยเปนยอดของผน านน จะตองใชคณธรรมจรยธรรมประกอบกบความรความสามารถ เพราะการมคณธรรมจรยธรรมจะหลอหลอมบคคลใหเปนผมสขภาพกาย สขภาพใจและสตปญญาทดมความสามารถ มวสยทศนทด กวางไกลสามารถปกครองบรหารจดการองคการใหถงความส าเรจ บรรลผลดและมประสทธภาพสง (พระราชญาณวสฐ, 2548) Greenfield (1991) และ Draft (2001) ไดก ลาวไววา ผ บ รหารไมอาจปฏ เสธความรบผดชอบตอปญหาดานคณธรรมของสงคมของนกเรยน และตอวชาชพคร โดยปญหาทเกดขนบางครงแมยากทจะชชดไดวาอะไรถกอะไรผด อะไรควรและอะไรทไมควรประพฤตปฏบตในแงของศลธรรมกตาม และยงระบอกวาสงคมมความคาดหวงดานคณธรรมจากผบรหาร เชน โรงเรยนตองเปนสถาบนแหงคณธรรม (Moral Institute) ทชวยก าหนดปทสถานของสงคม (Social Norm) ผบรหารตองเปนตนแบบดานคณธรรม (Moral Agent) การตดสนใจเรองใดๆ ของผบรหารตองอยบนเหตผลคานยมทางคณธรรม (Moral Value) เปนหลกมากกวาหลกการอนใด เชนเดยวกบ Moorhouse (2002) ไดเสนอแนวคดการบรหารโรงเรยนจะตองยดหลกการทมเทเพอใหเกดบรรยากาศใหนกเรยนไดเจรญงอกงาม ไดเรยนรอยางมคณภาพและมความสขความประพฤตของผบรหาร จงตองแสดงออกถงการเปนผมคณธรรม การแสดงออกเชงคณธรรมของผน านอกจากสามารถมองเหนไดจากการประพฤตปฏบตปกตประจ าวนแลว ผน ายงตองท าใหนโยบายตางๆ และโครงสรางของโรงเรยนแฝงดวยคานยมเชงจรยธรรมทงสน ตวอยางเชน สงคมปจจบนคนสวนใหญตองการเปนผชนะบนความพายแพของคนอน จงเกดการเอารดเอาเปรยบและใชกลยทธสกปรกไรจรยธรรมเพยงเพอชยชนะของตน ดงนนผบรหารจงตองท าใหนโยบายและการด าเนนกจกรรมตางๆ ของครและนกเรยนมงเนนคณธรรม จรยธรรม เรองความยตธรรม การไมเอารดเอาเปรยบ

Page 14: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

2

ผอน เนนความรวมมอมากกวาการแขงขน ยดความส าคญของการท างานแบบทมมากกวาท ารายบคคล ใชกลยทธการแกปญหาความขดแยงแบบชนะ/ชนะมากกวาชนะ/แพ รวมทงการสรางคานยมใหเกดการเคารพในศกดศรของความเปนมนษยของผอน เปนตน โดยสรปจะเหนวาผบรหารจงไมเพยงเปนผน าการประพฤตปฏบตทางจรยธรรมเฉพาะตนเทานน แตมหนาทส าคญยงคอ “การสรางโรงเรยนใหเปนสถาบนแหงคณธรรมจรยธรรม (Ethical Institution)” อกดวย National Policy Board for Educational Administration (2004) ได เสนอเกณฑในการพ จารณาภาวะผ น า ท มประสทธผลวาควรประกอบดวยเกณฑมาตรฐาน ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ซงผบรหารนนควรมการปฏบตตามคณธรรม ปฏบตอยางยตธรรม และปฏบตตามจรยธรรม และในฐานะเปนผน า ผบรหารตองระมดระวงเปนพเศษในการใชอ านาจหนาทของตนอยางมจรยธรรม การแสดงทศนะกดหรอการตดสนใจตางๆ ของผบรหารกด จะตองท าใหทกคนเหนวาตงอยบนพนฐานของความมเหตผลของจรยธรรม สงทผน าคด พดและท าลวนตองสอดคลองกน ทกคนจงเตมใจทจะปฏบตตาม การใชอ านาจการท าโทษ (Coercive Power) พงหลกเลยงใหมากทสดและเปนทางเลอกสดทายเมอหมดวธอนแลว เพราะมผลเสยมากกวาและไมน าไปสการสรางวนยตนเองหรอการเคารพตนเองของผนนแตอยางใด Fullan (2003), Pijianowski (2007) และ Paul (2013) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมตองเรมจากตวผน าทมคณธรรม (Moral Leadership Begins with Moral Leaders) ผน าทมประสทธผล ตองไมเพยงแคมความรอบรดานคณธรรมเทานนไมเพยงแตสอนคนอนดวยค าพด แตส าคญสดกคอ การประพฤตปฏบตใหเปนแบบอยางทดของผมคณธรรมแกคนทวไป ในการเปนผน าทตองอยบนพนฐานของจรยธรรม ผบรหารจงมกพบกบความอดอดใจทจะตองตดสนใจทางเลอกใดทางเลอกหนงทเหนวาดกวาอกทางเลอกหนงในเกณฑเชงจรยธรรม ทงนเพราะบางครงประเดนเชงจรยธรรมไมใชการเลอกระหวางผดหรอถก แตเปนเรองของอยางไหนทเหมาะสมกวากน ตวอยางเชน การใชงบประมาณทมจ ากดของโรงเรยนระหวางโครงการสงเสรมนกเรยนปญญาเลศกบโครงการสอนเสรมเพอลดการตกซ าชน ของนกเรยน หรอกรณทผบรหารเนนนโยบายการใหความอสระแกคร (Teacher Autonomy) แตขณะทเนนเรองผลสมฤทธของนกเรยน (Student Achievement) เปนเรองส าคญดวย ปรากฏวาคณะครไดใชอ านาจทไดรบไปจดท าเกณฑมาตรฐานทางวชาการของนกเรยนต าลงเพอท าตวเลขของจ านวนผส าเรจการศกษาเพมขนเปนตน หรอผบรหารควรปกปองครทท างานสอนด แตลวงละเมดทางเพศตอนกเรยนหรอไม ผ บรหารควรปฏบตอยางไร ถาผบงคบบญชาของตนขอใหชวยสนบสนนใหบรษททตองการชนะการสงนมพรอมดมใหนกเรยนทงทรวาต ากวามาตรฐาน

Page 15: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

3

เนองจากผน าเปรยบเสมอนหวใจขององคการ เปนจดรวมแหงพลงของผปฏบตงาน ทจะตองใชภาวะผน า ทกษะ ความร ความเขาใจหลกการบรหารและระบบขององคการ ภาวะหนาทอนจ าเปนและส าคญอยางยงของผบรหารคอ การอ านวยการใหงานบรรลตามวตถประสงค ซงการอ านวยการเปนการใชภาวะผน าในการวนจฉยสงการ และจงใจใหผใตบงคบบญชา ปฏบตงานอยางเตมความสามารถ ดงนน “ภาวะผน า” จงมความส าคญอยางมากตอการพฒนาองคการและการจดการ ผบรหารทมความเปนผน าหรอใชภาวะผน าไดอยางเหมาะสมและเปนไปตามบทบาทหนาทของผบรหารทด จะสงผลตอความส าเรจในการด าเนนงานไดอยางชดเจน เนองจากมความสามารถในการใชอทธพลโนมนาวจงใจบคลากรในการปฏบตงาน (รตตกรณ จงวศาล, 2543) ภาวะผ น าเชงคณธรรม (Moral Leadership) เกดขนเปนระยะเวลานาน แตไมมการกลาวถงในประเดนของการวจยอยางชดเจนนก เชน การศกษาของ Burns (1978), Gardner (1987) ตอมาในระยะหลงจงเรมมความชดเจนขน เหนไดจากงานของ Sergiovanni (1992) ทกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม โดยใชค าวา Moral Leadership ในหนงสอทจดพมพโดย Jossey-Bass (1992) ในชวงตอมา การศกษาเกยวกบภาวะผน าเชงคณธรรม เรมมการพดถงมากขน เชน งานเขยนของ Coles (2002) ทน าเสนอแนวคดเกยวกบ Moral Leadership วาเปนสงทแตกตางของการพฒนาจรยธรรมซงมผลกระทบกบคนทกคน น าเสนอแนวคดภาวะผน าเชงคณธรรม โดยมไดกลาวถงทฤษฎทางจตวทยาแตน าเสนอในเชงเลาและบรรยายเกยวกบชวตและเหตการณ ผานบทสนทนาทสะทอนสาระเกยวกบภาวะผน าเชงคณธรรม ตอมา Fullan (2003) ไดกลาวไวในหนงสอ The Moral Imperative of School Leadership ทกลาวถงบทบาทของผบรหารโรงเรยน (Principal) ในการน าไปสการเปลยนแปลงอยางเปนระบบ เชนเดยวกบ Pellicer (2003) ไดกลาวไวในหนงสอ Caring Enough to Lead: How Reflective Thought Leader To Moaral Leadership ไดกลาวถงแนวคดและความเขาใจโดยยกตวอยางมโนทศนทส าคญเกยวกบภาวะผน า (Vital Concepts of Leadership) และน าไปสแนวทางในการปรบปรงโรงเรยนโดยการใชภาวะผน าของผบรหารโรงเรยน (How a School can be Transform by Your Leadership) ตามแนวคดของ Burns (1978) ทกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมวาเปรยบเสมอนการเปลยนสภาพ (Transformation) ทงผน าและผตาม ตามกระบวนการของภาวะผน าเชงการเปลยนแปลง (Transformational Leadership) ในทายทสดจะน ามาซงคณธรรมในการยกระดบความประพฤต (Conduct) และการดลใจทางจรยธรรม (Ethical Aspiration) ของผน า นอกจากน พลวตร (Dynamic) ของภาวะผน าเชงคณธรรม จะท าใหทงผน าและผตามบรรลถงผลส าเรจสงสด และเกดการยอมรบ ชมชม และพงพาอาศยซงกนและกน ซงสอดคลองกบ Gardner (1987) กลาวถงเปาหมายของภาวะผน าเชงคณธรรมเกยวของกบคนทงหมด มใชสงของ ผน าควรเชอถอในคน เอาใจใสในสทธและศกยภาพของคน (Human Potential) สรางระบบกลม (Build Community) ใชการ

Page 16: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

4

น าแบบประสานความรวมมอ (Share Leadership) น าผอนไปสการยอมรบในความรบผดชอบ (Lead Others to Accept Responsibility) และเรมตนการฝกปฏบตดวยตนเองกอนการน า ( to Exercise Initiative) เปาหมายเชงคณธรรมทงหมดขางตนจะประกอบขนเปนภาวะผน าเชงคณธรรม (Elements of Moral Leadership) Holdaway (2013) ใหทศนะวา ภาวะผน าเปนทงศาสตรและศลป ในกรณทเปนศลป (Art) นนเปนเพราะภาวะผน าตองการความเกยวพนอยตลอดเวลา ตองการเปลยนแปลงและตองการการรเรมสรางสรรค ยดมนในสงทถกตองชอบธรรม (Integrity) เชนเดยวกบ Jenkin (2013) ไดใหขอเสนอแนะแนวทางการเปนผน าทดส าหรบสถานศกษา ตองมคณธรรม (Morality) นาเชอถอ (Trustworthiness) มพนธะกบสงทพด ท าใหเปนจรง และมความซอสตย (Honesty) เชนเดยวกบ Daum (2013) ไดใหขอเสนอแนะลกษณะพเศษ 10 ประการส าหรบทงผน าและผตาม ดงนคอ 1) ใฝฝน ทะเยอทะยาน (Ambition) 2) อดทน (Patience) 3) ถอมตว (Humility) 4) อารมณขน (Humor) 5) วสยทศน (Vision) 6) ปฏบตตามมาตรฐาน (Compliance) 7) อดกลน ใจกวาง (Tolerance) 8) กลาหาญ (Courage) 9) รบผดชอบ (Accountability) 10) กตญญรคณคา (Gratitude) ซงสอดคลองกบแนวคดของ Wong (1998) ไดกลาวถงการบรหารจดการในโรงเรยนโดยกระบวนการของการบรหารโดยใชโรงเรยนเปนฐาน (School base Management) ทแสดงคณลกษณะของภาวะผน าวา ควรมทกษะเชงเทคนคและเชงความร ความคด คอ มความรในวชาชพ มความสามารถในการบรหารและการจดการองคกร มความสามารถในการก าหนดนโยบายทดและน าไปสผลส าเรจ มทกษะในการมอบหมายงานและแตงตงผปฏบตงาน มทกษะในการเรยนรและเขาใจในปญหาของวชาชพคร โดยเฉพาะอยางยงปญหาของครรนใหมทขาดประสบการณ และใหขอแนะน าในการปฏบตงาน มความสามารถในการสรางความสมพนธทดกบทมงาน และไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม เปนคณลกษณะทอยในระดบสงสดของความตองการความชอบธรรม (Righteousness) ภาวะผน ามผลอยางมากตอการสงเสรมคณธรรมจรยธรรมในองคกร นบตงแตการชน าแนวทางทถกตอง เหมาะสมทองคกรจะกาวตอไปขางหนา การวางแผน หรอการก าหนดโครงการตางๆ ทจะสงเสรมใหบคคลในองคกรมพฤตกรรมทดงาม การสงเสรมสนบสนนทรพยากรดานตางๆ ตลอดไปจนกระทงถงการวางตวเปนแบบอยางทดใหกบบคคลอนๆ ไดประพฤตปฏบตตาม ผน าทมคณธรรมจรยธรรม จะตองยดมนในหลกการและความถกตองดงาม น าหลกคณธรรมมาใชในการบรหารและการตดสนใจอยางสม าเสมอ ซงตองมการฝกฝนตนเองดวยการยดหลกการทด มาเปนหลกในการด าเนนชวต (ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน, 2552) เชนเดยวกบจ าเรญรตน เจอจนทร (2537) อางถง Aristotle ทกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมวาประกอบดวย 7 ประการ ดงน คอ 1) ความยตธรรม 2) ความกลาหาญ 3) ความมสตและมนคงทางอารมณ 4) ความโอบออมอาร 5)

Page 17: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

5

มเกยรตยศชอเสยง 6) มความเหนอกเหนใจ และ 7) มวาจาสตย และยงไดแยกแยะแหลงทเกดของคณธรรมวาเปนคณธรรมอนเกดจากปญญา และคณธรรมอนเกดจากศลธรรมและจรยธรรมวา คณธรรมอนเกดจากปญญา เปนคณธรรมในระดบปจเจกบคคล กลาวคอ ผทมสตปญญามกจะสามารถพฒนาจรยธรรมไดดวยหลกของการคดไตรตรอง สวนคณธรรมอนเกดจากศลธรรมและจรยธรรมนน เปนคณธรรมทเกดจากการปฏบตจรงดวยการเรยนรจากการอยรวมกน เปนการแสดงพฤตกรรมทถกตองซงน าไปสสภาวะของความเปนสข จากรายงานการฝกอบรมหลกสตรการพฒนาคณธรรม จรยธรรม ส าหรบผบรหาร: ภาวะผน าเชงจรยธรรม พบวา ผบรหารระดบสงทเขารวมหลกสตรการพฒนาคณธรรมและจรยธรรมตระหนกถงบทบาทและความส าคญของตนในฐานะทเปนผน าเชงคณธรรมและจรยธรรม โดยเนนตงแตบทบาทและความรบผดชอบของตนเองทจะตองเปนตนแบบและบรหารงานอยางมคณธรรม จรยธรรมรวมทงมงเนนใหผบรหารระดบสงไดพจารณาถงกลยทธ และวธการในการสรางและพฒนาหนวยงาน รวมท งการพฒนาจงใจใหผปฏบตงานสรางสรรคผลงานอยางมคณธรรม จรยธรรม มาตรฐานคณธรรมและจรยธรรมของนกบรหารในการประกอบอาชพทางการศกษา ผ ประกอบอาชพจ าเปนตองเปนผทมความรบผดชอบสง มจตส านกในการปฏบตหนาทเพอการพฒนาประชาชนใหเปนผทมความรความสามารถในการด ารงชวตและประกอบสมมาอาชพเพอการเปนพลเมองทดของประเทศชาต ผประกอบอาชพทางการศกษาจงตองเปนผทสามารถปฏบตตนใหเปนแบบอยางทดตอสงคมดวยการเปนผททรงไวซงความมคณธรรมและจรยธรรมเปนหลกในการครองตน ครองคนและครองงาน เปนผน าเชงคณธรรม จรยธรรม และปฏบตตนเปนแบบอยางทด ปฏบตตนตามจรรยาบรรณของวชาชพผบรหารสถานศกษา สงเสรมและพฒนาใหผรวมงานมคณธรรมและจรยธรรมทเหมาะสม (ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน, 2552) ดวยเหตผลและความส าคญดงกลาว การพฒนาภาวะผน าเชงคณธรรมของผบรหารสถานศกษาในสถานศกษา สงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน กระทรวงศกษาธการ จงมความส าคญอยางมากในอนทจะชวยเสรมสรางใหผบรหารสถานศกษามภาวะผน าเชงคณธรรมซงจะยงประโยชนตอการพฒนาคณภาพการศกษาในยคปจจบนและสอดคลองกบแผนพฒนาการศกษาแหงชาต พ.ศ. 2545-2559 และแผนการศกษาแหงชาตฉบบปรบปรง (พ.ศ. 2552-2559) ดงนนผวจยจงสนใจทจะศกษาการพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงเปนการศกษาคนควาจากทฤษฎไปสการสรางโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางทผวจยสามารถตรวจสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชทพฒนาขนจากทฤษฎและงานวจยกบขอมลเชงประจกษ ซงหากพบวาโมเดลทผวจ ยพฒนาขนมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษตามเกณฑทก าหนด กสามารถน าตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรม

Page 18: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

6

ส าหรบผบรหารสถานศกษาตามโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางทไดจากการวจยไปใชเปนแนวทางในการวางแผนหรอสรางเกณฑประเมนภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานเพอการพฒนาผบรหารสถานศกษาไดอยางสอดคลองกบสภาพปจจบน ซงจะชวยสงเสรมประสทธภาพการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาทจะสงผลตอการการพฒนาการศกษาทมคณภาพ นอกจากนสถานศกษาขนพนฐาน ส านกงานเขตพนทการศกษา และส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน หรอหนวยงานทเกยวของกบการพฒนาคร สามารถน าโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาทเปนผลจากการวจยไปใชเปนประโยชนในดานการตดตามภารกจ (Monitoring) เพอใชประกอบการตดสนใจ และใชประโยชนในดานการประเมนผล (Evaluation) การด าเนนงานวาบรรลวตถประสงคทตงไวมากนอยเพยงใดได ตามทศนะของ นงลกษณ วรชชย (2545) ทวาโมเดลทไดรบทดสอบแลวจะมคณสมบตความสามารถในการยอขอมล (Data Reduction) อยในรปแบบทงายตอการน าไปใชประโยชน ลดความซ าซอนของขอมล เปนการจดการขอมลอยางสรป ท าใหสามารถน าไปใชประโยชนในการด าเนนงานขององคการไดอยางมประสทธภาพและมประสทธผลตอไป

1.2 ค ำถำมกำรวจย โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทผวจยพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษหรอไม โดยมค าถามการวจยยอยดงตอไปน

2.1 ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนมความเหมาะสมตามเกณฑทก าหนดหรอไม?

2.2 ผลการทดสอบโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษหรอไม?

2.3 คาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานเปนไปตามเกณฑทก าหนดหรอไม?

1.3 วตถประสงคของกำรวจย เพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชง

คณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ โดยมวตถประสงคยอย ดงน

Page 19: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

7

3.1 เพอศกษาความเหมาะสมของตวบงชภาวะผ น าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานเพอคดสรรไวในโมเดลความสมพนธเชงโครงสราง

3.2 เพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ

3.3 เพอตรวจสอบคาน าหนกองคประกอบขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

1.4 สมมตฐำนของกำรวจย โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชทใชในการวจยนสรางและพฒนาขนโดยใช

นยามเชงประจกษ (Empirical Definition) ทนกวจยก าหนดตวแปรยอยและวธการรวมตวแปรยอยโดยมทฤษฎและงานวจยเปนพนฐาน แลวก าหนดน าหนกของตวแปรยอยโดยการวเคราะหขอมลเชงประจกษ เปนวธทมผนยมใชกนมาก (นงลกษณ วรชชย, 2545) เพราะเปนการวจยทยดถอทฤษฎประจกษนยม (Empiricism) เปนวธวทยาศาสตร (Scientific Approach) จงมความนาเชอถอกวาวธใชนยามเชงปฏบต (Pragmatic Definition) และวธใชนยามเชงทฤษฎ (Theoretical Definition) (วโรจน สารรตนะ, 2558) ซงผวจยไดศกษาทฤษฎและผลงานวจยอยางหนกแนนจากหลากหลายแหลงเพอการสงเคราะห ทงในระดบองคประกอบหลก องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ และตวบงช ดงผลการศกษาเอกสารและงานวจยทเกยวของ พรอมไดตระหนกถงความมคณภาพตามหลก Max-Min-Con ในระเบยบวธวจย ทงกรณการก าหนดขนาดกลมตวอยาง การสมกลมตวอยาง การสรางและพฒนาคณภาพเครองมอ การเกบรวบรวมขอมล และการใชสถตทเหมาะสม

นอกจากนน จากการศกษาผลงานวจยทมวตถประสงคเพอทดสอบโมเดลในเนอหาคลายคลงกน พบวา ผลงานวจยเปนไปตามสมมตฐานการวจย เชน ผลงานวจยเรอง “การพฒนาตวบงชภาวะผน าการเปลยนแปลงของผบรหารมหาวทยาลยเอกชน ในประเทศไทย” ของ ชวน ออนละออ (2553) เรอง “การพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงจรยธรรมของผบรหารสถานศกษา สงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน” ของ สเทพ ปาลสาร (2555) และเรอง “การพฒนาตวบงชภาวะผน าแบบใฝบรการของผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน” ของ ปองภพ ภจอมจตร (2557) ดงนน ผวจยจงก าหนดสมมตฐานการวจยเพอคาดคะเนค าตอบจากผลการวจย ดงน 1.4.1 ตวบงชทใชในการวจยมความเหมาะสมส าหรบโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน โดยมคาเฉลยเทากบหรอสงกวา 3.00 และมคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20%

Page 20: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

8

1.4.2 โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยนมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษ โดยคาไควสแควไมมนยส าคญหรอคา P สงกวา 0.05 คา GFI และคา AGFI สงกวา 0.90 และคา RMSEA นอยกวา 0.05 1.4.3 คาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก มคาเทากบหรอสงกวา 0.70 และคาน าหนกองคประกอบ ขององคประกอบยอยและตวบงช มคาเทากบหรอสงกวา 0.30

1.5 ขอบเขตของกำรวจย 1.5.1 ประชากรและกลมตวอยางทใชในการวจยครงนไดแก ผบรหารสถานศกษา สงกด

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน กระทรวงศกษาธการ ปการศกษา 2558 จ านวน 30,719 คน และขนาดกลมตวอยางจ านวน 740 คน

1.5.2 องคประกอบหลกและองคประกอบยอยของภาวะผน าเชงคณธรรมของผบรหารสถานศกษาทเปนผลจากการศกษาทฤษฎและงานวจย ก าหนดเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในครงน มดงน 1.5.2.1 องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role Model) ประกอบดวย 4 องคประกอบยอย คอ ความนอบนอม (Humility) ความไมเหนแกตว (Altruism) ความฉลาดทางอารมณ (Emotion Intelligence) การอทศตน (Commitment) 1.5.2.2 องคประกอบของความยตธรรม (Justice) ประกอบดวย 3 องคประกอบยอย คอความเทยงธรรม (Rectitude) ความชอบดวยเหตผล (Fairness) ความถกตอง (Rightness) 1.5.2.3 องคประกอบของความซอสตย (Honesty) ประกอบดวย 3 องคประกอบยอย คอ การเปดเผยความจรง (Truthfulness) การรกษาสญญา (Promise Keeping) การเคารพผ อน (Respect for the Individual) 1.5.2.4 องคประกอบของความเมตตา (Kindness) ประกอบดวย 4 องคประกอบยอย คอความปรารถนาด (Goodwill) ความหวงใยผ อน (Caring for Others) ความเออเฟอเผอแผ (Generousness) ความเหนอกเหนใจ (Empathy)

1.6 นยำมศพทเฉพำะ การวจยครงนไดก าหนดนยามศพทเฉพาะทส าคญไว ดงตอไปน 6.1 สถานศกษาขนพนฐาน (Basic Education School) หมายถง โรงเรยนทจดการศกษา

ขนพนฐาน สงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน กระทรวงศกษาธการ

Page 21: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

9

1.6.2 ผบรหารสถานศกษา หมายถง ผทปฏบตหนาทบรหารจดการศกษาในโรงเรยนสงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน กระทรวงศกษาธการ ปการศกษา 2558

1.6.3 การสรางและพฒนาตวบงช หมายถง กระบวนการเพอใหไดมาซงสารสนเทศทใชบงบอกถงภาวะผน าเชงคณธรรม โดยการรวมองคประกอบของเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role Model) ความยตธรรม (Justice) ความซอสตย (Honesty) และความเมตตา (Kindness)

1.6.4 ภาวะผน าเชงคณธรรม หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาในสถานศกษาขนพนฐานทวดไดจากพฤตกรรม การเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role Model) ความยตธรรม (Justice) ความซอสตย (Honesty) และความเมตตา (Kindness)

1.6.4.1 การเปนแบบอยางดานคณธรรม หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษา ในสถานศกษาขนพนฐานทวดไดจากพฤตกรรมความนอบนอม (Humility) ความไมเหนแกตว (Altruism) ความฉลาดทางอารมณ (Emotion Intelligence) และการอทศตน (Commitment) โดยแตละองคประกอบ มนยามศพทเฉพาะดงน

1.6.4.1 .1 ความนอบนอม หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการรจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส การรจกแสดงความเคารพผใหญกวา การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม การมจตใจออนโยน การมองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง 1.6.4.1.2 ความไมเหนแกตว หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานในการสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม และ การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน 1.6.4.1.3 ความฉลาดทางอารมณ หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการตระหนกถงความรสกความคดและอารมณของตนเองและผอน ความสามารถจดการควบคมอารมณ การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข 1.6.4.1.4 การอทศตน หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการประพฤตตนในการมความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม ยดมนในเปาหมายการท างาน มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน มความกระตอรอรนในการท างาน มความ

Page 22: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

10

เพยรพยายามและมงมนต งใจในการท างาน กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพในการปฏบตงาน

1.6.4.2 ความยตธรรม (Justice) หมายถง พฤตกรรมของผบรหารสถานศกษาในสถานศกษาขนพนฐานทสงเกตไดจากพฤตกรรมความเทยงธรรม (Rectitude) ความชอบดวยเหตผล (Fairness) และความถกตอง (Rightness) โดยแตละองคประกอบ มนยามศพทเฉพาะดงน

1.6.4.2.1 ความเทยงธรรม หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต และไมเลอกปฏบตการบรการทใหความเสมอภาค

1.6.4.2.2 ความชอบดวยเหตผล หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนบนฐานขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล และ มการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล 1.6.4.2.3 ความถกตอง หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาทแสดงออกถงการพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา และการไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง 1.6.4.3 ความซอสตย (Honesty) หมายถง พฤตกรรมของผบรหารสถานศกษาในสถานศกษาขนพนฐานทสงเกตไดจากพฤตกรรมการเปดเผยความจรง (Truthfulness) การรกษาสญญา (Promise Keeping) และการเคารพผอน (Respect for the Individual) โดยแตละองคประกอบ มนยามศพทเฉพาะดงน 1.6.4.3.1 การเปดเผยความจรง หมายถง พฤตกรรมทแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการบอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได และการใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช

1.6.4.3.2 การรกษาสญญา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดดงออกถงการคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขน

Page 23: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

11

ไป โดยการไมโกหก ไมหลอกลวง การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด และการปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ

1.6.4.3.3 การเคารพผ อน หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการแสดงออกอยางสภาพ การเปนมตรตอผอน การไมใหรายผอน และการกลาทจะรบความจรง

1.6.4.4 ความเมตตา (Kindness) หมายถง พฤตกรรมของผบรหารสถานศกษาในสถานศกษาขนพนฐานทสงเกตไดจากพฤตกรรมความปรารถนาด (Goodwill) ความหวงใยผอน (Caring for Others) ความเออเฟอเผอแผ (Generousness) และความเหนอกเหนใจ (Empathy) โดยแตละองคประกอบ มนยามศพทเฉพาะดงน 1.6.4.4.1 ความปรารถนาด หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยเหลอแนะน าตกเตอน และหามปรามใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

1.6.4.4.2 ความหวงใยผ อน หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถง ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน ใหความใสใจกบผอน การใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน 1.6.4.4.3 ความเออเฟอเผอแผ หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน การมน าใจแบงปนสงตางๆใหแกผอน การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน และการเสยสละสขและผลประโยชนสวนตนเพอสวนรวม 1.6.4.4.4 ความเหนอกเหนใจ หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน การรจกเอาใจเขามาใสใจเรา การคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทางและการตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพด บงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน

Page 24: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

12

1.7 ประโยชนทคำดวำจะไดรบจำกกำรวจย 1.7.1 ประโยชนทคำดวำจะไดรบในเชงวชำกำร 1.7.1.1 หากผลการทดสอบพบวาโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษจะชวยใหไดองคความรใหมทมความเหมาะสมสอดคลองกบบรบทสงคมไทย ทสามารถน าไปเปนแหลงอางองเพอการวจยตอเนองหรอพฒนาใหสมบรณใหดยงขนตอไปในอนาคต และสามารถน าไปใชเพอการวจยประเภทอนตอไปได เชน การสรางโมเดลสมการโครงสราง การวจยและพฒนา หรอการวจยเชงปฏบตการ เปนตน 1.7.1.2 หากผลการทดสอบพบวาโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษ จะชวยใหเกดคณสมบตในการยอขอมล (Data Reduction) อยในรปแบบทงายตอการน าไปใชประโยชน ลดความซ าซอนของขอมล เปนการจดขอมลอยางสรป ท าใหองคการสามารถน าไปใชตดตาม ทบทวน และตดสนใจตอการด าเนนงานขององคการได และมคณสมบตทสามารถน าไปใชไดกบทกระดบ ไมวาจะเปนองคการระดบประเทศ หรอในหนวยงานยอย 1.7.2 ประโยชนทคำดวำจะไดรบในกำรประยกตใช 1.7.2.1 จากการวจยในครงนจะท าใหไดโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานในสถานศกษาขนพนฐานทไดรบการยนยนดวยกระบวนการวจย ทสามารถน าไปใชเปนแนวทางในการวางแผนหรอสรางเกณฑประเมนภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษา ในสถานศกษาขนพนฐานเพอก าหนดจดเดนจดดอยในการพฒนาบคลากรไดอยางสอดคลองกบปญหา เพอชวยลดปญหาความไมมคณภาพของผบรหารสถานศกษาได 1.7.2.2 สถานศกษาข นพนฐาน ส านกงานเขตพนทการศกษา และส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน หรอหนวยงานทเกยวของกบการพฒนาบคลากร สามารถน าโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานในสถานศกษาขนพนฐานทเปนผลจากการวจยไปใชเปนประโยชนในดานการตดตามภารกจ (Monitoring) เพอใชประกอบการตดสนใจ และการประเมนผล (Evaluation) การด าเนนงานวาบรรลวตถประสงคทตงไวมากนอยเพยงใด

Page 25: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บทท 2 เอกสารและงานวจยทเกยวของ

การศกษาเอกสารและงานวจยทเกยวของ ในบทท 2 น มจดมงหมายเพอก าหนดโมเดลความสมพนธโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เพอใชเปนโมเดลการวจยหรอโมเดลสมมตฐานเพอก ารทดสอบดวยขอมลเชงประจกษ ตามวตถประสงคหลกของการวจยทกลาวไวในบทท 1 โดยมหวขอตาง ๆ ดงน คอ 1. องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม 2. องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของแตละองคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม 3. โมเดลสมมตฐานภาวะผน าเชงคณธรรมเพอการวจย

2.1 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม การศกษาเอกสารและงานวจยทเกยวของกบองคประกอบภาวะผน าเชงคณธรรมในทน

ผวจยศกษาจากทศนะหรอจากผลงานวจยของนกวชาการในชวงปลายทศวรรษ 1970 เปนตนมาจนถงชวงปลายทศวรรษ 2000 ตามล าดบ ดงน 2.1.1 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากการพฒนากรอบแนวคดของ Burns Burns (1978) กลาวถงลกษณะส าคญของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 2 ขอ คอ 1) การยกระดบความประพฤต (Conduct) หมายถง การประพฤตในศลธรรม เปนผประพฤตตามหลกศาสนา ยดและปฏบตตนอยในศลธรรม และ 2) การดลใจทางจรยธรรม (Ethical Aspiration) พลวตรของภาวะผน าเชงคณธรรม จะท าใหทงผน าและผตามบรรลถงผลส าเรจสงสดและเกดการยอมรบ ชมชม และพ งพาอาศยซงกนและกน การสงเสรมใหครและนกเรยนมคณลกษณะเชงคณธรรม 2.1.2 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากการพฒนากรอบแนวคดของ Kohlberg Kohlberg (1981) กลาวถงลกษณะส าคญของผทมภาวะผน าเชงคณธรรม จะยดความถกตองเปนการแสดงการกระท าทเปนไปตามขอตกลงและยอมรบกนของผทมจตใจสง โดยจะตองน าเอากฎเกณฑของสงคม กฎหมาย ศาสนา และความคดเหนของบคคลรอบดานมารวมพจารณาความเหมาะสมดวยใจเปนกลาง เขาใจในสทธของตนและของผอน สามารถควบคตนเองได มความภาคภมใจเมอท าดและละอายในตนเองเมอท าชว เหนความส าคญของสวนรวม มหลกธรรมประจ า

Page 26: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

14

ใจของตนเอง มความเกลยดกลวความชว เลอมใสศรทธาในความดงาม สามารถสรปเปนองคประกอบหลกของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 3 องคประกอบ คอ 1) ความยตธรรม (Justice) 2) ความเสมอภาค (Equty) และ 3) การยอมรบนบถอในเสรภาพ (Respect for Liberty) 2.1.3 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากการพฒนากรอบแนวคดของ Gardner Gardner (1987) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 4 องคปะกอบ คอ 1) การเชอถอในคน 2) การเอาใจใสในสทธและศกยภาพของคน 3) การประสานความรวมมอ สงเสรมสนบสนนใหมการท างานเปนทมใชหลกการใสวนรวม และ 4) การน าผอนไปสการยอมรบในความรบผดชอบ (Lead Other to Accept Responsibility) แสดงใหเหนเปนแบบอยางในการสรางความรบผดชอบในการท างานเพอสรางความไววางใจใหเกดขนภายในองคกร 2.1.4 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากการพฒนากรอบแนวคดของ Covey Covey (1991) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 7 ประการ ดงน คอ 1) การมสจจะ ตองพดความจรง (Truth) 2) มความซอสตยสจรต (Honesty) ประพฤตตรงทงตอหนาท ตอวชาชพ ตรงตอเวลา ไมใชเลหกล คดโกงทงทางตรงและทางออม รบรหนาทของตนเองและปฏบตอยางเตมทถกตอง 3) มความรบผดชอบในหนาท (Sense of Duty) 4) มความอดกลน (Patience) 5) มความเปนธรรม (Fair Play) 6) มความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for Other) และ 7) มความเมตตา ( Kindness) 2.1.5 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Sergiovanni Sergiovanni (1992) กลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมตองเรมจากตวผน าทมคณธรรม(Moral Leadership begins Moral Leaders) มอย 2 นย คอ นยแรก ผน าตองสนใจความรสกของผ ตามในดานความชอบธรรม พนธะทตองปฏบตและสรางแรงจงใจทดในการปฏบตงาน นยทสอง คอ ผน าตองสรางความรสกของความชอบธรรม พนธะทตองปฏบตและสงทดงามในตวของผน าเองดวย หากปราศจากคณลกษณะสองประการ กยากทจะกอใหเกดแรงจงใจในการน าและการตามอยางมคณธรรมได ซงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 3 องคประกอบคอ 1)ความเอออาทร 2) ความหวงใย และ3) ความเหนอกเหนใจ 2.1.6 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Draft Draft (2001) ไดใหทศนะวา การบรหารองคการ ผบรหารทดควรจะใชการบรหารจดการทเนนการใหบรการแกผอยใตบงคบบญชามากกวาการใชอ านาจ ผบรหารทดควรสงเสรมใหผใตบงคบบญชาไดมสวนรวมคดรวมท าและรวมรบผดชอบ พฒนาผใตบงคบบญชาใหมภาวะผน า และไดกลาวถงลกษณะส าคญของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 8 ขอ คอ 1) การเปดโอกาสใหผใตบงคบบญชามสวนรวมในการบรหารจดการองคการ 2) การยอมรบและเหนคณคาของผอย

Page 27: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

15

ใตบงคบบญชา 3) การกระจายอ านาจใหกบผใตบงคบบญชา 4) การสรางความแขงแกรงใหองคกรดวยการสรางทมงานทมประสทธภาพ 5) แยกเรองงานออกจากเรองสวนตว 6) รบฟงความคดเหนของผอนกอนตดสนใจ 7) สรางความศรทธาและเชอมนโดยท าตวใหนาศรทธานาเชอถอ และ 8) สงเสรมและชวยเหลอผใตบงคบบญชาใหพฒนาตนเองเสมอ 2.1.7 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Bell Bell (2001) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 4 องคประกอบ คอ 1) การมวสยทศน ในการสรางภาพอนาคตขององคกรทเกดจากความรวมแรงรวมใจของทกคนทเกยวของ 2) การใหความเคารพ มความคาดหวง สนบสนนและท างานเพอบรรลเปาหมาย 3) ใชหลกการบรหารแบบกระจายอ านาจ ใหทกคนไดมสวนรวมในการบรหารจดการองคกรอยางเหมาะสม และ 4) เปนผน าทมคณธรรม สงเสรมใหครและนกเรยนมคณลกษณะเชงคณธรรม 2.1.8 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Nancy Nancy (2001) ท าการวจยเชงคณภาพ โดยการศกษาจากเอกสารทมผท าการศกษาเกยวกบภาวะผน าเชงคณธรรม จ านวน 6 ทาน แลวน ามาวเคราะหเชงเนอหา พบวา องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 3 องคประกอบ คอ 1) การพดและท าในสงทถกตอง ท าตนเปนแบบอยางทด การปฏบตตน ทางกาย วาจา จตใจ ทตรงไปตรงมา 2) มความออนนอมถอมตน และ3) มความยตธรรม ยดหลกความถกตองไมล าเอยง 2.1.9 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Moorhouse Moorhouse (2002) กลาวถง ลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 14 ดาน คอ 1) เปนผมความซอสตย 2) เปนผมพฤตกรรมตามหลกศาสนา 3) เปนผเชอถอไดตรงไปตรงมา 4) เปนผมความเปนธรรม 5) เปนผทมบคลกนาเกรงขาม 6) เปนผทพงพาอาศยได 7) เปนผทหวงใยสวสดภาพของเพอนรวมงาน 8) เปนผรจกเรยนรจากสงผดพลาด 9) เปนผทมความมงมนบรการ 10) เปนผไมมอคต 11) เปนผเฉลยวฉลาด 12) เปนผทเสยสละเพอผอน 13) เปนผรกษาวนย และ 14) เปนผทรกษาความลบของเพอรวมงาน

2.1.10 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Fullan Fullan (2003) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ตองมความสามารถและทกษะเฉพาะอยางยง ประกอบดวย 6 องคประกอบ คอ 1) การจดการกบอารมณของตนเอง ควบคมอารมณตนเองได มความฉลาดทางอารมณ 2) ยดความถกตองเปนหลก 3) มวสยทศน 4) มศลปะในการใหค าปรกษา 5) สงเสรมความสามคคใหเกดขนในองคกร และ 6) ยดและปฏบตตนอยในศลธรรม

Page 28: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

16

2.1.11 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ National Policy Board for Educational Administration National Policy Board for Educational Administration (2004) ได เสนอเกณฑในการพจารณาภาวะผน าทมประสทธผลวาควรประกอบดวยเกณฑมาตรฐาน ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ซงผบรหารนนควรมการปฏบตตามคณธรรม ปฏบตอยางยตธรรม และปฏบตตามจรยธรรม รายละเอยดดงน คอ 1) การปฏบตตามคณธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าใหบคคลอนเชอมนศรทธา ใหเกยรตตอผอนดวยความจรงใจ 2) ปฏบตอยางยตธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม 3) ปฏบตตามจรยธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการตดสนใจบนพนฐานของจรยธรรมและใชหลกการบรหารอยางถกตอง 2.1.12 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Pijianowski Pijianowski (2007) กลาวถงลกษณะส าคญของภาวะผน าเชงคณธรรมมความส าคญอยางยงและมความจ าเปนทผบรหารควรมในการบรหารจดการศกษา ซงจะท าใหการจดการศกษาในสถานศกษามประสทธภาพสง ประกอบดวย 3 องคประกอบ คอ 1) การมวสยทศน 2) การยดมนในสงทถกตอง ความตรงไปตรงมา และ 3) การเคารพตนเองและผอน 2.1.13 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Paul Paul (2013) ไดศกษาเกยวกบภาวะผน าเชงคณธรรม: รปแบบผน าทางการศกษาในยคศตวรรษท 21 พบวาคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 5 องคประกอบ คอ 1) การสรางบรรยากาศในการท างาน สรางวฒนธรรมและชมชนใหมคณคา 2) ท ามากกวาพด 3) มสตและมความตงใจในการท างาน และมงเปาหมายไปทผเรยน 4) เปนแบบอยางดายคณธรรมและจรยธรรม และ5) ท าในสงทถกตอง 2.1.14 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมจากแนวคดของ Paul Paul (2013) ไดศกษา ภาวะผน าเชงคณธรรม เกยวกบโมเดลส าหรบผน าทางการศกษาในศตวรรษท 21 มหาวทยาลยฟลอรดา ใหทศนะวา ผน าทางการศกษาจะมบทบาททงเปนผสอน เปนคร เปนทปรกษาซงจะตองมการใหค าปรกษาแนะน า การแลกเปลยนเรยนร การสอน การน าในโรงเรยน และไดกลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 3 องคประกอบหลกคอ 1) ความถกตองและยตธรรม 2) ความสมดล และ 3) การคดอยางเปนระบบ

Page 29: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

17

2.1.15 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมตามทศนะของส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) ไดก าหนดเกณฑคดเลอกผบรหารตนแบบเพอการปฏรปการเรยนรไว 3 เกณฑ ซงใน 3 เกณฑนนไดกลาวถงถงภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 5 ดาน ดงน 1) การอทศตนใหกบการปฏบตงานอยางตอเนอง 2) มเมตตา กรณา มความรบผดชอบ ยตธรรม ซอสตย 3) การครองตนทด ไมเกยวของกบอบายมข 4) ไดรบการยอมรบ ไดรบความศรทธาดานคณธรรม 5) ใชระบบคณธรรมในการบรหารจดการ

2.1.16 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมตามทศนะของนคม นาคอาย นคม นาคอาย (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม การน าอยางมจรยธรรม คอการ

ยดหลกธรรมเปนพนฐาน มเมตตากรณาตอผตาม ยตธรรม มเหตผล วางตวเปนกลาง รกและหวงใยตอผรวมงาน ปฏบตตนเปนแบบอยางทด ซอสตยตอตนเองและหนวยงาน มองโลกในแงด 2.1.17 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมตามทศนะของส านกงานสภาการศกษา ส านกงานสภาการศกษา (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม คอประกอบดวย 6 องคประกอบ ดงนคอ 1) ความยตธรรม 2) ความกตญญ 3) ความเมตตา ความรกใครปรารถนาดอยากใหคนอนมความสข และคดท าประโยชนแกผอน 4) ความกรณา ความสงสาร ปรารถนาใหผอนพนทกขและชวยใหพนทกข 5) ความมฑตา การแสดงความยนดกบผอนเมอพบกบความสขความเจรญงอกงาม และ 6) ความอเบกขา การวางใจเปนกลาง ทจะด ารงอยในธรรมตามทพจารณาเหนดวยปญญา มจตเรยบตรงเทยงธรรม ไมเอนเอยงดวยรกและชง สมควรแกเหตอนตนประกอบ พรอมทจะวนจฉยและปฏบตไปตามธรรม รวมทงรจกวางเฉยสงบใจมองด เมอไมมกจทควรท า 2.1.18 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมตามทศนะของส านกงานคณะกรรมการ ขาราชการพลเรอน ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2555) กลาวถงมาตรฐานทางจรยธรรมขาราชการพลเรอน ในประเดนของสถานการณดานคณธรรม จรยธรรมในสงคมไทยและสงคมโลก เกยวของกบภาวะผน าเชงคณธรรม ประกอบดวย 5 องคประกอบ ดงน คอ 1) ยดมนและยนหยดท าในสงทถกตอง (Moral Courange) หมายถง การยดมนในความถกตองดงาม ชอบธรรม มความเสยสละ พรอมทจะเปลยนแปลงเพอการพฒนา ยกหลกวชาและจรรยาบรรณวชาชพ ไมยอมโอนออนตามอทธพลใด ๆ 2) ซอสตยและมความรบผดชอบ (Integrity and Responsibility) หมายถง การปฏบตหนาทอยางตรงไปตรงมา แยกเรองสวนตวออกจากหนาทการงาน มความรบผดชอบตอการปฏบตงานในหนาทตอประชาชน ตอผลการปฏบตงานขององคกรและตอการพฒนาปรบปรงระบบราชการ 3) โปรงใส ตรวจสอบได (Transparency and Accountability) หมายถง การปรบปรงกลไก

Page 30: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

18

การท างานขององคกรใหมความโปรงใส มวธการใหประชาชนตรวจสอบได เปดเผยขอมลขาวสารภายในขอบเขตของกฎหมาย 4) ไมเลอกปฏบต (Nondiscrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค และถกตอง มความเมตตาและเออเฟอเผอแผ และ 5) มงผลสมฤทธของงาน (Result Orientation) หมายถง การท างานใหแลวเสรจตามก าหนด เกดผลดตอหนวยงานและสวนรวม การใชทรพยากรของทางราชการใหเกดความคมคา 2.1.19 องคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมตามทศนะของส านกงานคณะกรรมการ การศกษาขนพนฐาน ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐานโดยมวตถประสงคเพอประเมนสมรรถนะในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษา ประกอบดวย 3 ดาน ดงน 1) ท าในสงทถกตอง 2) มความซอสตย และ 3) มความรกและเมตตา และยงใหทศนะทเกยวของกบผบรหารสถานศกษาทมคณธรรมนนตองปฏบตในสงทถกตอง ซอสตย สจรต จากผลการศกษาทฤษฎและงานวจยเพอการสงเคราะหก าหนดองคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม (Moral Leadership) จากทศนะและจากผลการศกษาวจยของนกวชาการ 19 แหลงดงกลาวมานน ผวจยพจารณาเหนวาองคประกอบบางตวมความหมายเดยวกน แตนกวชาการเรยกชอตางกน ดงนน เพอใหการน าเอาองคประกอบแสดงในตารางสงเคราะหมความเหมาะสม ผวจ ยจงก าหนดชอองคประกอบทมความหมายเหมอนกนแตเรยกชอแตกตางกนทเปนกลาง (Neutral) ทสะทอนใหเหนถงความหมายเดยวกนและครอบคลมองคประกอบอนทใชชอแตกตางกนนน หรอเลอกใชชอองคประกอบใดองคประกอบหนง ดงน

1. ความยตธรรม (Justice) ไดแก 1) มความยตธรรม 2) มความเปนธรรม 3) ความชอบธรรม 4) ยดมนในความถกตอง 5) เปนผมความเปนธรรม 6) เปนผไมอคต 7) ปฏบตอยางยตธรรม 8) ความถกตองและความยตธรรม

2. เปนแบบอยางดานคณธรรม ไดแก 1) การยกระดบความประพฤต (Coduct) 2) มพฤตกรรมตามหลกศาสนา 3) ยดและปฏบตตนอยในศลธรรม 4) การปฏบตตามจรยธรรม 5) เปนแบบอยางทด และ 6) เปนผน าทมคณธรรมสงเสรมใหครและนกเรยนมคณลกษณะเชงคณธรรม

3. ความเมตตา (Kindness) ไดแก 1) มความเมตตา 2) มความเอออาทร 3) ชวยเหลอสงเสรม 4) รกและหวงใยผอน 5) มความหวงใย 6) มความเหนอกเหนใจ 7) เปนผหวงใยสวสดภาพของเพอนรวมงาน

Page 31: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

19

4. ความซอสตย (Honesty) ไดแก 1) มความซอสตย 2) ยดหลกความถกตองเปนหลก 3) การยดมนในสงทถกตอง 4) ท าในสงทถกตอง

5. การดลใจทางจรยธรรม (Ethical Arpiration)ไดแก 1) ปฏบตตามคณธรรมท าใหบคคลอนเชอมนศรทธา

6. ความเสมอภาค (Equaty) ไดแก 1) ความสมดล 2) วางตวเปนกลาง 3) ไมเลอกปฏบต

7. การยอมรบนบถอในเสรภาพ (Respect for Liberty) ไดแก 1) การเอาใจใสในสทธและศกยภาพของคน 2) การเชอถอในคน 3) การยอมรบและเหนคณคาของผอน 4) การเคารพตนเองและผอน 6) การเชอมนในคน/เหนคณคา

8. ความรบผดชอบ (Responsibility) ไดแก 1) การน าผอนไปสการยอมรบในความรบผดชอบ 2) มความรบผดชอบในหนาท 3) มความตงใจมงมนการท างาน

9. การมสจจะ (Trust) ไดแก 1) พดความจรง 2) การพดและท าในสงทถกตอง 3) เชอถอไดตรงไปตรงมา

10. มความเขาใจผอน ไดแก 1) รจกเอาใจเขามาใสใจเรา 2) รบพงความคดเหนของผอน

11. วสยทศน ไดแก 1) มวสยทศน 2) การมวสยทศน 12. การมงผลสมฤทธในงาน ไดแก มสตและมความเขาใจในการท างานและมง

เปาหมายไปทผเรยนและท ามากกวาพด 13. การประสานความรวมมอ (Cooperation)ไดแก การบรหารแบบมสวนรวม 14. ความอดทน (Patience) ไดแก 1) มความอดกลน 2) ควบคมอารมณตนเองได

จากการก าหนดชอองคประกอบ 14 รายการขางตนและจากองคประกอบทเปนทศนะหรอผลการศกษาวจยของนกวชาการแหลงตางๆ ทมความหมายเฉพาะอนๆ ผวจยไดน ามาแสดงในตารางสงเคราะห 1 โดยองคประกอบเหลานถอวาเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) ทผวจ ยจะพจารณาใชเกณฑเพอก าหนดเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ตอไป

Page 32: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

20

ตารางท 2-1 การสงเคราะหองคประกอบหลกของภาวะผน าเชงคณธรรม

องคประกอบของ ภาวะผน าเชงคณธรรม

Burn (1978)

Kohlberg (1981)

Gardner (1987)

Covey (1991)

Sergiovanni (1992)

Draft (2001)

Bell (2001)

Nancy (2001)

Moorhouse (2002)

Fullan (2003)

NPBEA (2004)

Pijianowski (2007)

Paul (2013)

Paul (2013)

สกช. (2554)

นคม นาคอาย (2550)

สกศ. (2550)

ส.กพ. (2552)

สพฐ. (2553)

2.1.1

2.1.2

2.1.3

2.1.4

2.1.5

2.1.6

2.1.7

2.1.8

2.1.9

2.1.10

2.1.11

2.1.12

2.1.13

2.1.14

2.1.15

2.1.16

2.1.17

2.1.18

2.1.19

รวม

1. ความยตธรรม

√ √

√ √

√ √

√ √

√ √

√ √

14 2. เปนแบบอยางดานคณธรรม

√ √

√ √

7

3. ความเมตตา

√ √

√ √

7 4. ความซอสตย

√ √

√ 6

5. การดลใจทางจรยธรรม √

5 6. ความเสมอภาค

5

7. การยอมรบนบถอ

√ √

4 8. ความรบผดชอบ

3

9. การมสจจะ

√ √

3 10. มความเขาใจผอน

3

11. วสยทศน

3 12. ม งผลสมฤทธในงาน

3

Page 33: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

21

ตารางท 2-1 (ตอ)

องคประกอบของ ภาวะผน าเชงคณธรรม

Burn (1978)

Kohlberg (1981)

Gardner (1987)

Covey (1991)

Sergiovanni (1992)

Draft (2001)

Bell (2001)

Nancy (2001)

Moorhouse (2002)

Fullan (2003)

NPBEA (2004)

Pijianowski (2007)

Paul (2013)

Paul (2013)

สกช. (2554)

นคม นาคอาย (2550)

สกศ. (2550)

ส.กพ. (2552)

สพฐ. (2553)

2.1.1

2.1.2

2.1.3

2.1.4

2.1.5

2.1.6

2.1.7

2.1.8

2.1.9

2.1.10

2.1.11

2.1.12

2.1.13

2.1.14

2.1.15

2.1.16

2.1.17

2.1.18

2.1.19

รวม

13. การประสานความรวมมอมสวนรวม

2 14. มความอดทน

2

15. การกระจายอ านาจ

√ √

2 16. การท างานเปนทม

2

17. รกษาวนย

2 18. สรางบรรยากาศการท างานทมคณคา

2

19. การใหความเคารพเพอบรรลเปาหมาย

1 20. มความออนนอมถอมตน

1

21. เรยนรจากสงทผดพลาด

1 22. มงมนใหบรการ

1

Page 34: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

22

ตารางท 2-1 (ตอ)

องคประกอบของ ภาวะผน าเชงคณธรรม

Burn (1978)

Kohlberg (1981)

Gardner (1987)

Covey (1991)

Sergiovanni (1992)

Draft (2001)

Bell (2001)

Nancy (2001)

Moorhouse (2002)

Fullan (2003)

NPBEA (2004)

Pijianowski (2007)

Paul (2013)

Paul (2013)

สกช. (2554)

นคม นาคอาย (2550)

สกศ. (2550)

ส.กพ. (2552)

สพฐ. (2553)

2.1.1

2.1.2

2.1.3

2.1.4

2.1.5

2.1.6

2.1.7

2.1.8

2.1.9

2.1.10

2.1.11

2.1.12

2.1.13

2.1.14

2.1.15

2.1.16

2.1.17

2.1.18

2.1.19

รวม

23. มความเฉลยวฉลาด

1 24. รกษาความลบ

1

25. มศลปะในการใหค าปรกษา

1 26. การคดอยางเปนระบบ

1

27. การอทศตนใหกบการประสานงาน

1 28. ใชระบบคณธรรม

1

รวม 2

3 3

6 1

7 4

3 12

6 3

3 4

3 9

4 2

6 3

84

Page 35: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

23

จากตารางท 2-1 ผลการสงเคราะหองคประกอบของภาวะผน า เชงคณธรรมพบวามองคประกอบเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) จ านวน 28 องคประกอบ แตการศกษาวจยครงน ผวจยไดใชหลกเกณฑในการพจารณาจากความถขององคประกอบทนกวจยสวนใหญเลอกเปนองคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมในระดบสง (ในทน คอ ความถต งแต 6 ขนไป) พบวา สามารถคดสรรองคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรมได 4 องคประกอบทจะใชเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในการวจยครงน จ านวน 4 องคประกอบ ดงน

องคประกอบท 1 การเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role Model) องคประกอบท 2 ความยตธรรม (Justice) องคประกอบท 3 ความซอสตย (Honesty) องคประกอบท 4 ความเมตตา (Kindness)

จากองคประกอบหลกขางตนสามารถสรางตวโมเดลการวดของภาวะผน าเชงคณธรรมได ดงภาพท 2-1

ภาพท 2-1 โมเดลการวดของภาวะผน าเชงคณธรรม

จากภาพท 2-1 แสดงโมเดลการวดของภาวะผน าเชงคณธรรมทไดจากการสงเคราะหทฤษฎและงานวจยทเกยวของ ซงประกอบดวย 1) การเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role Model) 2) ความยตธรรม (Justice) 3) ความซอสตย (Honesty) และ 4) ความเมตตา (Kindness)

ในล าดบตอไป ผ วจ ยจะศกษาทฤษฎและงานวจย ทเ กยวของเพอสงเคราะหหาองคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก ซงเมอก าหนดไดองคประกอบยอยของแตละ

การเปนแบบอยางดานคณธรรม

ความยตธรรม

ความซอสตย

ความเมตตา

ภาวะผน า เชงคณธรรม

Page 36: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

24

องคประกอบหลกแลว ผวจยจะศกษาทฤษฎและงานวจยเพอสงเคราะหหานยามเชงปฏบตการและตวบงชของแตละองคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลกตอไป

2.2 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของแตละองคประกอบของภาวะผน าเชงคณธรรม

จากองคประกอบหลกของภาวะผน าเชงคณธรรม (Moral Leadership) ดงทกลาวขางตน ผ วจ ยไดน าองคประกอบหลกมาสงเคราะหเพอก าหนดเปนองคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก ดงน

2.2.1 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการของ “การเปนแบบอยางดานคณธรรม” 2.2.1.1 องคประกอบของ “การเปนแบบอยางดานคณธรรม”

1) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามแนวคด ของ Burns Burns (1978) กลาวถง ภาวะผน าเชงคณธรรมนนจะตองมการยกระดบความ

ประพฤต (conduct) หรอการเปนแบบอยางดานคณธรรม ซงเปนพลวตรของภาวะผน าเชงคณธรรม จะท าใหทงผน าและผตามบรรลถงผลส าเรจสงสดและเกดการยอมรบ ชมชม และพงพาอาศยซงกนและกน ซงการเปนแบบอยางดานคณธรรม นน มองคประกอบ 1) การประพฤตในศลธรรม 2) การเปนแบบอยางทด มความนอบนอม ไมเหนแกตว การควบคมอารมณของตน 2) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามแนวคด ของ Bell

Bell (2001) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม จะตองเปนผเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย 1) การเปนผน าทมคณธรรม เปนแบบอยางดานคณธรรม มความรก ความเมตตา ปรารถนาดตอผอน 2) การสงเสรมใหครและนกเรยนมคณลกษณะเชงคณธรรม และ 3) มความเคารพนอบนอม การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส รจกแสดงความเคารพผใหญกวา 3) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามแนวคด ของ Moorhouse

Moorhouse (2002) กลาวถง ลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม จะตองเปนเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย 1) การเปนผมพฤตกรรมตามหลกศาสนา 2) การเปนผทพงพาอาศยไดเปนทปรกษาใหกบเพอนรวมงานคอยใหค าแนะน ารวมถงการกระตนสงเสรมใหประพฤตปฏบตตนอยในกรอบศลธรรม และ 3) ไมเหนแกตว เปนการชวยเหลอสงเคราะหแกกน ไมเหนแกตวตามโอกาสอนควรเปนการสรางเสรมสงคมใหเจรญรดหนา เนนชวยคนอนโดยไมไดคดถงประโยชนของตนเองและการเสยสละสวนตว

Page 37: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

25

4) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามแนวคด ของ Fullan Fullan (2003) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย 1) การจดการกบอารมณของตนเอง ควบคมอารมณตนเองได มความฉลาดทางอารมณ 2) ยดและปฏบตตนอยในศลธรรม มความเสยสละ และ 3) ไมเหนแกตว เปนการแสดงน าใจเพอผกไมตรและการแบงปนแกคนทควรใหดวยก าลงกาย ก าลงทรพย ก าลงสตปญญา สนบสนนในการใหบรการเพอผลประโยชนของผอน

5) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามแนวคด ของ National Policy Board for Educational Administration

National Policy Board for Educational Administration (2004) ไดเสนอเกณฑในการพจารณาภาวะผน าทมประสทธผลวาควรประกอบดวยเกณฑมาตรฐาน ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม จะตองเปนผเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย คอ 1) การปฏบตตามคณธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าใหบคคลอนเชอมนศรทธา ใหเกยรตตอผอนดวยความจรงใจ มความเคารพนอบนอม 2) ปฏบตอยางยตธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม 3) ปฏบตตามจรยธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการตดสนใจบนพนฐานของจรยธรรมและใชหลกการบรหารอยางถกตอง 6) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตาม ทศนะของส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) ไดก าหนดเกณฑคดเลอกผบรหารตนแบบเพอการปฏรปการเรยนรไว 3 เกณฑ ซงใน 3 เกณฑนนซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย ดงน 1) การอทศตนใหกบการปฏบตงานอยางตอเนอง 2) การครองตนทด ไมเกยวของกบอบายมข 3) ไดรบการยอมรบ ไดรบความศรทธาดานคณธรรม มความนอบนอม

7) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามทศนะของนคม นาคอาย นคม นาคอาย (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม การน าอยางมจรยธรรม ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย 1) การยดหลกธรรมเปนพนฐาน 2) มความนอบนอม 3) ปฏบตตนเปนแบบอยางทด 4) ไมเหนแกตว 5) ความมงมนในการปฏบตหนาทซอสตยตอตนเองและหนวยงาน และ 6) มองโลกในแงด คอการมองเหนโอกาสทจะเกดขนและมองทกสงทกอยางอยางมเหตและผล

Page 38: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

26

8) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามทศนะของ ธานนทร กรยวเชยร ธานนทร กรยวเชยร (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมดานการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวยดงน คอ 1) สจจะ พดความจรง (Truth) 2. ความซอสตย (Honesty) 3) ความระลกในหนาท (Sense of Duty) 4) ความอดกลน (Patience) 5) ความเปนธรรม (Fair Play) 6) ความเอาใจเขามาใสใจเรา (Consideration for Other) 7) เมตตาธรรม (Kindness) 8) ความกตญญกตเวท (Gratitude) 9) ความสภาพนมนวล (Politeness) 10) ความคารวะตอผมอาวโส (Respect for Elder) 11) รกษาค าพด (Promise) 12) จตส านกสาธารณะ เสยสละเพอสวนรวม (Public Conscience)

9) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามทศนะของ จรวยพร ธรนนทร จรวยพร ธรนนทร (2558) ไดกลาวถงการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวยดงน คอ 1) ความซอสตย (Honesty) 2) ความอดทน (Patience) 3) ความรบผดชอบ (Responsibility) 4) มความเสยสละ ไมเหนแกตว การสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม ไดแก การชวยเหลอ หรอท าประโยชนใหแกบคคลอน การใหทรพย หรอสงของทตนมอย การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม และการใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน

10) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามแนวคด ของ Socrates Socretes (2004) ไดใหทศนะเกยวกบการเปนแบบอยางดานคณธรรม วา คณธรรมทแทจรงมอยในภายในตวของมน คอ ท าใหผครอบครองความดเปนมนษยทสมบรณ ประกอบดวย 1) ความกลาหาญ ยอมรบในความผดพลาดและกลาทจะเปลยนแปลงเพอใหองคกรมการพฒนา 2) ความพอด การปฏบตตน การท างาน อยางสมดล 3) ความยตธรรมความเสมอภาคไมล าเอยงใชหลกเหตและผลในการพจารณา และ 4) การอทศตน การสละผลประโยชนสวนตนทงก าลงกาย ก าลงทรพย สตปญญา เวลา เพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอนหรอสงคม

11) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามทศนะของ ขนษฐา กาญจนรงษนนท ขนษฐา กาญจนรงสนนท (2558) ไดกลาวถงการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวยดงน คอ 1) ความซอสตย (Honesty) การเปดเผยความจรง การเปดเผยความจรงคอการน าเสนอขอเทจจรงทดทสดทม มความจรงใจ ความจรงใจคอความไมเสแสรงการอยโดยปราศจาก

Page 39: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

27

กลโกงหรอการตสองหนา มความตรงไปตรงมาอยางเปดเผยและไมออมคอมและความจรงใจทจะใหขอมลกบบคคลอนทจ าเปนตองร 2) ความเมตตา 3) การท าความด การอทศตน มความกระตอรอรนในการท างาน มความเพยรพยายามและมงมนตงใจในการท างานสรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน และ 4) การยดมนในหลกธรรม มความเคารพนอบนอม เสยสละ อดทน

12) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมตามทศนะของ ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2553) ไดกลาวถงการเปนแบบอยางดานคณธรรม ประกอบดวยดงน คอ 1) ความซอสตย (Honesty) พดจาตรงไปตรงมา พดตามความจรง 2) ความเมตตา ความรกปรารถนาดตอผอน 3) ความเสยสละ การแบงปนแกคนทควรใหดวยก าลงกาย ก าลงทรพย ก าลงสตปญญา 4) เออเฟอเผอแผ การชวยเหลอสงเคราะหแกกน 5) มน าใจ 6) นอบนอม การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส รจกใหเกยรตแกสตรและพรอมทจะเหนอกเหนใจ และ 7) การอทศตน มความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม ยดมนในเปาหมายการท างาน จากผลการศกษาทฤษฎและงานวจยเพอการสงเคราะหก าหนดองคประกอบของ การเปนแบบอยางดานคณธรรม จากทศนะและจากผลการศกษาวจยของนกวชาการ 12 แหลงดงกลาวมานน ผวจยพจารณาเหนวาองคประกอบบางตวมความหมายเดยวกน แตนกวชาการเรยกชอตางกน ดงนน เพอใหการน าเอาองคประกอบแสดงในตารางสงเคราะหมความเหมาะสม ผวจยจงก าหนดชอองคประกอบทมความหมายเหมอนกนแตเรยกชอแตกตางกนทเปนกลาง (Neutral) ทสะทอนใหเหนถงความหมายเดยวกนและครอบคลมองคประกอบอนทใชชอแตกตางกนนน หรอเลอกใชชอองคประกอบใดองคประกอบหนง ดงน 1. มความนอบนอม ไดแก 1) สภาพ 2) ความเคารพตอผอาวโส 3) สภาพนมนวล 2. ความฉลาดทางอารมณ ไดแก 1) การจดการกบอารมณของตนเอง 2) ควบคมอารมณตนเองได 3) ความอดทน อดกลน 3. การอทศตน ไดแก 1) การอทศตนใหกบการปฏบตงานอยางตอเนอง 2) ความมงมนในการปฏบตหนาท 3) มความวรยะ ทมเทใหกบงาน 4) การระลกในหนาท 4. ไมเหนแกตว ไดแก 1) เออเฟอเผอแผ 2) มความเสยสละ 3) จตส านกสาธารณะเสยสละเพอสวนรวม 5. การประพฤตในศลธรรม ไดแก 1) มพฤตกรรมตามหลกศาสนา 2) ยดและปฏบตตนอยในศลธรรม 3) การปฏบตตามจรยธรรม 4) การเปนผประพฤตตามหลกศาสนา 5) การปฏบตตามคณธรรม 6) การยดหลกธรรมเปนพนฐาน

Page 40: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

28

6. การเปนผน าคณธรรม ไดแก 1) การสงเสรมใหครและนกเรยนมคณลกษณะเชงคณธรรม 2) เปนผทพ งพาอาศยได 3 ) การเปนแบบอยางทด 4) การครองตนทด ไมเกยวของกบอบายมข 5) ไดรบการยอมรบไดรบความศรทธาดานคณธรรม 6) ปฏบตตนเปนแบบอยางทด

จากการก าหนดชอองคประกอบ 6 รายการขางตนและจากองคประกอบทเปนทศนะหรอผลการศกษาวจยของนกวชาการแหลงตาง ๆ ทมความหมายเฉพาะอนๆ ผวจยไดน ามาแสดงในตารางสงเคราะห 2 โดยองคประกอบเหลานถอวาเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) ทผวจ ยจะพจารณาใชเกณฑเพอก าหนดเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ตอไป

Page 41: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

29

ตารางท 2-2 การสงเคราะหองคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม

องคประกอบของ การเปนแบบอยางดานคณธรรม

Burn (1978)

Bell (2001)

Moorhouse (2002)

Fullan (2003)

NPBEA (2004)

สกช. (2554)

นคม นาคอาย (2550)

ธานนทร กรยวเชยร

(2550)

จรวยพร ธรนนทร

(2558)

Socretes (2004)

ขนษฐา กาญจนรงสนนท

(2558)

ส านกงานคณะกรรมการ

ขาราชการพลเรอน

(2553) รวม

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

1. มความนอบนอม √

√ √

√ 8

2. ความฉลาดทางอารมณ √

√ √

√ √

√ √

7

3. การอทศตน

√ √

√ √

√ √

√ 7

4. ไมเหนแกตว √

√ √

√ 7

5. การประพฤตในศลธรรม √

√ √

√ √

6

6. การเปนผน าคณธรรม √

√ √

√ √

6

7. ความซอสตย

√ √

√ 4

8. มความเมตตา

√ 3

9. การมองโลกในแงด

1

10. มความรบผดชอบ

1

11. ความยตธรรม

1

รวม 5

2 3

3 4

4 6

6 5

3 6

5 46

Page 42: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

30

จากตารางท 2-2 ผลการสงเคราะหองคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรมพบวามองคประกอบเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) จ านวน 11 องคประกอบ แตการศกษาวจยครงน ผวจยไดใชหลกเกณฑในการพจารณาจากความถขององคประกอบทนกวจยสวนใหญเลอกเปนองคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ในระดบสง (ในทน คอ ความถตงแต 7 ขนไป) พบวา สามารถคดสรรองคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ได 4 องคประกอบทจะใชเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในการวจยค รงน จ านวน 4 องคประกอบ ดงน

องคประกอบท 1 ความนอบนอม (Humility) องคประกอบท 2 ความไมเหนแกตว (Altruism) องคประกอบท 3 ความฉลาดทางอารมณ (Emotion Intelligence) องคประกอบท 4 การอทศตน (Commitment)

จากองคประกอบหลกขางตนสามารถสรางตวโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ได ดงภาพท 2-2

ภาพท 2-2 โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม

จากภาพท 2-2 แสดงโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ทไดจากการสงเคราะหทฤษฎและงานวจยทเกยวของ ซงประกอบดวย 1) ความนอบนอม (Humility) 2) ความไมเหนแกตว (Altruism) 3) ความฉลาดทางอารมณ (Emotion Intelligence) และ 4) การอทศตน (Commitment)

ความนอบนอม

ความไมเหนแกตว

ความฉลาดทางอารมณ

การอทศตน

การเปนแบบอยางดานคณธรรม

Page 43: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

31

2.1.2 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความนอบนอม (Humility) ตามพจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 ความนอบนอม (Humility) หมายถง อาการแสดงความเคารพอยางสง เชน นอบนอมพระรตนตรย อาการทนอบตวลงแสดงความเคารพ ในมงคลสตร ขอท 23 กลาวถงความนอบนอมเปนหลกปฏบตทสอนใหคนเรารจกวางตวใหเหมาะสม ลดความเยอหยง ลดความหยาบกระดาง และไมใหหลงยดตดอยในลาภ ยศ อ านาจ และต าแหนง ความหมายของความนอบนอม ความนอบนอมตรงกบภาษาบาลวา นวาตะ แปลวา ไมมลม ไมพองลม แตควบคมตนเองใหอยในสภาพปกตทเปนจรงเหมอนลกโปงทยงไมอดลมเขาไป ความนอบนอมมลกษณะคลายกบความเคารพแตเปนคนละความหมาย ความออนนอมถอมตน (นวาตธรรม) นนเปนการตระหนกในตวเองแลวสามารถวางตนไดถกตองเหมาะสม ไมหยงยโสโอหง ไมโออวดเกนความจรง ไมยกตนสงและกดคนอนใหต า มความสภาพใหเกยรตผอน รกาลควรไมควร โดยเนนเรองของภายในจตใจเปนหลก (พระราชปรยตโมล, 2554)

จากพระพทธด ารส ความนอบนอมเปนสงทดงาม ผทประพฤตตนเปนคนออนนอมถอมตนยอมไดรบสงทดงามในชวต เชน ไดยศ ไดลาภ ไดรบการยกยองนบถอ สามารถอยในสงคมไดเปนปกต และเมอประกอบกจการใดๆ กไดรบความรวมมออยางด ในทางตรงกนขามความเยอหยงเปนสงทไมดมแตสรางความยงยากและปญหาใหเกดขนในสงคม คนทเยอหยงจะพบแตความเสอมไมมใครอยากคบคาสมาคมดวย เพราะมแตจะท าใหผคบคาสมาคมขนของ หมองใจและอยากหลกไปใหพน ความนอบนอมเปนคณธรรมทฝกฝนใหเกดมขนในตนได ซงสามารถท าไดดงน (ราชบณฑตยสถาน, 2547) 1. รจกวเคราะหตนเองและผอน คอ รจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง ขอควรระวงในการวเคราะหตนเองและผอน ไดแก ตองไมเขาขางตวเอง และตองไมประเมนตนเองต ากวาความเปนจรง 2. ไมยดมนในตวตน คอ พยายามทจะไมยดถอความรสกและอารมณของตนเปนใหญ ตองรจกยอมรบฟงความคดเหนของผอนแลวน ามาพจารณาดวยปญญา คนทยอมรบฟงความคดเหนของคนอน ลกๆ แลวกคอคนทก าจดทฏฐมานะ (ความถอตว) ไดพอสมควร คนทจะเปนคนออนนอมถอมตนจ าเปนตองก าจดทฏฐมานะใหได ก าจดไดมากเทาไหรความนอบนอมกยงมมากขนเทานน 3. เลอกคบคนทประกอบดวยคณงามความด ประพฤตปฏบตทเหมาะสมนาชมเชย มความถกตองทงทางกาย วาจา และใจ แลวยอนมาพจารณาตวเองหากเหนวามจดบกพรองหรอจดออนตรงไหนกพยายามปรบปรงจดนน สอดคลองกบพระราชบณฑต (2547) ทอธบายความนอบนอมวามลกษณะตรงกนขามกบความเยอหยง ซงหมายถงการทะนงตนวา สง ด เดน เกนกวาผอน

Page 44: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

32

ความเยอหยงนนเกดจากการทคนยดถอเอาสงทเปนภาพลวงไมใชสงจรงแทมาเปนเครองมอยดเหนยวและประเมนคาตนเองวาสง ด เดน กวาผอน จากความหมายน สามารถจดจ าแนกคนเยอหยงออกเปนกลมๆ ไดดงน 1) คนทเยอหยงเพราะทะนงตนวามชาตก าเนดสง 2) คนเยอหยงเพราะทะนงตนวามทรพยสนมากมาย 3) คนทเยอหยงเพราะทะนงตนวามวงศสกลดเปนทนบถอของคนทวไป 4) คนทเยอหยงเพราะทะนงตนวามการศกษาสง คนเยอหยงดงกลาวนมกมความประมาท และความประมาทเชนน ท าใหคนทเยอหยงนนลมตว มมานะจด และแสดงกรยาวาจาหยาบกระดาง คณลกษณะของผทมความนอบนอมตรงกนขามกบความเยอหยงอยางเหนไดชด ลกษณะของคนทนอบนอมไมใชคนออนแอดงทหลายคนเขาใจกนแตเปนคนทออนโยน เขมแขงมมนษยสมพนธทดและรจกยอมรบนบถอผอน เปนคนทกลาเผชญกบความจรง สามารถวเคราะหตนเองได และมความมนใจในตนเอง โดยมลกษณะเดน 3 ประการ ดงน 1) มกรยาออนนอม 2) มวาจาออนหวาน และ 3) มจตใจออนโยน ซงความนอบนอมนนแสดงออกได 3 ดาน ดงน (สชราภรณ บรสทธ , 2541;พระราชบณฑต , 2547;Winston, 2003; Patterson, 2003; Winston, 2004; Waddell, 2006; Poon, 2006; Moosbrugger & Patterson, 2008) 1. การแสดงออกทางกาย ไดแก การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส ไมมองคนดวยสายตาเหยยดหยาม รจกแสดงความเคารพผใหญกวาทงดาน ชาตวฒ วยวฒ และคณวฒ รจกใหเกยรตแกสตรและพรอมทจะเหนอกเหนใจผอน การแสดงความนอบนอมทางกายตองเปนไปดวยความจรงใจ ไมใชเสแสรงหรอแสดงอาการพนอบพเทาเกนกวาเหต จนกลายเปนการประจบสอพลอ 2. การแสดงทางวาจา ไดแก การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ออนหวาน ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย นมนวล ชวนใหสบายใจ รจกใชค าพดทเหมาะสม ถกกาลเทศะ และถกกบบคคล 3. การแสดงทางใจ ไดแก การมจตใจออนโยน การมองโลกในแงด เนองจากใชปญญาไตรตรองแลววาคนเรานนพรอมบรบรณไปทกอยางเปนไปไมได แมตวเราเองกเชนกน การมความรสกนกคดเชนน จะท าใหการพดและกรยาทาทางทแสดงออกมาเปนไปดวยความนอบนอม

จากการศกษาของ Patterson (2003) และ Winston (2004) ความนอบนอมเปนแนวคดทมกถกมองวาต าตอย เชองชาหรอหวออน แตอยางไรกตามความนอบนอมเปนคณธรรมทไมเนนการมเกยรตและศกดศร ความนอบนอมมความจ าเปนส าหรบผบรหารและผน า เนองจากเปนสาเหตใหเกดการรจกรบฟงค าแนะน าจากผอนมอทธพลตอการปฏบตในทศทางทถกตองโดยปราศจากการใชอ านาจเผดจการและเปนประชาธปไตย นอกจากนแลว ความนอบนอม คอ คณลกษณะการประมาณตนและไมอวดเกงแสดงความสงบเสงยม มองความส าเรจขององคการมากกวาความส าเรจของตน และเลอกบคลากรใหเหมาะสมกบงานเพอความส าเรจ ผน าแบบใฝบรการ คอ ผน าทมความยตธรรม

Page 45: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

33

และนอบนอมถอมตนซงเปนคณลกษณะทส าคญของผน าแบบใฝบรการ โดยทวไปมกจะถกมองวาออนแอ เนองจากผน าแบบใฝบรการไมใชจดศนยรวมทจะน าพาไปสความส าเรจแตกลบมองความส าเรจของผอน ตวบงชพฤตกรรมนอบนอมของผน าแบบใฝบรการ ประกอบดวย การรบฟงผอนอยางเตมใจดวยความจรงใจ ไมใชเสแสรงหรอแสดงอาการพนอบพเทาเกนกวาเหตจนกลายเปนการประจบสอพลอ ไมหยงผยองจากรบรของผอน แสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส ไมมองคนดวยสายตาเหยยดๆ และแสดงความชนชมและความเคารพผใหญกวาทงดานชาตวฒ วยวฒ และคณวฒ ไมสนใจภาพลกษณหรอการยกยอ แตจะเพมความสนใจในความรบผดชอบ มความตองการทจะชวยผอนอยางจรงจง และคนหาวธการเพอใหบรการผอนโดยปฏสมพนธกนโดยตรง รสกรบผดชอบตอการใหบรการและเปดรบการวจารณและค าแนะน าซงเปนโอกาสทดทจะพฒนาใหดขน การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ออนหวาน ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย นมนวล ชวนใหสบายใจ ใชค าพดทเหมาะสมและถกกบบคคลตลอดจนการมจตใจออนโยน การมองโลกในแงด โดยใชปญญาไตรตรอง (Winston, 2003; Waddell, 2006; Poon, 2006; Moosbrugger & Patterson, 2008) ขณะท Patterson (2003) และ Winston (2004) ใหนยาม ความนอบนอม หมายถง การยอมรบตวเองและการใหความส าคญทงตนเองและผอน ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบของ “ความนอบนอม” หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการรจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส การรจกแสดงความเคารพผใหญกวา การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม การมจตใจออนโยน การมองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง และสามารถสรปตวบงชการแสดงออกถงความนอบนอมได 6 ตวบงช ไดแก 1) การรจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง 2) การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส 3) การรจกแสดงความเคารพผใหญกวา 4) การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม 5) การมจตใจออนโยน 6) การมองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง 2.1.3 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความไมเหนแกตว (Altruism)

ความไมเหนแกตว ตรงกบภาษาองกฤษวา “Altruism” ตามพจนานกรมของเวบสเตอร (Webster, 2010) หมายถง หลกการปฏบตทเหนแกประโยชนของผอนเปนทตง ตามพจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 ความไมเหนแกตว คอ การยนดทจะท าสงทจ าเปนทไมเกยวของกบผลประโยชนของตนเอง (Winston, 2003, 2004) การไมเหนแกตว คอ การชวยเหลอสงเคราะหแกกน ไมเหนแกตวตามโอกาสอนควรเปนการสรางเสรมสงคมใหเจรญรดหนา เนนชวยคนอนโดย

Page 46: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

34

ไมไดคด ถงประโยชนของตนเองและการเ สยสละสวนตว (Patterson, 2003; Poon, 2006; Moosbrugger & Patterson, 2006) ขณะท Waddell (2006) ใหนยาม การไมเหนแกตว คอ การปฏบตตอคนอนกอนการปฏบตตอตนเอง การไมเหนแกตวเปนคณธรรมดานการไมเหนแกตวทแทจรง คอ การสละสงทไมควรมในตวเราออกไป

ในหลกพทธศาสนานน การไมเหนแกตวหรอจาคะในหลกธรรมของพระพทธศาสนานนถอวาเปนหลกธรรมทเปนทรพยอนประเสรฐอยภายในจตใจ พระเทพวมลโมล (2528) ไดกลาวถงประโยชนของคณธรรมดานการไมเหนแกตววาการรจกไมเหนแกตวใหเปนสงของๆ ตนแกคนทควรให เปนการแสดงน าใจเพอผกไมตรและการไมเหนแกตวอารมณทไมดออกไปเปนการช าระลางมลทนในจตใจของเราใหสะอาดปลอดโปรงแจมใส ไมเกลอกกลวอยกบความสบสนวนวายของโลกตลอดเวลาท าใหสขใจในชวตประจ าวน เพราะการเกบอารมณขนของหมองใจไวมากๆ จะท าใหจตใจคนเราหยอนสมรรถภาพและเสยคณภาพของความเปนคนด ซงสอดคลองกบทานพทธทาสภกขทกลาวไววา การไมเหนแกตวเปนการมชวตทประเสรฐสด ขณะทพทธทาสภกข (2526) ยงไดกลาวไววา คณธรรมดานการไมเหนแกตวทแทจรง คอ การสละสงทไมควรมในตวเราออกไป อะไรทกอยางทเปนการเหนแกตวตองสละออกไป นอกจากน พระพรหมคณาภรณ (2547) ไดใหความหมายวา การไมเหนแกตว หมายถง 1) การมจตโอบออมอาร ไมเหนแกตว พสดและแรงงานตน 2) การบ าเพญประโยชนเพอสวนรวม 3) การบรจาคเพอชวยเหลอสาธารณะ และ 4) การสงเสรมคนผมการไมเหนแกตวและไมยกยองคนทไมเหนแกตว นอกจากนยงไดกลาวถงการไมเหนแกตววา เปนความมน าใจเออเฟอชวยเหลอเกอกล บ าเพญประโยชน สละโลภ สามารถรวมงานกบคนอนได ไมใจแคบเหนแกตวหรอเอาใจตน และสโขทยธรรมาธราช (2549) ใหความหมาย ความไมเหนแกตว หมายถง การละความเหนแกตว การแบงปนแกคนทควรใหดวยก าลงกาย ก าลงทรพย ก าลงสตปญญา รวมทงการสลดทงอารมณรายในตนเองดวย สอดคลองกบไพโรจน ปานอย (2536) ไดใหความหมายของการไมเหนแกตว หมายถง พฤตกรรมทแสดงออกโดยการใหเพอนยมอปกรณ แบงปนอาหาร หรอสงของใหเพอนหรอบคคลอน ชวยท างาน ไมเอาเปรยบเพอนรวมงานเตมใจท างานเมอไดรบการขอรองหรอไววางใจ นอกจากน Patterson (2003) ใหทรรศนะวาการศกษาทเกยวของกบการไมเหนแกตวไดเรมขนในป ค.ศ. 1800 ซงมการอภปรายและอธบายค าจ ากดความของการไมเหนแกตว โดยงานวจยทเกยวกบการไมเหนแกตวจะเนนความเขาใจทางดานเหตจงใจและพฤตกรรมของการไมเหนแกตว กลาวคอ การไมเหนแกตวจะเปนความเชอมโยงระหวางเหตจงใจทดและพฤตกรรมความด และเชอวาการไมเหนแกตวจะน าพาไปสเปาหมายของบคคลอยางไรกตาม บางครงการไมเหนแกตวอาจจะท าใหเกดการขดแยงระหวางบคคล

Page 47: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

35

Patterson (2003) ไดใหแนวคดเกยวกบพฤตกรรมทแสดงออกถงการไมเหนแกตว สอดคลองกบ Winston (2003, 2004) วา พฤตกรรมทแสดงออกถงการไมเหนแกตว ไดแก ความกงวลเกยวกบสวสดการของผอนและการดแลปรบปรงสวสดการของพนกงาน ถงแมวาตองเสยสละผลประโยชนสวนตนในฐานะผน าแนวคดน ผน าจะแสวงหาผลประโยชนขององคการและแสวงหาประโยชนใหผตาม โดยการสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม ไดแก การสละก าลงกาย การสละสงของ การสละสตปญญา การสละเวลา และการสละความสขสบาย ซงตวบงชการไมเหนแกตวของภาวะผน าแบบใฝบรการ คอ การแสดงออก ในการสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม ไดแก การชวยเหลอ หรอท าประโยชนใหแกบคคลอน การใหทรพย หรอสงของทตนมอย การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม และการใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน (Winston, 2003; Patterson (2003);Winston, 2004) เชนเดยวกบ Moosbrugger and Patterson (2006) อธบายการไมเหนแกตว โดยยกตวอยางแนวคดของผเผยแผศาสนา พวกเขามพฤตกรรมทจะพยายามคนหาสงทดทสดส าหรบคนอนๆ หรอสงคมสวนรวมโดยไมหวงสงตอบแทน เขาท าหนาทชวยเหลอ สนบสนนในการใหบรการเพอผลประโยชนของผอน เขามความสขเมอเหนผอนไดรบรางวลโดยการใหทรพย หรอสงของทตนมอย และการสนบสนนและประสบผลส าเรจตามเปาหมาย โดยเฉพาะอยางยงการใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอใหค าแนะน าหรอค าปรกษาแกผอนเพอใหบรรลผลส าเรจ สโขทยธรรมาธราช (2549) น าเสนอพฤตกรรมทแสดงออกถงการไมเหนแกตว ประกอบดวย 5 ลกษณะ ดงน 1) การใหทางกาย เชน ชวยเหลอผอนท าธรการงานทไมมโทษ ไมนงดดาย ชวยเหลองานสาธารณะประโยชน 2) การใหทางวาจา เชน ชวยเหลอใหค าแนะน าทงทางโลกและทางธรรม ชวยเหลอเจรจาเปนธระใหส าเรจประโยชน 3) การใหทางก าลงสตปญญา เชน ชวยแสดงความเหนอยางตรงไปตรงมา เชน แกปญหาความเดอดรอนแกคนทไมไดท าผดชวยคดหาแนวทางทถกตอง ชวยเพมพนความรใหแกผอนตามก าลงสตปญญา 4) การใหดวยก าลงทรพย เชน แบงปนเครองอปโภคบรโภค ใหแกผขดสนทสมควรให แบงปนเงนทองแกผขดสนทสมควรให สละทรพยเพอการกศล และ 5) การใหทางใจ เชน ยนดเมอผอนมความสข ไมอาฆาตจองเวร ใหอภยในความผดของผอนทส านกผดไมนกสมน าหนาผอนเมอเพลยงพล า ไมโลภอยากไดสงของคนอนมาเปนของตน นอกจากการไมเหนแกตวในดานดงกลาวแลว กรองแกว สานสนธ (2529) ไดกลาวถง การไมเหนแกตว คอ 1) การสละก าลงกาย หมายถง ความคด ความรสกทมแนวโนมทจะแสดงออกในการใชแรงกายของตนเพอชวยเหลอ หรอท าประโยชนใหแกบคคลอนหรอสงคม เชน ชวยเหลอผอนยกสงของ 2) การสละทรพยสงของ

Page 48: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

36

หมายถง ความคด ความรสกทมแนวโนมทจะแสดงออกในการใหทรพยหรอสงของทตนมอย เพอชวยเหลอหรอท าประโยชนแกบคคลอนหรอสงคม เชน การใหเงนหรอสงของแกผอน 3) การสละสตปญญา หมายถง ความคด ความรสกทมแนวโนมทจะแสดงออกในการคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม เชน ชวยอธบายสงทคนอนไมเขาใจ 4) การสละเวลา หมายถง ความคด ความรสกทมแนวโนมทจะแสดงออกในการใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอนหรอสงคมสวนรวม เชน การใหเวลาทจะตองท างานของตนเองไปชวยเหลอผอน และ 5) การสละความสขสบาย หมายถง ความคด ความรสกทมแนวโนมทจะแสดงออกในการใหความสขสบายสวนตวเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนแกบคคลอนหรอสงคม เชน สละทนงบนรถเมลใหแกผอน Organ (1990) น าเสนอแนวคดทวาดวยองคประกอบของพฤตกรรมการเปนสมาชกทดขององคการหนงในองคประกอบนนคอการไมเหนแกตว หรอ พฤตกรรมใหความชวยเหลอ เปนพฤตกรรมทท าดวยความสมครใจเพอชวยเหลอผอนเมอมปญหาในการท างานใหสามารถท างานในหนาทของเขาใหเสรจสมบรณภายใตสถานการณไมปกต เชน การแนะน าใหแกพนกงานทเขามาท างานใหมวาจะตองใชอปกรณใดบาง ชวยเหลอเพอนรวมงานในงานทคงคาง หรอชวงทเพอนรวมงานลาปวย สบเปลยนวนหยดใหกบเพอนรวมงาน ดงนนสามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบของ “ความไมเหนแกตว” ไดวา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานในการสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม และ การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชทแสดงออกถงการไมเหนแกตว 4 ตวบงชประกอบดวย 1) การสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม 2) การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน 3) การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม และ 4) การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน 2.1.4 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความฉลาดทางอารมณ (Emotional Intelligence)

Page 49: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

37

ค าวา “ความฉลาดทางอารมณ” (Emotional Intelligence หรอ Emotional Quotient) หมายถง ความสามารถทจะใชอารมณอยางมเหตผล คอ การรบรอารมณ การรวมอารมณในความคดเพอการเขาใจอารมณและจดการกบอารมณ (Mayer, Salovey & Caruso, 2002) เปนความสามารถในการตระหนกรถงความรสกตนเองและผอน เพอการสรางแรงบนดาลใจในตนเอง สามารถจดการอารมณของตนและอารมณทเกดจากความสมพนธตางๆ ได (Goleman, 1999 cited in Bass & Riggio, 2006) เปนการใชอารมณอยางฉลาด โดยการใชอารมณน าพฤตกรรมและความคดไปในทางทสงเสรมผลลพธของตน (Weisinger, 1998 อางถงใน สเทพ พงศศรวฒน, 2548) เปนความสามารถในการตระหนกรถงความรสกตนเองและผอน เพอการสรางแรงบนดาลใจในตนเอง สามารถจดการอารมณของตนและอารมณทเกดจากความสมพนธตางๆ ได (Cooper & Sawaf, 1997 อางถงใน วระวฒน ปนนตามย, 2542) ตอมา Bar-On (1997, อางถงใน เสาวนตย ทวสนทนนกล, 2550) ไดใหความหมายของความฉลาดทางอารมณใหม หมายถง ชดของขดความสามารถ สมรรถนะ และทกษะทางจตพสยทสงผลตอความสามารถในการประสบความส าเรจในการปรบตวใหเขากบสภาพแวดลอม ทมผลตอการมสขภาพทด และประสบความส าเรจในชวต ในป ค.ศ. 1995 ไดใหความหมายในสวนของความคดทเกยวกบความฉลาดทางอารมณ หมายถง ความสามารถของบคคลทจะตระหนกรเทาทนในความคดความรสกและภาวะอารมณของตนเองและผอนได รจกเหนอกเหนใจผอน มความสามารถในการควบคมอารมณตนเอง ชน าความคดและการกระท าของตนไดอยางสมเหตสมผลและสอดคลองกบการด าเนนชวตโดยมสมพนธภาพทดกบบคคลอน (Mayer & Salovey, 1995 อางถงใน ณฐวฒ เตมยสวรรณ, 2550) นอกจากนนกวชาการไทยไดนยามค าวา ความฉลาดทางอารมณ หมายถง ความสามารถในการตระหนกรและเขาใจอารมณ หรอความรสกของตนเองสามารถจดการกบอารมณของตนเอง และสามารถใชอารมณใหเกดประโยชน และเปนความสามารถในการตระหนกร และเขาใจความรสกของผอน และความสามารถในการสรางสมพนธภาพทดกบผอน สามารถจดการกบสภาวะอารมณทเปลยนแปลงในขณะนนไดอยางเหมาะสม ถกกาลเทศะ ตลอดจนมการแสดงออกทางอารมณไดอยางเหมาะสม รวมทงสามารถจดการกบอารมณของตนเองและผอนไดอยางมประสทธภาพ เพอใหมสมพนธภาพทดระหวางบคคล ทจะท าใหประสบความส าเรจในการโนมนาวผอนได (อดมพร แกวประดษฐ, 2546; วเชยร อามาตยทศน, 2548; ณฐชา วทยพเชฐสกล, 2548; เปรมปรด หมวเศษ, 2549; บณฑตย ทมเทยง, 2549; เสาวนตย ทวสนทนนกล, 2550) เพอใหมสมพนธภาพทดระหวางบคคล ทจะท าใหประสบความส าเรจในการโนมนาวผอนได

เชนเดยวกบนยามในเชงบรหารทกลาวถงความฉลาดทางอารมณของผบรหารหมายถง ความสามารถของผบรหารทเขาใจและคมอารมณของตนเองได อกทงยงมความสามารถในการ

Page 50: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

38

เขาใจอารมณและหยงรอารมณของผอน สามารถผสมผสานอารมณของตนเองและผอน เขาดวยกนไดเปนอยางด รจกสรางและรกษาความสมพนธกบผอนไดตลอดไป โดยการรบรของครผสอนวา ผบรหารโรงเรยนมพฤตกรรม (ชยสทธ สวจสวรรณ, 2544) สอดคลองกบ ธงชย ถาวร (2546) ไดศกษาความฉลาดทางอารมณของผบรหารสถานศกษา หมายถ ง ความสามารถของผบรหารสถานศกษาทเขาใจและคมอารมณของตนเองได อกทงยงมความสามารถในการเขาใจอารมณและหยงรอารมณของผอนได สามารถผสมผสานอารมณของตนเองและผอนเขาดวยกนไดอยางเปนอยางด รจกสรางและรกษาความสมพนธกบผอนได อกทงยงมความสามารถในการรบร เขาใจและศรทธาตนเอง มองโลกในแงด และสามารถจดการในการด าเนนชวตใหเปนไปอยางราบรนเหมาะสม เชนเดยวกบความฉลาดทางอารมณของผบรหารสถานศกษา ซงหมายถง ความสามารถทางอารมณของผบรหารสถานศกษาทเขาใจ และควบคมอารมณของตนเองได ประกอบดวย ความสามารถในการรบรอารมณ และความรสกของตนเองและผอน สามารถแยกความแตกตางของอารมณทเกดขนและใชขอมลเปนเครองชน าในการคด และการกระท าสงตางๆ ชวยใหการด าเนนชวตเปนไปอยางสรางสรรคและมความสข (วนดา ปรยะอนกล, 2549) นอกจากนนไดมผใหความหมายของหวหนา และผบรหารขององคการในลกษณะทคลายคลงกน ไดแก ความฉลาดทางอารมณของหวหนาหอผปวย หมายถง ความสามารถของหวหนาหอผปวยในการเขาใจอารมณของตนเองและผอนสามารถแสดงอารมณของตนเองกบบคคลอนหรอสถานการณตางๆไดอยางเหมาะสมมสมพนธภาพทดกบผอนสามารถปรบตวและจดการกบความเครยดไดแกไขปญหาหรอสถานการณเฉพาะหนาไดดและอยในสงคมไดอยางปกตสข (นวลจนทร อาศยพานชย, 2545) สวนความฉลาดทางอารมณของผบรหารขององคการเอกชน หมายถง การตระหนกรในความค ดความรสกและภาวะอารมณของตนเองและของผอนทเกยวของ สามารถจงใจใหความหวงแกตนเอง มองโลกในแงดสามารถปรบสภาพอารมณ ควบคมและจดการอารมณพรอมทงการกระท าของตนเองใหไปสพฤตกรรมทเหมาะสมไดอยางสมเหตสมผลท าใหผอนสามารถจดการกบอารมณตนเองไดอยางสรางสรรคและสรางสมพนธภาพกบบคคลอนไดอยางประสบความส าเรจ (สเมธ บญมะยา, 2547) เชนเดยวกบ สพาณ สฤษฎวานช (2552) อธบายถงความฉลาดทางอารมณ หมายถง ความสามารถในการรบรและควบคมในอารมณของตนเองได เหนใจและเขาใจในอารมณของคนอน เปนวฒภาวะทางอารมณ ผทมความฉลาดทางอารมณ จะสามารถแสดงอารมณไดอยางถกตองเหมาะสมตามวย ตามกาลเทศะ ตามสถานการณ และมความมงมนตามทตองการใชจนส าเรจตลอดจนมมนษยสมพนธด สามารถปรบตวเขากบสงคมและวฒนธรรมไดอยางเหมาะสม

Page 51: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

39

ตามทศนะ Mayer & Salovey (1990, อางถงใน สเทพ พงศศรวฒน, 2548) ไดบญญตศพทค าวา Emotional Intelligence ขนใชเปนครงแรก และไดเสนอวา ความฉลาดทางอารมณเปนความสามารถในการปรบตว คอ การประเมนคาและการแสดงออกทางอารมณ 3 ขน 1) ขนรจกภาวะอารมณของตนเอง การประเมนภาวะอารมณของตนไดถกตอง และการแสดงออกไดอยางเหมาะสม การทบคคลสามารถรบรระบ และจ าแนกภาวะอารมณทเกดกบตนไดเปนปจจยน าทเออตอความสามารถในการปรบตวการแสดงออกทางอารมณไดอยางด เชน เดกสามารถรบรภาวะอารมณทแสดงออกทางสหนาไดอยางถกตอง ทผนตามระดบอาย ยงโตยงรบรอารมณไดอยางถกตอง 2) ขนควบคมอารมณ ขนนจะกบดแลภาวะอารมณของตนและของผอนไดอยางถกตองเหมาะสมตามกาลเทศะ ท งในแงของกายกรรมวจกรรม และมโนกรรม ในบางอาชพจ าเปนตองฝกขนนมากเปนพเศษ เชน ผตามตอนรบบนเครองบน ทตองฉลาดรเทาทนในทาทภาวะอารมณ ความตองการของลกคา 3) ขนใชความฉลาดทางอารมณ แตละคนจะมความสามารถใชประโยชนจากภาวะอารมณของตนตางกนในการแกไขปญหา หรอชวยในการปรบตว หากอารมณดอาจมสวนชวยใหเกดภาวะคดสรางสรรค และการคดอยางมเหตผลในการตอบขอสอบการคดวเคราะหขณะทอารมณเศราท าใหการคดแบบอปมาอปไมยชาลง นอกจากน Gardner (1993, อางถงใน รตตกรณ จงวศาล, 2548) ไดพฒนาจากแนวคดเดมโดยจ าแนกความฉลาดทางอารมณออกเปน 2 ดาน คอ 1) ดานความสมพนธกบผอน เปนความสามารถในการรบรอารมณและตอบสนองอารมณและความตองการของผอนไดอยางเหมาะสม 2) ดานการรจกตนเอง เปนความสามารถในการรบรอารมณของตนเอง สามารถแยกแยะอารมณ และความรสกตลอดจนจดการกบอารมณของตนเองไดอยางเหมาะสม ตอมา Persuric & Byham (1996, อางถงใน จรพรรณ พระวรรณกล, 2545) ไดท าการศกษาวจยและยงชใหเหนความส าคญของการพฒนาความฉลาดทางอารมณวามผลตอการเพมประสทธภาพของงานในองคการ พบวา อบตเหตในการท างานลดลงประมาณ 50 เปอรเซนต หลงจากทผบรหารไดรบการฝกอบรมเรองความฉลาดทางอารมณ เมอเปรยบเทยบกบธรกจทคลายคลงกนปรากฏวาหลงจากผทเกยวของในหนวยงานไดรบการ ฝกอบรมเรองความฉลาดทางอารมณแลว ผลของผลตภณฑของบรษทนนเพมขนอกประมาณ 17 เปอรเซนต จากยอดเดม และในทางตรงกนขาม ในกลมธรกจทผบรหารไมไดรบการฝกอบรมเกยวกบความฉลาดทางอารมณไมพบรายงานวาผลผลตของธรกจเหลานนเพมขนแตอยางใด

Page 52: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

40

เชนเดยวกบ Mayer & Salovey (1997, อางถงใน ธรานตย สนตพฤทธ, 2546) ไดเสนอโมเดลทปรบปรงใหม โดยเนนดานปญญาของความฉลาดทางอารมณ และพยายามอธบายความฉลาดทางอารมณในแงของศกยภาพ เพอเตบโตดานสตปญญาและอารมณ และไดเนนบทบาทของอารมณทมบทบาทเขามาจดล าดบ และชน าความคดของมนษยใหมงสขอมลส าคญทเราใสใจ และเสนอวา ความฉลาดทางอารมณนาจะประกอบดวย 4 ขนตอน ตามล าดบ กลาวคอ 1) การรบร การประเมน และการแสดงออกซงอารมณ 2) การเกอหนนการคดของอารมณ 3) การเขาใจ การวเคราะห และการใชความรสกเกยวกบอารมณ 4) การคดใครครวญและการควบคมอารมณของตน เพอพฒนาความงอกงามดานสตปญญา และอารมณตอไป ซงถอวาเปนกระบวนการทสงสด นอกจากทศนะเชงทฤษฏของความฉลาดทางอารมณแลว Lam (1998, อางถงใน ณฐวฒ เตมยสวรรณ, 2550) ทไดศกษาถงความสมพนธระหวางความฉลาดทางอารมณของวศวกรในบรษท กบผลการปฏบตงานในสถานการณทมความตงเครยดแตกตางกน ผลการศกษาพบวาความฉลาดทางอารมณสามารถเปนตวท าลายผลการปฏบตงานดวย สอดคลองกบ Derman (1999, อางถงใน รตตกรณ จงวศาล, 2548) ซงศกษาความสมพนธระหวางความฉลาดทางอารมณของผบรหารทประกอบธรกจแบบครอบครวกบความส าเรจในธรกจ ในประเทศอสราเอล จ านวน 46 คน พบวา ความฉลาดทางอารมณในระดบสงของผบรหารเหลานนมความสมพนธกบความส าเรจในธรกจ ขณะเดยวกน Fisher & Ashanasy (2000) ไดศกษาพบวา บคคลทมความฉลาดทางอารมณมกเปนผทมแนวโนมวาจะประสบความส าเรจในชวต สวนบคคลทมปญหาในชวตสมรส ปญหาครอบครว และปญหาสขภาพมกเปนผทขาดความฉลาดทางอารมณและเปนบคคลทไมประสบความส าเรจในการท างาน และการประกอบอาชพ ความเสยหายทยงใหญเหลานมกมผลกระทบโดยตรงตอเดกและวยรน ทงนเพราะผทมความฉลาดทางอารมณต าจะเปนสาเหตน าไปสการเกบกด การมนสยในการกนผดๆ การตงครรภโดยไมตองการ การกาวราว และการกออาชญากรรมทรนแรง อาจกลาวไดวาความส าเรจหรอความลมเหลวในชวตของแตละบคคลมสวนเกยวของกบเรองความฉลาดทางอารมณทงสน ตอมาในชวง ค.ศ. 2000 ถงปจจบนไดคอวา ความฉลาดทางอารมณเปนปจจยทส าคญในการประเมนและเขาใจจดออนของตวเอง และใชเทคนคตางๆ ทเหมาะสมกบแตละบคคล เรมพฒนาตงแตรจกอารมณของตวเอง เอาใจใสอารมณของผอน พฒนาทกษะทางสงคมซงเปนสงจ าเปนของมนษย ตองฝกฝนเรยนรสถานการณ ทจะกอใหเกดความกระตอรอรนและมแรงจงใจสความส าเรจ (กรมสขภาพจต, 2543)

Page 53: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

41

ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบของ ‘’ความฉลาดทางอารมณ’’ หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการตระหนกถงความรสกความคดและอารมณของตนเองและผอน ความสามารถจดการควบคมอารมณ การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชทแสดงออกถงความฉลาดทางอารมณ 5 ตวบงช ดงน 1) การตระหนกถงความรสกความคดและอารมณของตนเองและผอน 2) ความสามารถจดการควบคมอารมณ 3) การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง 4) การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล และ5) การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข 2.1.5 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของการอทศตน (Commitment) ป. มหาขนธ (2539) ไดอธบายถง การอทศตนเพองานดวยความมงมน ทมเท บากบน เสยสละ ดวยความเตมใจโดยไมค านงถงความเหนดเหนอย ความยากล าบาก มความอดทน มความเพยรพยายาม มวนยในตนเอง มสมาธในการท างาน โดยไมค านงถงสงอนใด ไมกลวตออปสรรคและปญหา เชนเดยวกบ ชาญณรงค พรรงโรจน (2546) ไดกลาวถงคนทคณลกษณะการอทศตนนนการมความทมเท จะมงมนท างานในลกษณะมความสข มความมงมน และมความพงพอใจของตนเองโดยไมหวงสงตอบแทนหรอการยกยองจากผอน ท างานดวยความรกและความพอใจ ดวยการอทศตนทงก าลงกายและก าลงใจอยางเตมศกยภาพทตนมอย และรงสรรค เลศในสตย (2551) ไดกวางไววา การอทศตนเปนความทมเท มงมน จรงจง มพลง มสมาธ มศรทธา และมความเตมใจในการท างานสง สอดคลองกบเกรยงศกด เจรญวงศศกด (2547) ไดใหความหมายถงการอทศตนวาการมความตงใจอนแนวแนทจะกระท าสงใดสงหนงเพอใหบรรลเปาหมาย โดยอาศยความเพยร ความอดทน ขยนขนแขง ความเดดเดยว ไมไดหมายความวาเปนสงทกระตนจากเงนทองหรอเกยรตยศ ชอเสยง Dubrin (2006) ไดกลาวถง การอทศตน ความมงมนทจะใหบรการผ อนมากกวาวตถประสงคหรอเปาหมายทพวกเขาตองการ Gubman (2003) ไดอธบายถงการอทศตนวาเปนการใหพลงกาย พลงใจอยางเตมทซงแสดงออกมาในหลายๆรปแบบ เชน การมงมนท างานอยางสรางสรรคและมความเตมใจทจะสรางสรรคงานใหมคณภาพเกนความคาดหมายขององคการ เชนเดยวกบ Perrin (2003) ไดกลาวถงการอทศตนเปนการมสวนรวมท งปจจยดานอารมณ ความรสก และปจจยดานเหตผลทสมพนธกบองคกร เปนความมงมนทจะสามารถอทศตนเพอความส าเรจขององคกรหรออาจกลาวไดวาเปนระดบความพยายามอยางละเอยดรอบคอบ มความ

Page 54: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

42

สอดคลองกบทศนะของ Associates (2004) ทใหความหมายของการอทศตนเพองานวาเปนการอทศอารมณ ความรสก ความศรทธาและสตปญญา ใหกบองคกรโดยไมหวงสงตอบแทนทเปนรางวลใดๆ เพยงแตเพอใหงานมคณภาพและมความสรางสรรคดวยความพงพอใจ และWhite (2005) ไดใหความหมายของการอทศตน หมายถง การแสดงออกใหเหนถงการแสดงออกทมความเตมใจในการท างานและมศรทธาแรงกลาทจะดงเอาความสามารถพเศษออกมา เชนเดยวกบ Lodaht and Kejner (2007) ไดกลาวถงการอทศเปนการทมเททงเวลา พลงงาน อยางมความมงมนและตงใจเสมอนวางานหรอภาระหนาทคอสวนหนงของชวต Greenleaf (1997 อางถงใน Spears & Lawrence, 2002) ไดกลาวถง การอทศตนเพอพฒนาคน (Commitment to the Growth of People) หมายถง การแสดงใหเหนวาความเปนบคคลของมนษยแตละคนมคณคาสงกวาผลงานของบคคลนน อทศตนอยางแทจรงในการพฒนาบคลากรใหสามารถปฏบตงานอยางมออาชพและเตบโตตามวฒภาวะของแตละคน ดงนนสามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบของ “การอทศตน” หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการประพฤตตนในการมความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม ยดมนในเปาหมายการท างาน มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน มความกระตอรอรนในการท างาน มความเพยรพยายามและมงมนตงใจในการท างาน กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพในการปฏบตงาน และสามารถสรปตวบงชพฤตกรรมทแสดงออกถงการอทศตนได 6 ตวบงช ไดแก 1) มความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม 2) ยดมนในเปาหมายการท างาน 3) มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม 4) สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน 5) มความกระตอรอรนในการท างาน มความเพยรพยายามและมงมนตงใจในการท างาน และ 6) กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพในการปฏบตงาน

จากผลการศกษาวรรณกรรมและงานวจยทเกยวของสามารถสรปนยามเชงปฏบตการของ “การเปนแบบอยางดานคณธรรม” ไดวา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทสามารถวดไดจากองคประกอบทเปนตวแปรสงเกตได 4 ตวแปร คอ 1). ความนอบนอม 2) ความไมเหนแกตน 3) ความฉลาดทางอารมณ และ 4) การอทศตน ขางตน ผวจยไดสรปเปนนยามเชงปฏบตการและตวบงชของแตละองคประกอบ ดงตารางท 2-3

Page 55: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

43

ตารางท 2-3 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของการเปนแบบอยางดานคณธรรม องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด

1. ความนอบนอม (Humility)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการรจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส การรจกแสดงความเคารพผใหญกวา การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม การมจตใจออนโยน การมองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง

1. การรจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง 2. การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส 3. การรจกแสดงความเคารพผใหญกวา 4. การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม 5. การมจตใจออนโยน 6. การมองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง

2. ความไมเหนแกตน (Altruism)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานในการสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน

1. การสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม 2. การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน 3. การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม 4. การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน

Page 56: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

44

ตารางท 2-3 (ตอ) องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด

3. ความฉลาดทางอารมณ (Emotion Intelligence)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเองและผอน ความสามารถจดการควบคมอารมณ การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข

1. การตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเองและผอน 2. ความสามารถจดการควบคมอารมณ 3. การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง 4. การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล 5. การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข

4. การอทศตน (Commitment)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการประพฤตตนในการมความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม ยดมนในเปาหมายการท างาน มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน มความกระตอรอรน มความเพยรพยายามและมงมนตงใจในการท างาน กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพในการปฏบตงาน

1. มความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม 2. ยดมนในเปาหมายการท างาน 3. มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม 4. สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน 5. มความกระตอรอรน มความเพยรพยายามและมงมนตงใจในการท างาน 6. กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพในการปฏบตงาน

Page 57: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

45

2.1.6 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการของ “ความยตธรรม” (Justice) Kohlberg (1981) กลาวถงลกษณะส าคญของผทมภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม ประกอบดวย 1) การยดความถกตอง ถกตองตามกฎหมาย หรอ กฎ ระเบยบ ขอบงคบของสงคม 2) เปนกลาง การน าเสนอเนอหาอยางเปนกลางหรออยางตรงไปตรงมา เขาใจในสทธของตนและของผอน การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต เขาใจในสทธของตนและของผอน เปนผไมมอคต ไมเลอกปฏบต การตดสนใจควรถกกระท าโดยปราศจากความล าเอยง Covey (1991) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม ประกอบดวย 1) มความเปนธรรม (Fair Play) มเหตผลและวางตวเปนกลางอยางสม าเสมอ 2) มความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for Other) การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน การตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล Nancy (2001) กลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม คอ การพดและท าในสงทถกตอง ถกตองตามกฎหมาย หรอ กฎ ระเบยบ ขอบงคบของสงคม มความสมดลกบทกฝายทเกยวของ มขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน และเมอน าเขาสกระบวนการพจารณาวาผดหรอถกนน กตองอาศยสตปญญาอนสามารถรวมกบทศนะอนเปนกลาง ไมเอยงเขาขางฝายใดฝายหนงแบบวาตงธงไวกอน Moorhouse (2002) กลาวถง ลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม ประกอบดวย 1) เปนผมความเปนธรรม การบรการทใหความเสมอภาค การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคตค านงถงพรรคพวกของตนเองและทส าคญจะตองใหความเปนธรรมกบทกฝายกลาง 2) เปนผ ท ม บคลกนา เกรงขาม 3) เ ปนผ ทพ งพาอาศยได 4) เ ปนผ ไม มอคต ไม เ ลอกปฏบต (Non-discrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค Fullan (2003) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม ประกอบดวย 1) ยดความถกตองเปนหลก ถกตองตามกฎหมาย หรอ กฎ ระเบยบ ขอบงคบ การตดสนใจทถกตอง การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ ไมปลอยใหสงทผดพลาดหรอขอบกพรองนน าไปสขอไดเปรยบ National Policy Board for Educational Administration (2004) ไดเสนอเกณฑในการพจารณาภาวะผน าทมประสทธผลวาควรประกอบดวยเกณฑมาตรฐาน ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรมคอการปฏบตอยางยตธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม

Page 58: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

46

Pijianowski (2007) กลาวถงลกษณะส าคญของภาวะผน าเชงคณธรรมมความส าคญอยางยงและมความจ าเปนทผบรหารควรมในการบรหารจดการศกษา ซงจะท าใหการจดการศกษาในสถานศกษามประสทธภาพสง ดานความยตธรรมคอ การยดมนในสงทถกตอง และ การเคารพตนเองและผอน การพจารณาถงเหตผล Paul (2013) ไดศกษาเกยวกบภาวะผน าเชงคณธรรม: รปแบบผน าทางการศกษาในยคศตวรรษท 21 พบวาคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม คอการท าในสงทถกตอง การตดสนใจของบคคลจะตองปฏบตดวยความเปนกลางและพจารณาถงประเดนสาระส าคญ การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา การไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง Paul (2013) ไดศกษา ภาวะผน าเชงคณธรรม เกยวกบโมเดลส าหรบผน าทางการศกษาในศตวรรษท 21 มหาวทยาลย ฟรอลดา ใหทศนะวา ผน าทางการศกษาจะมบทบาททงเปนผสอน เปนคร เปนทปรกษาซงจะตองมการใหค าปรกษาแนะน า การแลกเปลยนเรยนร การสอน การน าในโรงเรยน และไดกลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม คอ ความถกตองและยตธรรม ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) ไดก าหนดเกณฑคดเลอกผบรหารตนแบบเพอการปฏรปการเรยนรไว 3 เกณฑ ซงใน 3 เกณฑนนไดกลาวถงถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม การท าในสงทถกตองมใจเปนกลาง การกระท าดวยการแยกแยะประเดนทแตกรางกน ดวยการพจารณาอยางละเอยดถถวนในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ มขอมลสารสนเทศทเพยงพอส าหรบกระบวนการตดสนใจ เพอท าใหการตดสนใจถกตอง นคม นาคอาย (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม การน าอยางมจรยธรรม ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม จะตองเปนผยกระดบความประพฤตประกอบดวย ความยตธรรม มเหตผล วางตวเปนกลาง ใชขอมลสารสนเทศอยางเพยงพอส าหรบกระบวนการตดสนใจ เพอท าใหการตดสนใจถกตอง ปราศจากความล าเอยง (The lack of bias rule) การท าการตดสนใจของบคคลจะตองปฏบตดวยความเปนกลางและพจารณา ส านกงานสภาการศกษา (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม ประกอบดวย ความเทยงธรรม การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต ใหความเปนธรรมกบทกฝายกลาง ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม คอ 1) ยดมนและยนหยดท าในสงทถกตอง (Moral Courange) หมายถง การยด

Page 59: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

47

มนในความถกตองดงาม ชอบธรรม มความเสยสละ พรอมทจะเปลยนแปลงเพอการพฒนา ยกหลกวชาและจรรยาบรรณวชาชพ ไมยอมโอนออนตามอทธพลใดๆ 2) โปรงใส ตรวจสอบได (Transparency and Accountability) หมายถง การปรบปรงกลไกการท างานขององคกรใหมความโปรงใส มวธการใหประชาชนตรวจสอบได เปดเผลขอมลขาวสารภายในขอบเขตของกฎหมาย 3) ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค และถกตอง มความเมตตาและเออเฟอเผอแผ ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดกลาวถงภาวะผ น าเชงคณธรรมในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐานโดยมวตถประสงคเพอประเมนสมรรถนะในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษา ดานความยตธรรม คอ 1) ท าในสงทถกตอง การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ Josephson (2009) กลาวถง ความยตธรรม (Fairness) จะเกยวกบเรองของความเสมอภาค (Equality) ความไมล า เ อยง ( Impartiality) ความไดสด สวน (Proportionality) ความตรงไปตรงมา (Openness) และการมกระบวนการทถกตองเหมาะสม (Due Process) โดย 1) ตองตดสนใจอยางมกระบวนการทถกตองเหมาะสม (Process) 2) มการตดสนใจดวยความเปนกลาง (Impartiality) 3) มการตดสนใจดวยความถกตอง (Equity) National Centre for Ethics in Health Care (2005) กลาวถง ความยตธรรม (Fairness) คอ 1) รกษาไวซงความยตธรรม (Fairly) และความถกตอง (Equitably) มการพจารณาอยางแจมแจงถงประเดนจรยธรรมเมอจะตองตดสนใจ 3) ในการจดการจะใชกระบวนการทไดมาตรฐานท าการตดสนใจ 4) จะใชการประเมนทางเลอกอยางหลากหลายเมอบอกถงการตดสนใจทส าคญแกทมงาน 4) จะใชเวลาในการอธบายเหตผลส าหรบการตดสนใจแกทมงานทเกยวของอยางเทาเทยม Karaköse (2007) กลาวถง โดยเหนวา พฤตกรรมดานความยตธรรมของภาวะผน าเชงคณธรรมนน 1) ปฏบตตอลกนองดวยความเปนกลางไมล าเอยงตรงไปตรงมา 2) ปฏบตตอทกคนดวยความถกตองอยางเทาเทยมกน 3) ใหรางวลความส าเรจกบพนกงานทกคนอยางเสมอภาค 4) แกปญหาดวยกระบวนการอยางเปนระบบ Brown (2007) กลาวถง เขาเชอวาจดแขงของ ผจดการคอการเปนผแสดงบทบาทเชงจรยธรรม ด หรอ เลว ส าหรบพนกงานไดวางรากฐานส าหรบคนหาความจรงเกยวกบภาวะผน าเชงจรยธรรมในสถานทท างาน ภาวะผน าเชงจรยธรรมเหมอนกนกบ บคคลแหงคณธรรม (as Moral Persons) คอ ผจดการเชงคณธรรมตองมความยตธรรม (Fair) ผมภาวะผน าเชงจรยธรรมจะตอง 1)

Page 60: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

48

สามารถอธบายในการตดสนใจอยางมหลกการตอผใตบงคบบญชา และ 2) การตดสนใจอยางมเหตผลบนพนฐานของความถกตอง 3) หลกความเปนกลาง ตรงไปตรงมาเปนหวใจของความยตธรรม Mowbray (2009) กลาวถง จะตองมความยตธรรม ซงความยตธรรม (Fair) คอ ความสามารถในการสรางความเปนธรรมกบทกคนโดยผมภาวะผน าเชงจรยธรรม มลกษณะดงน คอ 1) สามารถอธบายสภาวะแวดลอมไดทงหมดและอธบายไดอยางชดเจนอยางมเหตผล 2) มการตดสนใจในสงทถกตอง (Right) 3) มการตดสนใจดวยความไมมอคต 4) มการตดสนใจอยางถกตองเหมาะสม 5) การตดสนใจโดยใหความเสมอภาคเทาเทยมกนทกคน 6) การตดสนใจดวยวธการทมประสทธภาพอยางเทาเทยมกน Mendonca (2001) ไดพดถงคณลกษณะของผน าทดวาตองเปนผมความยตธรรม คณคาส าหรบความยตธรรมนนเปนความปรารถนาของทกคน มลกษณะดงน คอ 1) มความพยายามอยางตอเนองทจะท าใหผอนรวาอะไร คอ สงทถกตอง 2) มการจดการดวยกระบวนการทถกตองยตธรรม และ การตดสนใจค านงถงสทธพงมพงไดของผเกยวของทงหมด Mayer et al. (2008) กลาววา ภาวะผน าจะตองท าใหเกดความตระหนกในความยตธรรม (Fair) ประกอบดวย ดงน คอ 1) จะตองจดการหรอปฏบตตอพนกงานดวยการจดการอยางเปนธรรม 2) กอใหเ กดประโยชนกบทกคนดวยความเสมอภาค 3) เปนผ มความยตธรรมไมล าเอยงตรงไปตรงมา (Fairness) 4) บรหารงานดวยความเสมอภาคเทาเทยมกน (Equality) 5) บรหารงานดวยความถกตองชอบธรรม (Justice) และ 6) บรหารงานดวย

จากผลการศกษาทฤษฎและงานวจยเพอการสงเคราะหก าหนดองคประกอบของความยตธรรม (Justice) จากทศนะและจากผลการศกษาวจยของนกวชาการ 21 แหลงดงกลาวมานน ผวจยพจารณาเหนวาองคประกอบบางตวมความหมายเดยวกน แตนกวชาการเรยกชอตางกน ดงนน เพอใหการน าเอาองคประกอบแสดงในตารางสงเคราะหมความเหมาะสม ผวจยจงก าหนดชอองคประกอบทมความหมายเหมอนกนแตเรยกชอแตกตางกนทเปนกลาง (Neutral) ทสะทอนใหเหนถงความหมายเดยวกนและครอบคลมองคประกอบอนทใชชอแตกตางกนนน หรอเลอกใชชอองคประกอบใดองคประกอบหนง ดงน

1. ความถกตอง (Rightness) ไดแก 1) การยดความถกตอง 2) การพดและท าในสงทถกตอง 3) ยดความถกตองเปนหลก 4) การยดมนในสงทถกตอง 5) การท าในสงทถกตอง 6) การยดมนในความถกตองดงาม 7) ท าในสงทถกตอง

Page 61: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

49

2. ความเทยงธรรม (Rectitude)ไดแก 1) เปนกลาง เขาใจในสทธของตนและของผอน 2) เปนผไมมอคต 3) มใจเปนกลาง 4) วางตวเปนกลาง 5)ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค

3. ความชอบดวยเหตผล (Fairness) ไดแก 1) มความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for Other) 2) การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน 3) ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม 4) ความมเหตผล

4. ความชอบธรรม (Righteousness) ไดแก 1) มความเปนธรรม (Fair Play) 2) เปนผมความเปนธรรม 3) การปฏบตอยางยตธรรม 4) การยดมนในความชอบธรรม

จากการก าหนดชอองคประกอบ 4 รายการขางตนและจากองคประกอบทเปนทศนะหรอผลการศกษาวจยของนกวชาการแหลงตางๆทมความหมายเฉพาะอนๆ ผวจยไดน ามาแสดงในตารางสงเคราะห 4 โดยองคประกอบเหลานถอวาเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) ทผวจ ยจะพจารณาใชเกณฑเพอก าหนดเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ตอไป

Page 62: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

50

ตารางท 2-4 การสงเคราะหองคประกอบของความยตธรรม

องคประกอบของความยตธรรม

Kohlberg (1981)

Covey (1991)

Nancy (2001)

Moorhouse (2002)

Fullan (2003)

NPBEA (2004)

Pijianowski (2007)

Paul (2013)

Paul (2013)

ส านกงานคณะกรรมการ

การศกษาแหงชาต

(2544) นคม นาคอาย (2550)

ส านกงานสภาการศกษา

(2550)

ส านกงาน กพ.(2552)

สพฐ.(2553)

รวม

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

1. ความถกตอง √

√ √

√ 9

2. ความเทยงธรรม √

√ √

√ √

8

3. ความชอบดวยเหตผล

4

4. ความชอบธรรม

√ √

3

5. เปนผทมบคลกนาเกรงขาม

1

6. เปนผทพงพาอาศย

1

7. การเคารพตนเองและผอน

1

รวม 2

2 1

4 1

1 2

1 2

3 3

1 3

1 27

Page 63: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

51

จากตารางท 2-4 ผลการสงเคราะหองคประกอบของความยตธรรม พบวามองคประกอบเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) จ านวน 7 องคประกอบ แตการศกษาวจยครงน ผวจยไดใชหลกเกณฑในการพจารณาจากความถขององคประกอบทนกวจยสวนใหญเลอกเปนองคประกอบของความยตธรรมในระดบสง (ในทน คอ ความถต งแต 4 ขนไป) พบวา สามารถคดสรรองคประกอบของความยตธรรมได 4 องคประกอบทจะใชเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในการวจยครงน จ านวน 3 องคประกอบ ดงน

องคประกอบท 1 ความเทยงธรรม (Rectitude) องคประกอบท 2 ความชอบดวยเหตผล (Fairness) องคประกอบท 3 ความถกตอง (Fightness)

จากองคประกอบหลกขางตนสามารถสรางตวโมเดลการวดของความยตธรรม ไดดงภาพท 2-3

ภาพท 2-3 โมเดลการวดของความยตธรรม

จากภาพท 2-3 แสดงโมเดลการวดของความยตธรรมทไดจากการสงเคราะหทฤษฎและงานวจยทเกยวของ ซงประกอบดวย 1) ความเทยงธรรม (Rectitude) 2) ความชอบดวยเหตผล (Fairness) และ 3) ความถกตอง (Rightness)

ความเทยงธรรม

ความชอบดวยเหตผล

ความถกตอง

ความยตธรรม

Page 64: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

52

2.1.7 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความเทยงธรรม (Rectitude) ราชบณฑตยสถาน (2546) ใหความหมายความเทยงธรรมหรอความเปนกลางวา หมายถง การไมเขาขางฝายใดฝายหนง ณฐฬส วงวญญ (2549) ความเปนกลางคอ การเขาขางทกฝาย ความเปนกลางคอ ตองเขาขางทกฝาย สมผสรบรถงความรสกนกคดของทกฝาย ค าวา “เขาขาง” ในทนหมายถง เขาไปในใจเพอรบรทกสงทเกดขนในใจ โดยทยงไมตองไปคนหาคนผด หรอไมดวนสรปวา “ใครท า” หรออะไรเปนสาเหตยงถาราพยายามวเคราะหหาคนผด หรอหาสงทท าใหเกดเรอง แนวความคดอกอยาง มองวา ความเปนกลางกคอ การมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจดวย ถาจะตดสนอะไรอยางเปนกลาง ตองอาศยการเปดใจและเขาใจอยางแทจรงตองวงเขาไปร ไปดใหเหนจรง เขาใจความรสกของสงทเราไมชอบ แลวคอยตดสนแบบนถงจะยตธรรมกบสงทไมชอบ (ความเปนกลาง, 2553) พระมหานรนทร นรนโท (2549) ไดเขยน เรอง ความเทยงธรรมหรอความเปนกลาง วาคนสวนใหญเขาใจวา “ความเปนกลางคอไมเขาขางฝายใดเลย ไมวาถกหรอผด” ซงเปนการน าเอาธรรมะขอทวา “อเบกขา” มาสนบสนนความเปนกลางของตนเองอยางไมตรงตามหลกการของพระพทธองคดวย ขออางองจงอยากจะชแจงถง “ความเปนกลาง” ไว ณ ทน วาค าวา “เปนกลาง” น มใชเรองของการนงดดายไมสนใจไยด แบบวาผดกชง ถกกชง ท าตวเปนพระประธานในโบสถสถานเดยว อยางนมใชความเปนกลางในพระพทธศาสนา หากแตแททจรงแลว ความเปนกลางกคอการยนยนหลกธรรมค าสอนของาองคสมเดจพระสมมาสมพทธเจาในเรองของ “ท าดไดด ท าชวไดชว” ไมใช “ไมมอะไรดหรอชวเลยในโลกน” นคอค าจ ากดความยกตวอยาง ศาลสถตยตธรรม ซงมหนาทพจารณาอรรถคดแนนอนวาศาลจะตองมความเปนกลางและเปนธรรม ไมเอยงเขาขางฝายใดฝายหนงกอนจะเหนพยานหลกฐาน แตเมอพจารณาจากพยานหลกฐานแลว พบวาฝายหนงผด ฝายหนงถก ศาลทเปนธรรมคอเปนกลางกตองตดสน “ใหผดใหถก” ไปตามพยานหลกฐานทพบนน ไมใชอางวา “ศาลเปนกลาง” แลวตดสนให “ถกทกฝาย” หรอ “ผดทกฝาย” หรอ “ไมมฝายไหนถกฝายไหนผด” หรอ “ ดองคดไวไมตดสนเหมอนศาลสงฆทมพระพรหมโมลรบคดธรรมกายมา 5 ป ทผานมา” อยางนถอวามใชศาลทดแนนอนโดยเฉพาะหลกธรรม “อคต 4” ทตองน ามาก ากบการท างานอยางเครงครด นนคอ 1) ฉนทาคต ล าเอยงเพราะความรก 2) โทสาคต ล าเอยงเพราะความโกรธ 3) โมหาคต ล าเอยงเพราะความโง 4) ภยาคต ล าเอยงเพราะความกลวนนคอวา ผจะท างานตอประเทศชาต ศาสนาและประชาชนแลว ตองละวางอคตเหลาน ไมมความรก ไมมความโกรธ ไมมความโลภ ไมมความหลง และทส าคญกคอ ไมกลว แตโทษทเถด มนหายากนาคนชนดน เอาแตความรกชนดเดยวมนกตดยากแลว ยงความโกรธ ความโลภ และความหลง ดวย มนมอยดวยกนทงนน แถมดวยความกลวตอภยทจะมาจากการท าหนาทอยางตรงไปตรงมา โดยเฉพาะกลวตาย ถา

Page 65: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

53

ไมกลวตายเสยอยางเดยวแลว ใครๆ กหายกลวดวยกนทงสน นแหละทวามนยากกวาเขนครกขนภเขา แตถงแมวาไมรก ไมโกรธ ไมโลภ และไมกลวแลว ยงมอกตวทส าคญทสด คอ “ไมหลง” ค าๆ นมความหมายวา ตองรแจงเหนจรงทงสงทเปนประโยชนและไมเปนประโยชน รเหต รผล รตน รประมาณ รกาลเวลาและสถานท การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจนและครอบถวน และเมอน าเขาสกระบวนการพจารณาวาผดหรอถกนน กตองอาศยสตปญญาอนสามารถรวมกบทศนะอนเปนกลาง ไมเอยงเขาขางฝายใดฝายหนงแบบวาตงธงไวกอน รดวยวา ถาตดสนใจไปเชนนจะมผลอยางไรตอประชมชน ซงจะเปนเหตผล “สดทาย” ในการท างานคอการประเมนผลดผลเสยอยางรอบดานนนเอง ถาใชศพทนยมกเหนจะตองกลาววา “การท างานในระบบบรณาการ” มใชจบจดเหมอนตาบอดคล าชาง จงตองขอย าความรความเขาใจในเรองของ “ความเปนกลาง” นใหชดเจน อยาเลนส านวนไทยเพยงวลเดยววา “พดไปสองไพเบยนงเสยต าลงทอง” เพราะยงมเหตผลกลไกทตางชนตางระดบกนในการพจารณาหาเหตผล นรนทร น าเจรญ (2547 อางถงใน เอกชย แสงโสตา, 2553) ใหทศนะในดานการรายงานขาว ค าวา “ความเปนกลาง” วา หมายถง การน าเสนอสวนทเปนขอเทจจรง ไมใสอารมณความรสกเขาไปในขาว ตดตวผรายงานออกจากขาว Bayan (2004 อางถงใน ทศวด แซจว, 2552) ใหความหมาย ความเทยงธรรม (Rectitude) หรอความเปนกลาง (Impartiality) วา หมายถง ปราศจากความล าเอยง (Unbiased) และไมมสวนไดสวนเสย (Disinterest) และกลาววา ความล าเอยงม 4 ลกษณะคอ 1) ฉนทาคต ล าเอยงเพราะความรก 2) ล าเอยงเพราะความโกรธ 3) โมหาคต ล าเอยงเพราะความโง 4) ภยาคต ล าเอยงเพราะความกลว Weanpoel and Grazybowsaka (2008 อางถงใน ถาวะ เกษมณ, 2551) กลาวถงหลกความเปนกลางของศาล วาหลกทศาลหรอผพพากษาพจารณาดบนพนฐานมาตรฐานความเปนกลาง มากกวาบนพนฐานของความล าเอยง (Bias) ความมอคต (Prejudice) หรอความเอนเอยงเขาขาง (Preferring) ในประโยชนไดเสยของฝายหนงมากวาฝายหนงโดยมมเหตผลอนควร Josephson (2009) กลาวถง ผน าเชงจรยธรรมทมความยตธรรมวาจะตองมการตดสนใจดวยความเปนกลาง (Impartiality) การตดสนใจควรถกกระท าโดยปราศจากความล าเอยง (Favoritism) การเลนพรรคเลนพวกหรออคต (Prejudice) ตดสนใจดวยความยตธรรม Hemanus (2008 อางถงใน เอชย แสงโสดา, 2553) กลาวถง ความเทยงธรรมหรอความเปนกลาง ประกอบดวยปจจยส าคญ 2 อยาง คอ คณลกษณะเนอหาทเปนขอเทจจรง (Matter of Fact Character) และความไมฝกใฝฝายใดฝายหนง (Impartiality) คณลกษณะเนอหาทเปนขอเทจจรงไดแกความจรง (Truthfulness) และความไมฝกใฝฝายใดฝายหนง (Balance) และการน าเสนอเนอหาอยางเปนกลางหรออยางตรงไปตรงมา อธบายความวาสมดล คอ การน าเสนอขอมลทกฝายดวยความเสมอภาคเทาเทยมกนสวนการน าเสนอขอมลอยางตรงไปตรงมา คอ ไมใสอารมณความคดเหนหรอความรสกลงไป โดยเจตนาสรางความเขาใจ

Page 66: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

54

ผด Kohlberg (1981) , Covey(1991) , Moorhouse (2002) , Paul(2013) , ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต, นคม นาคอาย (2550) และส านกงานสภาการศกษา (2550) ไดกลาวถงความเทยงธรรม หมายถงการวางตวและใจทเปนกลาง เขาใจในสทธของตนและของผอน เปนผไมมอคต ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค

ดงนนสามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความเทยงธรรม ” (Rectitude) หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถง การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต และไมเลอกปฏบตการบรการทใหความเสมอภาค ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงช “ความเทยงธรรม” ประกอบดวย 4 ตวบงช ดงนคอ 1) การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง 2) การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง 3) การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต และ 4) ไมเลอกปฏบตการบรการทใหความเสมอภาค 2.1.8 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความชอบดวยเหตผล (Fairness) กนกอร สมปราชญ (2546) กลาวไววา ผน าควรมพนฐานในการแสวงหาความยตธรรม อสรภาพและความเทาเทยมกนของมนษย เนองจากเปนผทมความรบผดชอบตอสงคม จงตองมอสระและเสรภาพ ไมถกครอบง าหรออทธพลใดๆ จากนกการเมองหรอผมอทธพลทไมชอบธรรม ทงความคดและการกระท า นอกจากการมองเหนความตองการขององคการ หนวยงาน ชมชนและสามารถจดการตอบสนองความตองการทแทจรงขององคการและสงคมได ตองรตน รคน รงาน ประสานความคด สอดคลองกบ John Codd (1994) ทไดกลาวถง การเปนผน าทางการศกษาวาตองเคารพศกดศรของความเปนมนษย ตองมอสรภาพและความยตธรรม ผบรหารมหาวทยาลยเอกชนทมภาวะผน าตองท าในสงทถกตอง (Doing the Right Thing) เมอเผชญกบสภาวการณจ าเปนทตองเลอกตดสนใจ ตองใชเหตผลเชงจรยธรรม เพราะการเปนผน าตองมหลกการ มวนย มความอดทนตอปญหา อปสรรคทงปวง เหนอสงอนใดตองมพฤตกรรม จรยธรรม โดยอาศยเกณฑเพอพจารณาวา เปน “สงทถกตอง” เชน ถกตองตามกฎหมาย หรอ กฎ ระเบยบ ขอบงคบของสงคมหรอไม มความสมดลกบทกฝายทเกยวของหรอไม และเรารสกอยางไรกบตนเอง นอกจากนยงมขอเสนอแนะเพอตรวจสอบพฤตกรรม จรยธรรมผน าเพมเตม เชน 1) ประเดนนนเปนความจรงหรอไม 2) การกระท านนยตธรรมกบผเกยวของ 3) มประโยชนตอผมสวนเกยวของ และ 4) เหตการณเชนนหรอวธการนเปนการสรางมตรภาพหรอกลยาณมตรตอผมสวนเกยวของหรอไมมความยตธรรมมเหตผลและวางตวเปนกลางอยางสม าเสมอ

Page 67: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

55

Mayer et al. (2008) กลาววา ผน าทมคณธรรมจะตองท าใหเกดความตระหนกในความยตธรรม (fair) จะมพฤตกรรมดงน คอ บรหารงานดวยความถกตองชอบธรรม (Justice) Covey (1991), NPBEA (2004), นคม นาคอาย (2550), ส านกงาน กพ . (2552) ความชอบดวยเหตผล (Fairness) หมายถง การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for Other) การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน การตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล พระมหานรนทร นรนโท (2549) การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจนและครอบถวน ดวงเดน นเรมรมย (2552) กลาวไววา ความยตธรรมความชอบดวยเหตผล (Fairness) การมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ ดงนนสามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความชอบดวยเหตผล” (Fairness) หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนบนฐานขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล และ มการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงช “ความชอบดวยเหตผล” ประกอบดวย 4 ตวบงช ดงน คอ 1) การมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ 2) การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนบนฐานขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน 3) การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล และ 4) มการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล 2.1.9 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความถกตอง (Rightness) ราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 ใหความหมาย “ถก” หมายถง โดน, แตะตอง, สมผส, เชน ถกเนอถกตว; เหมาะกน, เขากน, เชน ถกนสย; ตรงกนกบ เชน ถกกฎหมายถกลอตเตอร; เปนกรยาชวยแสดงวาประธานของประโยคเปนผถกท า (มกใชในขอความทท าใหผถกท าเดอดรอนหรอไมพอใจ) เชน ถกเฆยน ถกลงโทษ Stowell (2004) กลาวถง ความถกตอง หมายถง การปฏบตตอทกๆ คนอยางเทาเทยมกนยตธรรม โดยไมค านงถง เกณฑ อาท เบองหลง (Background) การด ารงชวต (Lifestyle) เพศ (Sex) เชอชาต (Race) มนคอความคดทมเหตผลเปนกลางและสอดคลองกบการปฏบตหรอการใหสญญาทวา “ทกๆ คนควรไดรบการปฏบตตอกนเหมอนกนและเทาเทยมกน” (Everyone should be

Page 68: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

56

Treated the Same) อยางไรกตามคอนขางจะเปนแนวคดทงายและดผวเผนและสบสนกบ ค าวา “ยตธรรม” (Fairness) และ “เหมอนกน” (Sameness) และกลาววาความไมยตธรรม เกดจากการปฏบตทไมเทาเทยมกน Christian (2007) กลาวถง ความถกตอง หมายถง การทผลการวเคราะหทไดมคาเขาใกลคาจรง (True Value) ซงคาจรงแทๆ ไมมใครทราบเนองจากในการวดมความคลาดเคลอนเกดขนเสมอ ในการบงบอกถงความถกตองของวธวเคราะหจงตองเปรยบเทยบคาทวดไดกบคาจรงทยอมรบกน Josephson (2009) กลาวถง ความยตธรรมวาตจะตองมการตดสนใจบนพนบานความถกตอง (Equity) ผน าเชงจรยธรรมจะตองแกไขสงทผดพลาดทเกดขนไมวาจะเปนความผดของบคคล ของสงคมหรอของบรษทใหถกตองอยางทนททนใด ไมปลอยใหสงทผดพลาดหรอขอบกพรองนน าไปสขอไดเปรยบหรอผลประโยชนส าหรบตนเองดวยการเอาเปรยบคนอนหรอผทออนแอกวา Peace and Happiness (2554) กลาวถง หลกการพจารณาความถกตองอยางนอยม 4 ประการ คอ 1) ไมเบยดเบยนตนเอง 2) ไมเบยดเบยนผอน 3) ไมเบยดเบยนทงตนเองและผอนและ 4) ผรหรอบณฑตรบรอง Ombudsman (2007) การตดสนใจดวยความถกตองหรอมกระบวนการทไมล าเอยง นนคอ การตดสนใจทถกตอง ผบรหารจะตองรบฟงผทจะไดรบผลจากการตดสนใจนน ซงโดยปกตพจารณาจาก 3 ประเดน 1) ความตองการทจะตองคนพบ (The Notice Requirement) หมายถง จะตองบอกประเดนส าคญและมขอมลสารสนเทศทเพยงพอส าหรบกระบวนการตดสนใจ เพอท าใหการตดสนใจถกตอง 2) กฎการฟง (The Fair Hearing Rule) หมายถง บคคลทจะไดรบผลจะใหเหตผล โอกาสในการพดและการโตตอบและผตดสนใจจะตองพจารณาประเดนแยกยอยของผทจะไดรบผลจากการตดสนใจนน และการตดสนจากการรบฟงดวยความถกตอง 3) กฎการขาดความล าเอยง (The Lack of Bias Rule) การท าการตดสนใจของบคคลจะตองปฏบตดวยความเปนกลางและพจารณาถงประเดนสาระส าคญ และไดกลาวถงความล าเอยงวาหมายถง การขาดความเปนกลาง (Impartiality) ในการพจารณาถงเหตผล อาจจะเปนลกษณะเปนการเขาขางหรอเปนผสนบสนนหรอขดแยงหรอตอตานกบผจะไดรบผลจากการตดสนใจนน ซงอาจจะเกดขนจากผ ตดสนใจ ไดรบสนบนหรอผลประโยชนของบคคล (Personal Interest) หรอขดแยงในผลประโยชน (Conflict of Interest) หรอความประทบใจเปนพเศษ (Impression) จงท าการตดสนใจดวยความล าเอยง ความล าเอยงเปนสงทเกดไดจรงและปรากฏใหเหนของผท าการตดสนใจ Haller and Soltis (1988 cited in Shapiro, 2001) ก ล าวว า ความถกตอง (Equity) หมายถง การกระท าดวยการแยกแยะประเดนทแตกรางกน ดวยการพจารณาอยางละเอยดถถวนในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ แตไมเสมอไปส าหรบการปฏบตทถกและหรอมทกระดบท

Page 69: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

57

ปรากฏใหเหน Yon (1990) กลาววา จะปรากฏอยบอยๆ วา ความถกตองนนบางครงเปนไปตามกระแสและความถกตองนนบางครงเกดจากการกดข (Oppressed) ดงน นสามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความถกตอง” ไดวา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาทแสดงออกถงการพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา และการไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงช “ความถกตอง” ประกอบดวย 4 ตวบงช ดงน คอ 1) การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ 2) การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง 3) การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา และ4) การไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง จากผลการศกษาเอกสารและงานวจยทเกยวของสามารถสรปนยามเชงปฏบตการของ “ความยตธรรม” ไดวา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทสามารถวดไดจากองคประกอบทเปนตวแปรสงเกตได 3 ตวแปร คอ 1) ความเทยงธรรม (Rectitude) 2) ความชอบดวยเหตผล (Fairness) 3) ความถกตอง (Rightness) ขางตน ผวจยไดสรปเปนนยามเชงปฏบตการและตวบงชของแตละองคประกอบ ดงตารางท 5 ตารางท 2-5 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของความยตธรรม

องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด 1. ความเทยงธรรม (Rectitude)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต ไมเลอกปฏบตคอการบรการทใหความเสมอภาค

1. การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง 2. การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง 3. การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต 4. ไมเลอกปฏบตคอการบรการทใหความเสมอภาค

Page 70: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

58

ตารางท 2-5 (ตอ)

องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด 2. ความชอบดวยเหตผล (Fairness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล และมการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล

1. การมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ 2. การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน 3. การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล 4. มการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล

3. ความถกตอง (Rightness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาทแสดงออกถงการพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา การไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง

1. การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ 2. การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง 3. การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา 4. การไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง

Page 71: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

59

2.1.10 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการของ “ความซอสตย” 2.1.10.1 องคประกอบของ “ความซอสตย”

1) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ Covey Covey (1991) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผ น าเชงคณธรรม ดานความ

ซอสตย ดงน คอ 1) การมสจจะ ตองพดความจรง (Truth) ความประพฤตทตรงไปตรงมา และจรงใจในสงทถกทควร ถกตองตามท านองคลองธรรม รวมไปถงการไมคดคดทรยศ ไมคดโกงและไมหลอกลวง 2) มความซอสตยสจรต (Honesty) การประพฤตปฏบตอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจรง ประพฤตปฏบตอยางตรงไปตรงมา ทงกาย วาจา ใจ ตอตนเองและผอน รวมตลอดทงตอหนาทการงานและค ามนสญญา 3) มความรบผดชอบในหนาท (Sense of Duty) การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ และดวยความซอสตยไมแสวงหาผลประโยชนใหแกตนเองและพวกพองดวยการใชอ านาจหนาทโดยมชอบ 2) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ Moorhouse

Moorhouse (2002) กลาวถง ลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ความซอสตย ประกอบดวย คอ 1) เปนผมความซอสตย การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ และดวยความซอสตยไมแสวงหาผลประโยชนใหแกตนเองและพวกพองดวยการใชอ านาจหนาทโดยมชอบ 2) เปนผเชอถอไดตรงไปตรงมา ปฏบตอยางตรงไปตรงมา ทงกาย วาจา ใจ ตอตนเองและผอน 3) เปนผทมบคลกนาเกรงขาม 4) เปนผทพงพาอาศยได 5) เปนผไมมอคต 3) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ Josephson Josephson (2009) กลาวถงองคประกอบ ความซอสตย ประกอบดวย 1) การเปดเผยความจรง (Truthfulness) การเปดเผยความจรงคอการน าเสนอขอเทจจรงทดทสดทม 2) ความจรงใจ (Sincerity) ความจรงใจคอความไมเสแสรงการอยโดยปราศจากกลโกงหรอการตสองหนา 3) ความตรงไปตรงมา (Candor) ความซอสตยอาจแสดงออกอยางตรงไปตรงมา (Candor) อยางเปดเผย (Forthrightness) และไมออมคอม (Frankness) และความจรงใจทจะใหขอมลกบบคคลอนทจ าเปนตองร 4) ความซอสตยในความประพฤต (Honesty in Conduct) คอการปฏบตตามกฎ กฎหมาย ระเบยบ (Rules) ปราศจากการขโมย (Stealing) การคดโกง (Cheating) การตมตน (Fraud) การกลบเกลอนค าพด (Subterfuge) และการใชกลอบาย (Trickery) อนๆ 4) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ National Centre for Ethics in Health Care National Centre for Ethics in Health Care (2005) กลาวถง ผน าทมความซอสตย ประกอบดวย การเปนผไมคดโกง ไมโกหกหลอกลวง สอสารไดอยางชดจนในสงคาดหวงตองเปน

Page 72: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

60

คนเปดเผย (Openness) การไมปฏบตในสงทชวราย การประพฤตปฏบตอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจรง การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา และการปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ และดวยความซอสตยไมแสวงหาผลประโยชนใหแกตนเองและพวกพองดวยการใชอ านาจหนาทโดยมชอบ ซงความซอสตยสจรตนจะด าเนนไปดวยความตงใจจรง 5) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ Karakose Karakose (2007) กลาวถงองคประกอบของ ความซอสตย ประกอบดวย การไมหาผลประโยชนทางการเมอง ไมหาผลประโยชนทางศาสนา ไมหาผลประโยชนทางการเงน ไมมนสยหรอความประพฤตในดานลบ พดความจรงตลอดเวลา ตดสนใจรวมกนอยางมประสทธภาพ การซอตรงตอเวลา งาน การนดหมาย ค ามนสญญา ระเบยบประเพณ กฎหมาย การไมพดปด ฉอฉล สบปลบ กลบกลอก ไมคดโกง การไมใหรายผอน การกลาทจะรบความจรง การประกอบสมมาอาชพ 6) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ Klann Klann (2007) กลาวถงองคประกอบยอยของ ความซอสตย ประกอบดวย การปฏบตและสงเสรมการสอสารอยางเปดเผย การพดแตสงทดมประโยชน การเขยนแตสงทดด ละเวนการสอสารดวยค าพดทไมด การสอสารวสยทศนในทางทเปนบวก การเปนผฟงทด การสอสารดวยทมทเขมแขง การสอสารโดยตระหนกถงความแตกตางทางวฒนธรรม 7) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ Mowbray Mowbray (2009) กลาวถงองคประกอบของความซอสตย ประกอบดวย วา มความโปรงใส มความซอตรงเชอถอไดไวใจได เปนผสามารถสอสารไดชดเจน คอ ความสามารถในการสรางความเขาใจ ความสามารถตดตอสอสารกบบคคลในทกหนทกแหงถงความเปนไปได ความสามารถในการท าความเขาใจ ในเรองทมการตดตอสอสาร 8) องคประกอบของความซอสตยตามทศนะของส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) ไดก าหนดเกณฑคดเลอกผบรหารตนแบบเพอการปฏรปการเรยนรไว 3 เกณฑ ซงใน 3 เกณฑนนไดกลาวถงถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความซอสตย ประกอบดวย ดงน 1) การอทศตนใหกบการปฏบตงานอยางตอเนอง 2) มตรงไปตรงมา ไมเอนเอยงไมมเลหเหลยมมความจรงใจ ปลอดจากความรสกล าเอยงหรอคต 9) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ นคม นาคอาย

นคม นาคอาย (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม การน าอยางม

Page 73: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

61

จรยธรรม คอการยดหลกธรรมเปนพนฐาน มเมตตากรณาตอผตาม ยตธรรม มเหตผล วางตวเปนกลาง รกและหวงใยตอผรวมงาน ปฏบตตนเปนแบบอยางทด ซอสตยตอตนเองและหนวยงาน มองโลกในแงด รบรหนาทของตนองและปฏบตอยางเตมทถกตอง

10) องคประกอบของความซอสตยตามทศนะของส านกงาน คณะกรรมการขาราชการพลเรอน ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความซอสตย ประกอบดวย ดงนคอ 1) ดานความซอสตยสจรตและมความรบผดชอบ (Integrity and Responsibility) หมายถง การปฏบตหนาทอยางตรงไปตรงมา แยกเรองสวนตวออกจากหนาทการงาน มความรบผดชอบตอการปฏบตงานในหนาทตอประชาชน ตอผลการปฏบตงานขององคกรและตอการพฒนาปรบปรงระบบราชการ 3) โปรงใส ตรวจสอบได (Transparency and Accountability) หมายถง การปรบปรงกลไกการท างานขององคกรใหมความโปรงใส มวธการใหประชาชนตรวจสอบได เปดเผลขอมลขาวสารภายในขอบเขตของกฎหมาย 4) ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค และถกตอง มความเมตตาและเออเฟอเผอแผ

11) องคประกอบของความซอสตยตามตามทศนะของส านกงาน คณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐานโดยมวตถประสงคเพอประเมนสมรรถนะในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษา ดานความซอสตย ประกอบดวย ดงน 1) ท าในสงทถกตอง ซอสตย สจรต การประพฤตตรงไมเอนเอยงไมมเลหเหลยมมความจรงใจ ปลอดจากความรสกล าเอยงหรอคต 12) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ ราชบณฑตยสถาน ราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546) อธบายวา องคประกอบของ ความซอสตย ประกอบดวย การประพฤตตรงและจรงใจ ไมคดคดทรยศ ไมคดโกงและไมหลอกลวง สวนค าวา “สจรต” หมายถงความประพฤตดงาม ความประพฤตชอบ ซงเปนคณลกษณะของประชากรทพงประสงคของคนไทย ความซอสตย จรงใจตอกนของบคคลยอมเปนเหตให เกดความไววางใจซงกนและกน ในการพฒนาตนใหมวนย มความงามทางกาย วาจานน มขอหามไวในเบญจศลวาจะตองไมกลาวค าทเปนเทจ หลอกลวง ไมจรง และในเบญจธรรมมขอทควรปฏบตคอ ตองมสจจะ เปนการย าวาไมใหโกหก ใหจรงใจตอกน บคคลทมความจรงใจยอมไดรบความเชอถอไววางใจจากผอน จะคดจะท าอะไร ยอมมผชวยเหลอค าจน ตางจากคนหลอกลวงทไมมใครอยากคบหาเสวนา หากดค าสอนเกยวกบการเลอกคบคน พระพทธองคทรงสอนวา บคคลทไมควรคบหา

Page 74: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

62

สมาคมดวยกคอ คนประจบ ดแตพด หาความจรงใจไมได การซอสตยจรงใจทแสดงออกทางวาจา ท าใหบคคลมความสจรตทางวาจา 4 ขอในกศลกรรมบถ 10 สวนความซอสตยทแสดงออกทางกายไดแกการไมลกขโมยในเบญจศลและมสมมาอาชวะในเบญจธรรม การลกขโมยมความหมายกวางถงของทกอยางไมวาอยในทลบหรอทแจงหากไมใชของของตนแมจะไดรบโอกาสดแลรกษากตองดแลเพอใหเจาของเขา เปนผรบประโยชน ไมใชแสวงหาประโยชนจากสงทไดรบมอบหมายใหดแล ตวอยางเชน นกการเมอง หรอ ขาราชการไดรบมอบหมายจากประชาชนใหดแลเศรษฐกจของบานเมอง ดแลความสงบเรยบรอยของบานเมองแตไมไดท าหนาทตามทไดรบมอบหมาย โดยหาประโยชนเพอตนจากหนาท ทไดรบ เรยกวาคอรปชน โกงบานโกงเมอง โกงเวลาราชการ ท าใหถกตราหนาวาเปนคนไมซอสตย ในระดบครอบครวผทไมปฏบตเบญจศลทงในขอมสาและในขอ กาเม คอ ไมมสจจะ และ กามสงวรในเบญจธรรม ยอมท าใหสามภรรยาไมมความไววางใจกน แสดงวาไมมความซอสตย ความสงบสขในครอบครวกเกดขนไมได ปญหาครอบครวแตกแยกกมมลเหตมาจากความไมซอสตย จรงใจ ผทมความซอสตยทางกาย ยอมไมกอเวรภยแกผใด ไมท าราย คดพยาบาท อาฆาต ท าลายใครทงโดยทางกาย วาจาและใจ เปนผปฏบตกศลกรรมบถ ครบทง 10 ประการ ความเปนผมความยตธรรมกบงเกดแกบคคลผนนดวย ความซอสตย สจรต และยตธรรม จงมความส าคญในอนทจะสงผลตอเนองกน กบการพฒนาศลหรอระเบยบวนย 13) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ กระทรวงศกษาธการ กระทรวงศกษาธการ (2550) กลาวถงองคประกอบยอยของ ความซอสตย ประกอบดวย ประพฤตตรงไมเอนเอยงไมมเลหเหลยมมความจรงใจ ปลอดจากความรสกล าเอยงหรออคต ผทมความซอสตย คอ ผทมความประพฤตตรงทงตอหนาท ตอวชาชพ ตรงตอเวลา ไมใชเลหกล คดโกงทงทางตรงและทางออม รบรหนาทของตนเองและปฏบตอยางเตมทถกตอง 14) องคประกอบของความซอสตยตามแนวคด ของ ดวงเดน นเรมรมย ดวงเดน นเรมรมย (2552) กลาวถงองคประกอบยอยของ ความซอสตย ประกอบดวย การประพฤตปฏบตอยางเหมาะสม และตรงตอความเปนจรง ประพฤตปฏบตอยางตรงไปตรงมา ทงกาย วาจา ใจ ตอตนเองและผอน รวมตลอดทงตอหนาทการงานและค ามนสญญา ความประพฤตทตรงไปตรงมา และจรงใจในสงทถกทควร ถกตองตามท านองคลองธรรม รวมไปถงการไมคดคดทรยศ ไมคดโกงและไมหลอกลวง นอกจากนแลวความซอสตยสจรตยงรวมไปถง การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา และการปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ และดวยความซอสตยไมแสวงหาผลประโยชนใหแกตนเองและพวกพองดวยการใชอ านาจหนาทโดยมชอบ ซงความซอสตยสจรตนจะด าเนนไปดวยความตงใจจรงเพอท าหนาทของตนเองใหส าเรจลลวง

Page 75: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

63

ดวยความระมดระวง และเกดผลดตอตนเองและสงคม ตวอยางเชน การซอตรงตอเวลา งาน การนดหมาย ค ามนสญญา ระเบยบประเพณ กฎหมาย การไมพดปด ฉอฉล สบปลบ กลบกลอก ไมคดโกง การไมใหรายผอน การกลาทจะรบความจรง การประกอบสมมาชพ

15) องคประกอบของความซอสตยตามทศนะของส านกงานปลดกระทรวง วฒนธรรม

ส านกงานปลดกระทรวงวฒนธรรม (2553) กลาวถงองคประกอบยอยของ ความซอสตย ประกอบดวยการประพฤตตรงไมเอนเอยงไมมเลหเหลยมมความจรงใจ ปลอดจากความรสกล าเอยงหรอคต ผทมความซอสตย คอ ผทมความประพฤตตรงทงตอหนาท ตอวชาชพ ตรงตอเวลา ไมใชเลหกล คดโกงทงทางตรงและทางออม รบรหนาทของตนองและปฏบตอยางเตมทถกตอง

16) องคประกอบของความซอสตยตามทศนะของปารฉตร สนธวงศ ปารฉตร สนธวงศ (2553) กลาวถงองคประกอบยอยของ ความซอสตย ประกอบดวย การปฏบตตน ทางกาย วาจา จตใจ ทตรงไปตรงมา ไมแสดงความคดโกงไมหลอกลวง ไมเอาเปรยบผอน ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด ไมกลบกลอกมความจรงใจตอทกคน จนเปนทไววางใจของคนทกคน

จากผลการศกษาทฤษฎและงานวจยเพอการสงเคราะหก าหนดองคประกอบของความซอสตย (Honesty) จากทศนะและจากผลการศกษาวจยของนกวชาการ 16 แหลงดงกลาวมานน ผวจยพจารณาเหนวาองคประกอบบางตวมความหมายเดยวกน แตนกวชาการเรยกชอตางกน ดงนน เพอใหการน าเอาองคประกอบแสดงในตารางสงเคราะหมความเหมาะสม ผวจยจงก าหนดชอองคประกอบทมความหมายเหมอนกนแตเรยกชอแตกตางกนทเปนกลาง (Neutral) ทสะทอนใหเหนถงความหมายเดยวกนและครอบคลมองคประกอบอนทใชชอแตกตางกนนน หรอเลอกใชชอองคประกอบใดองคประกอบหนง ดงน

1. การเปดเผยความจรง ไดแก 1) มความโปรงใสในการปฏบตงาน 2) การพดตรงไปตรงมา 3) การมสจจะ ตองพดความจรง 4) ตรงไปตรงมา 5) การปฏบตหนาทอยางตรงไปตรงมา

2. การรกษาสญญา ไดแก 1) การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา 2) การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ 3)ความรบผดชอบในหนาท (Sense of Duty)

3. การเคารพผอน ไดแก 1) ไมคดโกงและไมหลอกลวง 2) ผทมความประพฤตตรงทงตอหนาท ตอวชาชพ ตรงตอเวลา 3) ไมใชเลหกล คดโกงทงทางตรงและทางออม 4) รบรหนาทของตนเองและปฏบตอยางเตมทถกตอง 5) การซอตรงตอเวลา งาน การนดหมาย ค ามน

Page 76: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

64

สญญา ระเบยบประเพณ กฎหมาย 6) จรงใจตอกน 7) การไมพดปด ฉอฉล สบปลบ กลบกลอก ไมคดโกง การไมใหรายผอน

4. เปนผไมมอคต ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) ไดแก ความไมล าเอยง 2) ปฏบตตอผอนอยางคงเสนคงวา เสมอตนเสมอปลาย

จากการก าหนดชอองคประกอบ 4 รายการขางตนและจากองคประกอบทเปนทศนะหรอผลการศกษาวจยของนกวชาการแหลงตางๆ ทมความหมายเฉพาะอนๆ ผวจยไดน ามาแสดงในตารางสงเคราะห 6 โดยองคประกอบเหลานถอวาเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) ทผวจ ยจะพจารณาใชเกณฑเพอก าหนดเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ตอไป

Page 77: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

65

ตารางท 2-6 การสงเคราะหองคประกอบของความซอสตย

องคประกอบของ ความซอสตย

Covey (1991)

Moorhouse (2002)

Josephson (2009)

National Centre for Ethics in Health Care (2005)

Karakose (2007)

Klann (2007)

Mowbray (2009)

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544)

นคม นาคอาย (2550)

ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552) ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546)

กระทรวงศกษาธการ (2550

ดวงเดน นเรมรมย (2552)

ส านกงานปลดกระทรวงวฒนธรรม (2553)

ปารฉตร สนธวงศ (2553)

รวม

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

1. การเปดเผยความจรง √

√ √

15

2. การรกษาสญญา √

11

3. การเคารพผอน

11

4. เปนผไม มอคต ไม เลอกปฏบต

5

5. ท าในสงทถกตอง

4 6. เปนทพงอาศยได

1 7. บคลกนาเกรงขาม

1

รวม 2

4 4

3 3

1 3

3 3

4 1

3 4

4 4

4 48

Page 78: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

66

จากตารางท 2-6 ผลการสงเคราะหองคประกอบของความซอสตย พบวามองคประกอบเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) จ านวน 7 องคประกอบ แตการศกษาวจยครงน ผวจยไดใชหลกเกณฑในการพจารณาจากความถขององคประกอบทนกวจยสวนใหญเลอกเปนองคประกอบของความซอสตยในระดบสง (ในทน คอ ความถต งแต 11 ขนไป) พบวา สามารถคดสรรองคประกอบของความซอสตยได 3 องคประกอบทจะใชเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในการวจยครงน จ านวน 3 องคประกอบ ดงน

องคประกอบท 1 การเปดเผยความจรง (Truthfulness) องคประกอบท 2 การรกษาสญญา (Promise Keeping) องคประกอบท 3 การเคารพผอน (Respect for the Individual)

จากองคประกอบหลกขางตนสามารถสรางตวโมเดลการวดของความซอสตย ได ดงภาพท 2-4

ภาพท 2-4 โมเดลการวดของความซอสตย จากภาพท 4 แสดงโมเดลการวดของความซอสตยทไดจากการสงเคราะหทฤษฎและ

งานวจยทเกยวของ ซงประกอบดวย 1) การเปดเผยความจรง (Truthfulness) 2) การรกษาสญญา (Promise Keeping) 3) การเคารพผอน (Respect for the Individual)

การเปดเผยความจรง

การรกษาสญญา

การเคารพผอน

ความซอสตย

Page 79: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

67

2.3.2 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของการเปดเผยความจรง (Truthfulness) Josephson (2009) กลาวถง การเปดเผยความจรงคอการน าเสนอขอเทจจรงทดทสดท

ม 2) ความจรงใจ (Sincerity) ความจรงใจคอความไมเสแสรงการอยโดยปราศจากกลโกงหรอการตสองหนา 3) ความตรงไปตรงมา (Candor) ความซอสตยอาจแสดงออกอยางตรงไปตรงมา (Candor) อยางเปดเผย (Forthrightness) และไมออมคอม (Frankness) และความจรงใจทจะใหขอมลกบบคคลอนทจ าเปนตองร 4) ความซอสตยในความประพฤต (Honesty in Conduct) คอการปฏบตตามกฎ กฎหมาย ระเบยบ (Rules) ปราศจากการขโมย (Stealing) การคดโกง (Cheating) การตมตน (Fraud) การกลบเกลอนค าพด (Subterfuge) และการใชกลอบาย (Trickery) อนๆ เชนเดยวกบ Covey (1991) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความซอสตย ดงน คอ การมสจจะ ตองพดความจรง (Truth) Tschannen-Moran (2004) ใหนยามความเปดเผย (Openness) วาเปนการมสวนรวมในการเปดเผยการสอสารขอมล การแลกเปลยนขอมล การมอบหมาย การมสวนรวมในการตดสนใจ และการมสวนรวมในอ านาจหนาท สวน Butler (1991 cited in Wahnee, 2010) ไดอธบายวา ความเปดเผยเปนการขยายใหกวางออกไปซงเกยวของกบขอมลทมการใชรวมกน และนอกจากน ความเปดเผยอาจเกดขนเมอผรบและผสงขอมลมความเชอมน และ Mishra (1996 cited in Herron, 2009) อธบายความเปดเผยเปนความไววางใจซงกนและกนและไดขยายออกไปซง เกยวของกบขอมลทไมไดถกระงบไว ขอมลทใชรวมกนไดเพมความออนแอขนมาใน Wikipedia (2011) ใหความหมายของความเปดเผยวาเปนคณภาพของการเปดกวางในบางครงอาจหมายถงปรชญาทวไป ทมาจากการทบคคลบางคนในองคกรทด าเนนการมกจะเนนกระบวนการตดสนใจของชมชนและตระหนกถงการจดการโดยมผมสวนไดสวนเสย (ผใช ผผลตและผรวมสมทบ) มากกวา ผมอ านาจจากสวนกลาง (เจาของผเชยวชาญ และคณะกรรมการ เปนตน) นอกจากน Ouchi (1981) ไดกลาวถงความไววางใจอยางกวางขวางในการอธบายลกษณะของทฤษฏ z และมกจะอยในแงของความเปดเผยลกษณะหนงของความสมพนธในการท างานระหวางหวหนากบลกนองคอความไววางใจทซงความไววางใจหมายถงการรบรของความเปดเผยและความซอสตยในองคประกอบอนๆ ดวย (Gabarro, 1978) ความเปดเผยและความซอสตยยงเปนองคประกอบของความไววางใจในผตามในความเปนผน าอกดวย (Nanus, 1989; Kirkpatrick & Lock, 1991) ผน าทไดรบความเชอถอมากขนมประสทธภาพในการไดรบทกษะ, การรกษาและดงดดผตดตามและสงเสรมการเปลยนแปลงและนวตกรรม (Kirkpatrick & Locke, 1991; Davis & Lawrence, 1977) แนวคดนยงเชอถอในแงของการเปดกวางทเกยวของกบความไววางใจในการประสานงานระหวางหนวยงานแบบเมตรกซ Butler (1991)

Page 80: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

68

พบวามงานวจยสนบสนนเชงประจกษส าหรบความเปดเผยวาเปนหนงในหลายเงอนไขของความไววางใจ ความเปดเผยหมายถงบคคลทท าใหความไมมนคงของแตละบคคลโดยการใชขอมลรวมกนมอทธพลและการควบคม (Tschannen-Moran, 2004; Zand, 1997) การใชขอมลรวมกนประกอบดวยขอเทจจรง การตดสน ทางเลอก ความตงใจและความรสก (Tschannen-Moran, 2004) การมอทธพลรวมกนยอมรบการเขารวมในการวางแผนและการใชทรพยากร การควบคมรวมกนเปนหลกฐานทผานการมอบหมายงานและการละเลกอ านาจ ความเปดเผย ไดยอมรบการไววางใจซงกนและกน เมอความไววางใจเปนสงทชดแจง ความเขาใจขอมลของแตละบคคลจะไมถกเอารดเอาเปรยบหรอเกบไว การแสดงความเปดเผยของแตละบคคลไดรบการยอมรบในการคาดหวงซงกนและกน (Kramer, Brewer, & Hanna, 1996) และ Zand (1997) ไดอธบายวา ความเปดเผยเปนทางเขา ออกของความไววางใจ การสอสารเปนมากกวาทางตรงของความซอสตย เมอไดมการเปดเผย การขยายออกของความเปดเผยในแตละสถานการณไดสะทอนกลบวามความเกยวกบขอมลทถกใชรวมกนหรอถกระงบ Hoy & Tschannen-Moran (1999) ไดใหเหตผลวาความเปดเผยเปนสญญาณในการวดความสอดคลองของความไววางใจซงไมวาองคกรทถกเอาเปรยบของขอมลทไดรบมาก ความเปดเผยเปนการขยายออกซงเกยวของกบขอมลทไมไดถกระงบ เปนกระบวนการทคนไดกระท าดวยตวของมนเองสคนอนๆ โดยการใชขอมลรวมกน (Butler & Cantrell, 1984; Mishra, 1996) และความเปดเผยยงเปนสญญาณของความไววางใจซงกนและกน ความมนใจในขอมลทไมเปนการเอาเปรยบคนอนๆ และผรบคนอนๆ ทสามารถรสกถงความมนใจทไดรบกลบมา คนซงถกปองกนในขอมล พวกเขาโกรธและหวาดระปวงรวมกน ความสงสยอนๆ ซงยงถกซอนไวดวย กเพยงแคความไววางใจใหก าเนดความไววางใจ เชนเดยวกบความไมวางใจก าเนดความไมไววางใจ คนซงไมเตมใจทจะขยายความไววางใจผานความเปดเผยและสนสดลงดวยการมชวตอยางโดดเดยวในคกของการกระท าตนเอง (Kramer, Brewer, & Hanna, 1996) Russell (2001) และ Washington et al. (2006) อธบายความหมายของการบอกความจรง (Truth Telling) สอดคลองกบแนวคดของ Clawson (1999) ซงหมายถง พฤตกรรมการบอกผอนดวยเรองจรงเชนเดยวกบทคณประสบมาถงแมวาจะมอทธพลโดยตรงตอผอน แตอยางไรกตามพฤตกรรมการบอกความจรงอยเสมอเปนคณธรรมพนฐานของภาวะผน าทมประสทธภาพทซงอาจจะถกมองวาเปนการกระท าทซ าซาก ซงจากการศกษาพบวาผจดการหรอผน าบางสวนทไมเชอในเรองน ยกตวอยางเชนในการสมมนาระดมความคดเหนจากผจดการอาวโสหลายทานของบรษทใหญ ในเรองของภาวะผน าและผลกระทบตอภาวะผน าในหวขอค าถามเรอง “ควรจะบอกเลาความจรงในแงธรกจ” (should one tell the truth in business) จากการสนทนาพบวามการแบงแยก

Page 81: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

69

แนวความคดกนอยางชดเจนในเรองการบอกเลาความจรงในดานธรกจ ซงไดมการแสดงความคดเหน ทแตกตางและหลากหลาย ไมวาจะเปนผจ าหนาย (Employees) ผบรโภค (Customers) ผผลต (Suppliers) สอ (Press) บรษท (Parent Company) หรอ หนสวน (Stakeholder) กลาววา ในดานธรกจแลวจะตองอยบนพนฐานของการไววางใจกน (Trust) และเมอไดรบการไววางใจซงกนและกนอนเนองมาจากการบอกเลาความจรงจะมอทธพลตอการตดตอธรกจอยางตอเนองและจรงใจ ขณะทกลมทไมเหนดวยกบการบอกเลาความจรงในแงธรกจใหเหตผลวา ถาคณบอกเลาความจรงในแงธรกจกบผอนคณอาจจะไมสามารถท าธรกจตอไปไดเนองจากการซอขายอยบนพนฐานของสวนตาง (Margins) ซงสวนตางนคอผลผลตทเกดจากการรบรละเขาใจของคน และการบอกความจรงจะท าลายการรบรและเขาใจนน ดงนน ความจรงคอสงทไดรบรหรอประสบดวยตนเองและสอสารไปยงผอนเปรยบเสมอนเบาหลอมโลหะ (Crucible) ทหลอมใหเกดผน าทมประสทธภาพและผน าอยางแทจรง ตามแนวคดของ Clawson (1999) เชอวาการบอกความจรง (Truth Telling) เปนตนก าเนดของภาวะผน าทมประสทธภาพ และถาไมเตมใจทจะบอกความจรงกบทกคนจะมอทธพลใหไมสามารถเปนผน าได ความจรง (Truth) และการสอสารใหกบผอนรบรเปนสงทถกหลอมรวมกน ซงจะชะลางขอสงสยทซอนไว ความซบซอนลกลบ ความไมพอใจ และการกระท าทไมพงปรารถนาตอบคคลอน การแลกเปลยนความจรงเปนสงส าคญทกอใหเกดการรวมมอกนและความยตธรรมในการแลกเปลยนความจรงซงกนและกน อยางไรกตามผลของการบอกความจรงหรอการใหขอมลทเปนความจรงจากผอน จะถกประเมนในเบองตนวามศลธรรมหรอผดศลธรรม ไมถกตองหรอผด ยอมรบปฏเสธ ซงเปนความทาทายใหผ น าจะตองรบฟงผอนเมอไดรบรความจรงนน ในบางครงผคนทไมสามารถรบฟงความจรงไดจะตอตานทนทซงผน าจะตองเรยนรทจะบอกความจรงนน รเรองรอง รตนวไลสกล (2547) อธบาย การบอกความจรง คอ ค าพดทผพดมเจตนาบอกความจรงโดยมการไตรตรองไวแลวลวงหนา และเมอบอกออกไปแลวอาจท าใหผฟงหรอผอนเกดความสบายใจหรอไมสบายใจ สวนใหญคนทวไปจะรสกวาพวกเขาตองไมบอกความจรงในหลายๆ เหตผล ยกตวอยางเชน บางคนจะรสกกดดนเมอตองบอกความจรงทเกยวกบขาวรายทเกดขนไมวาดวยมมมองของวตถประสงคหรอมมมองสวนตวหรอจากมมมองของความคดอนๆ เหตผลหนงในบางครงเราจะใหขอมลทเกนความจรงทมากกวาเนอทไดรบขาวสารมาอาจจะเกดจากพฤตกรรมของผ บอกความจรงซงจะมอทธพลตอการยอมรบหรอการปฏเสธความจรงน น โดยทวไปแลวพฤตกรรมของผรบขอมลขาวสารเมอไดรบขาวสารประกอบดวยการยอมรบ การปฏเสธ ปฏบตตาม ละเลยหรอไมสนใจ ดงนนผทบอกความจรงสวนใหญไมตองการทจะไดรบ

Page 82: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

70

พฤตกรรมในดานลบจากผรบขาวสารมอทธพลใหเขาไมบอกความจรงทเกดขน อยางไรกตามผน าทกคนทราบดวาพวกเขาไมสามารถสรางบรรยากาศรอบตวของเขาดวยการบอกเลาความจรงจะมอทธพลใหเกดการตดสนใจทลาชา ผดพลาด และไมสมบรณจากขอมลทไมสอดคลองกบความจรง นทธฤทย สหะเกรยงไกร (2548) ใหนยาม การบอกความจรง คอ วจนกรรมทเกยวของกบพฤตกรรมการเลาเรอง การบอกขอเทจจรง การน าเสนอความและยกตวอยางการสรป หรอการทผพดปรารถนาทจะเปดเผยขอมล เรองราวตางๆ ใหตรงกบเหตการณหรอสถานการณทเกดขนตามความเปนจรง โดยวจนกรรมเปนค าทใชอธบายความหมายทเกยวกบการกระท าดวยค าพดในภาษา ซงวจนกรรมนมองคประกอบอย 3 สวน คอ การกลาวถอยค า (Utterance) การน าเสนอความ (Propositional act) และการแสดงเจตนา (Illocutionary act) ขณะท ปาณสรา ปาลาศ (2550) อธบายวา การบอกความจรงเปนพนฐานขนตนของจรยธรรมดานความซอตรง ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “การเปดเผยความจรง” ไดวา หมายถง พฤตกรรมทแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการบอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได และการใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชการเปดเผยความจรง ประกอบดวย 5 ตวบงช ดงน คอ 1) การบอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา 2) การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา 3) การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง 4) การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได และ5) การใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช 2.3.3 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของการรกษาสญญา (Promise Keeping) การรกษาสญญา เกดจากการรวมกนของค าวา “รกษา” และ “สญญา” ตามพจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 “รกษา” หมายถง ปองกน คงไว สงวนไว เชน รกษาความสะอาด รกษาไมตร ขณะท สญญา หมายถง ขอตกลงระหวางบคคล 2 ฝายหรอหลายฝายวาจะกกระท าการหรองดเวนกระท าการอยางใดอยางหนง ใหค ามน รบปาก ดงนนการรกษาสญญา หมายถง การคงไวหรอสงวนไวซงขอตกลงระหวางบคคล 2 ฝาย หรอหลายฝายวาจะกระท าการ

ตามแนวคดของ Clawson (1999) อธบาย การรกษาสญญา (Promise Keeping) มความส าคญตอประสทธภาพของผน า โดยทวไปแลวสญญามกจะถกท าลายยกตวอยางเชน การรวไหลของมตทประชมในการประชมของผบรหารถอวาเกดการทจรตในแงธรกจหรอเปนการลวงความลบของคแขงจากการไมรกษาสญญาของผเขารวมประชม มอทธพลตอความสมพนธกบลกคาทจะเปลยนแปลงไปหรออาจยกเลกขอตกลงทนท ยงไปกวานนถาการใหสญญาของผน าคอการชวย

Page 83: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

71

ใหองคการอยรอดโดยไมสนใจความจรง การรกษาสญญากจะเกดขนในชวงนนๆ การไมรกษาสญญาจะท าลายความไววางใจและความเคารพในตวผน า การไมรกษาสญญานเปนพฤตกรรมทเกดขนอยางตอเนองส าหรบผน าทไมรกษาสญญา เนองจากสญญาทใหไวจะมระยะเวลาทสนและไมสนใจความตองการทแทจรงของผตาม การทผตามจะปฏบตตามผน าดวยความยนดนน จะเกดจากความไววางใจขณะทการรกษาสญญาคอคณธรรมขนพนฐานทกอใหเกดภาวะผ น าทมประสทธภาพ ส าหรบบคคลทวไปแลวเมอมการสญญาและมการรบรอยางแพรหลายเมอมการท าลายสญญาดวยบคคลนนและถกกมองวาเปนเดกเลยงแกะทชอบโกหกอยเสมอมอทธพลตอบคคลในชมชนไมเชอในสญญาทบคคลนนใหตลอดไป ดงน นผน าทมศกยภาพจะตองมการระมดระวงในการใหสญญาทผกพนและใหระวงการรกษาทใหไวกบผอน โดยเฉพาะผตาม ซงการไมรกษาสญญาของผน าจะลดความสมพนธของผน าทมตอผตามอยางรวดเรว

ขณะท Washington et al. (2006) กลาววา การรกษาสญญาคอการกระท าตามสงทพด และรเรองรอง รตนวไลสกล (2547) อธบาย การรกษาสญญา หมายถง การไมโกหก หลอกลวง บดพลว เปนคณธรรมอยางหนงทแสดงถงความจรงใจ ความมสต ซอตรง ความมจตใจตรง ไมคดคด ไมคดโกหก หลอกลวง รกษาค ามนสญญามนคง ลกษณะของผทรกษาสญญา คอ พดอยางไร ท าอยางนน รกษาค าพด ซอสตย จรงใจ ไววางใจไดทงตอหนาและลบหลง มความบรสทธใจตอผอนและไมเปนสบปลบ หนาไหวหลงหลอก

เชาว ทบทมทอง (2548) ใหความหมายของการรกษาสญญา หมายถง การแสดงพฤตกรรมคงไวซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป ซงจะเกดขนไดตองมบคคลฝายหนงรยกวา ฝายเสนอ แสดงเจตนาท าค าเสนอออกไป เพอใหบคคลอกฝายสนอง แสดงเจตนาท าค าเสนอ สนองรบค าเสนอนน หากฝายสนอง สนองรบค าเสนอมากจะเกดเปนขอตกลงของบคคลขนเพอใหปฏบตตามขอตกลงนน สอดคลองกบ Covey (1991) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความซอสตย ดงน คอ มความรบผดชอบในหนาท (Sense of Duty) ดงนนสามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “การรกษาสญญา” ไดวาหมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดดงออกถงการคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไมโกหก ไมหลอกลวง การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด และการปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชการรกษาสญญา ประกอบดวย 3 ตวบงช ดงน คอ 1) การคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไมโกหก ไมหลอกลวง 2) การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด และ 3) การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ

Page 84: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

72

2.3.4 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของการเคารพผอน (Respect for the Individual) การเคารพผอน เกดจากการรวมตวกนของค าวา “เคารพ” และ “ผอน” ตามพจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542 “เคารพ” หมายถง แสดงอาการนบถอ เชน เคารพผใหญ ไมลวงเกน ไมลวงละเมด เชน เคารพสทธของผอน ดงนนการเคารพสทธของผอน หมายถง การแสดงอาการนบถอผอน เชน การเคารพผใหญ ไมลวงเกน ไมลวงละเมด เชน การเคารพสทธของผอน Russell (2001) อธบายการเคารพผอน คอ คณธรรมหนงทส าคญของภาวะผน าทมประสทธภาพ ถาผน าบอกความเปนจรงเสมอกจะไดรบการเคารพวามความซอตรงจากผอน ถาผน ารกษาสญญาทใหไวกจะไดรบการเคารพจากผอน การเคารพผอน (Respect for the Individual) หมายถง ความเชอวาทกคนมคณคาในตวเองซงควรจะไดรบการปฏบตอยางสภาพและเปนมตร ซงการเคารพผอนนสามารถพบเหนได

Clawson (1999) อธบายวา ในแถบเอเชยตะวนตกเฉยงใตทประชากรนบถอศาสนาพทธเนองจากเปนหลกการพนฐานในศาสนาพทธ ทมพฤตกรรมหรอการแสดงออกเมอแรกพบกนหรอเจอกน ยกตวอยาง เชน การกลาวค าวา “นมสเต (Namaste)” หรอ “นมสการ” เปนค าทมาจากภาษาสนสกฤต โยเปนค าสนธกนระหวางค าวา นมาห (Namah) แปลวา ค านบ หรอคารวะ และค าวา เต (te) แปลวา คณ หรอ ทาน ใชในเชงการใหความเคารพซงกนและกน โดยการพนมมอขนระหวางอกและกมศรษะลงเลกนอย อกทงยงใชทกทายฉนมตร โดยทวไปแลวแตละบคคลอาจจะไมไดรบการเคารพจากผอนเทาเทยมกน อยางไรกตามแตละบคคลกจะไดรบการปฏบตดวยความสภาพอยางเทาเทยมกน เนองจากความเปนมนษยและสมควรไดรบการปฏบตอยางมศกดศร รเรองรอง รตนวไลสกล (2547) อธบายการเคารพผอน คอ บคคลแตละคนยอมมความแตกตางกน ค าวา Individual ศพทบญญตฉบบราชบณฑตยสถาน ใหใช ปจเจกบคคล ซงไมคนห การยอมรบนบถอในบคคลแตละคน คอ พนฐานแหงการยอมรบนบถอในบคลกภาพความเปนมนษยของผรวมงาน วาแตละคนแตกตางกน ผน าหรอนกการเมองตองเคารพความเปนบคคลของแตละคน ซงแตกตางกน โดยตองใหความยอมรบนบถอ ในความคด ความเหน ความสามารถ พฤตกรรมและธรรมชาตของบคคลผรวมงานซงมความแตกตางกน การท างานรวมกน การตดตามงาน การนเทศงาน ตองค านงถงและยอมรบในปจเจกบคคล ซงมความแตกตางกน ผน าหรอนกการเมองตองยอมรบนบถอในคณะผรวมงาน และผทเกยวของในงานวาแตละคนมอปนสย บคลกภาพ ความสามารถหรอศกยภาพ แตกตางกน เมอผน าหรอนกการเมองยอมรบนบถอวาในแตละบคคลมความแตกตางกนแลว การบรหารงานบคคล การเอาคนมาใชงาน จะพจารณาองคประกอบขององคการ และกจกรรมตางๆ ของหนวยงาน จดใหคณะผรวมงานไดรบผดชอบได

Page 85: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

73

ท างานตามความร ความสามารถเพอองคการ การใชคนควรกระจายงานใหคนซงมความแตกตางกนตามความร ความสามารถ ประสบการณ ใหชวยกนท างาน ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “การเคารพผอน” ไดวาหมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการแสดงออกอยางสภาพ การเปนมตรตอผอน การไมใหรายผอน และการกลาทจะรบความจรง ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชการเคารพผอน ประกอบดวย 4 ตวบงช ดงน คอ 1) การแสดงออกอยางสภาพ 2) การเปนมตรตอผอน 3) การไมใหรายผอน และ 4) การกลาทจะรบความจรง จากผลการศกษาวรรณกรรมและงานวจยทเกยวของสามารถสรปนยามเชงปฏบตการของ “ความซอสตย” ไดวา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทสามารถวดไดจากองคประกอบทเปนตวแปรสงเกตได 3 ตวแปร คอ 1) การเปดเ ผยความจรง (Truthfulness) 2 ) การรกษาสญญา (Promise Keeping) 3 ) การเคารพผ อน (Respect for the Individual)ขางตน ผวจยไดสรปเปนนยามเชงปฏบตการและตวบงชของแตละองคประกอบ ดงตารางท 2-7 ตารางท 2-7 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของความซอสตย

องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด 1) การเปดเผยความจรง (Truthfulness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการบอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได การใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช

1. การบอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา 2. การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา 3. การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง 4. การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได 5. การใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช

Page 86: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

74

ตารางท 2-7 (ตอ)

องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด 2) การรกษาสญญา (Promise Keeping)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดดงออกถงการคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไปโดยการไมโกหก ไมหลอกลวง การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ

1.การคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไมโกหก ไมหลอกลวง 2. การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด 3. การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ

3) การเคารพผอน (Respect for the Individual)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการแสดงออกอยางสภาพ การเปนมตรตอผอน การไมใหรายผอน และการกลาทจะรบความจรง

1. การแสดงออกอยางสภาพ 2. การเปนมตรตอผอน 3. การไมใหรายผอน 4. การกลาทจะรบความจรง

2.1.11 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการของ “ความเมตตา”

2.1.11.1 องคประกอบของ “ความเมตตา” 1) องคประกอบของความเมตตาตามแนวคด ของ Covey

Covey (1991) กลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความเมตตา ประกอบดวย ดงน คอ มความเขาใจผอนการรสกวาเปนมตรกบเพอนมนษย รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for other) การนบถอคนอนๆ การพยายามเอาใจเขามาใสใจเรา การมความปรารถนาดตอคนอน ซงจะท าใหเรารสกเปนมตร เปนสวนหนงของชมชนหรอสงคมโลก ท าใหเรามสขภาพจตทดทเปนผลดตอสขภาพทางรางกาย

Page 87: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

75

2) องคประกอบของความเมตตาตามแนวคด ของ Sergiovanni Sergiovanni (1992) กลาวถงภาวะผ น า เชงคณธรรมตองเ รมจากตวผ น า ท ม

คณธรรม (Moral Leadership begins Moral Leaders) มอย 2 นย คอ นยแรก ผน าตองสนใจความรสกของผตามในดานความชอบธรรม พนธะทตองปฏบตและสรางแรงจงใจทดในการปฏบตงาน นยทสอง คอ ผน าตองสรางความรสกของความชอบธรรม พนธะทตองปฏบตและสงทดงามในตวของผน าเองดวย หากปราศจากคณลกษณะสองประการ กยากทจะกอใหเกดแรงจงใจในการน าและการตามอยางมคณธรรมได ซงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความเมตตา ประกอบดวย 3 องคประกอบ คอ 1) ความเอออาทร 2) ความหวงใย และ3) ความเหนอกเหนใจ 3) องคประกอบของความเมตตาตามแนวคด ของ Moorhouse Moorhouse (2002) กลาวถง ลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความเมตตา ประกอบดวย คอ 1) ความปรารถนาดตอผอนปรารถนาใหเปนสข การมความปรารถนาดตอคนอน ชวยเหลอผอนใหพนทกข ยนดกบความสขความส าเรจทผอนไดรบ 2) มความเออเฟอเปนผใหเมอมผตองการความชวยเหลอ ตองการชวยเหลอใหทกคนประสบประโยชนและความสข แสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ มนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยท าประโยชนสข ปลดเปลองทกขผอน ชวยเหลอแนะน าตกเตอน หามปราม ใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต มความเออเฟอเผอแผและเสยสละ 4) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) ไดก าหนดเกณฑคดเลอกผบรหารตนแบบเพอการปฏรปการเรยนรไว 3 เกณฑ ซงใน 3 เกณฑนนไดกลาวถงถงภาวะผน าเชงคณธรรมดานความเมตตา ประกอบดวย ดงน 1) การอทศตนใหกบการปฏบตงานอยางตอเนอง 2) มเมตตา มความรกและปรารถนาดตอผอน ชวยเหลอผอนใหพนทกขดวยความเออเฟอเกอกล 5) องคประกอบของความเมตตาตามแนวคด ของ นคม นาคอาย นคม นาคอาย (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความเมตตา การน าอยางมจรยธรรม คอการยดหลกธรรมเปนพนฐาน มเมตตากรณาตอผตาม ยตธรรม มเหตผล วางตวเปนกลาง รกและหวงใยตอผรวมงาน ปฏบตตนเปนแบบอยางทด ซอสตยตอตนเองและหนวยงาน มองโลกในแงด

Page 88: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

76

6) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของส านกงาน คณะกรรมการขาราชการพลเรอน ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552) ไดกลาวถงภาวะผน า เชงคณธรรม ดานความเมตตา ประกอบดวย ดงนคอ ดานจตอาสา มความเมตตาและเออเฟอเผอแผ การใหความชวยเหลอผอนดวยความเตมใจ ใสใจการชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทนแบงปนสงตางๆ 7) องคประกอบของความเมตตาตาม ส านกงานสภาการศกษา

ส านกงานสภาการศกษา (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความเมตตา คอประกอบดวย 4 องคประกอบ ดงนคอ1) ความปรารถนาดตอผอน ตองการชวยเหลอใหทกคนประสบประโยชนและความสข แสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ 2) หวงใย การใหความเอออาทร การตอบสนองทางอารมณโดยค านงถงบคคลอน ความเสยใจ ความทกขใจ ความหวงใยเอออาทรกอใหเกดแรงจงใจในการเออเฟอทจะลดความทกขของผอน 3) เออเฟอเผอแผ 4) เหนอกเหนใจ 8) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรมในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐานโดยมวตถประสงคเพอประเมนสมรรถนะในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษา ผบรหารมคณธรรม จรยธรรม มความมงมน และอทศตนในการท างาน ประกอบดวย 1) เ ออเฟอเผอแผตอผ อนเสมอ ไดใหความเออเฟอเผอแผตอผ บงคบบญชา ผใตบงคบบญชา เพอนรวมงาน และผอนอยเสมอ มน าใจและชวยเหลอผอนเมอไดรบความเดอดรอนหรอเมอรองขอโดยไมค านงถงผลทจะไดรบ ใหความชวยเหลอทกคนดวยความจรงใจไมหวงสงตอบแทนแตอยาง มความสขทางใจในฐานะเปนผให ตลอดจนเปนทปรกษาแกผปกครองและเปนวทยากรใหความรแกทกๆ คน 2) มความเมตตากรณาตอผอนและผทดอยกวา มความรกเมตตาตอผอนและผทดอยกวาอยเสมอ มความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอนเทาทก าลงความสามารถจะชวยเหลอได ทงในดานก าลงกายและก าลงทรพยของตน จนเปนทยอมรบของบคลากรและเพอนรวมงานในโรงเรยนและบคคลอน

9) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ สมเดจพระณาณสงวร สมเดจพระสงฒราช สกลมหาสงฆปรณายก

Page 89: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

77

สมเดจพระณาณสงวร สมเดจพระสงฒราช สกลมหาสงฆปรณายก (2522) ไดใหความหมายของความเมตตาทพระนพนธไวในหนงสอรสแหงเมตตาชมเยนนก วา ความเมตตา มความหมายวาปรารถนาใหเปนสข เปนความหมายใกลเคยงท านองเดยวกบสงสาร ทไมอยากใหเปนทกข ไมอยากเหนเปนทกข

10) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ พระไพศาล วสาโล พระไพศาล วสาโล (2556) ความเมตตาสวนหนงเกดขนเพราะเราสามารถรบรความทกขของผอนได เมอเหนใครเปนทกข เราจงพลอยทกขไปดวย และอยากชวยเหลอใหเขาไดรบความสข ความเมตตาจงไมเพยงเปนคณตอผอนเทานน หากยงเปนผลดตอเราดวย เพยงแคไดเหนรอยยมของเขา เรากมความสขแลว เปนความสขใจทสงผลถงความสขกายดวย มการศกษามากมายยนยนวา ผมเมตตาจต ชอบชวยเหลอผอนเปนนจ มกมสขภาพกายด เสยงตอโรครายนอยกวาคนกลมอน เมตตาจตนน แมท าใหเราอยเฉยไมไดเมอเหนผอนมความทกข แตกท าใหเรามความสขไดงายขน สวนหนงเพราะชวยลดความเหนแกตวในใจเรา ใชหรอไมวา ยงมความเหนแกตวมากเทาใด กยงมความสขยากมากเทานน เพราะเสยนดเสยหนอย กทนไมได มอะไรมากระทบแมเลกนอย กกลมใจ ครนไดอะไรมา กไมมความสข เพราะรสกวาไดนอยไป อยากไดมากกวานน เพยงแคเหนคนอนมความสขหรอไดดกอจฉา แตอาการเหลานจะบรรเทาเบาบางลงเมอเรามเมตตาจต เราจะนกถงคนอนมากกวาตวเอง ความทกขของเราจะเปนเรองเลกเพราะรสกวาคนอนทกขหนกกวาเรา หลายคนพบวาเมอไดชวยเหลอเกอกลผอนแลว ชวตจตใจของตนเองเปลยนไป เชน ใจเยนมากขน อดกลนหนกแนนกวาเดม เขาใจผอนมากขน ท าตามอารมณนอยลง นนเปนเพราะเมอเราตงใจชวยเหลอผอนใหพนจากความทกข เราจะเอาตนเองเปนศนยกลางนอยลง และใหความส าคญแกผอนมากขน นเปนวธการลดละตวตนอยางหนง ซงไมตางจากการปฏบตธรรมในพทธศาสนาหรอศาสนาอน ตามค าสอนของพทธศาสนา เมตตาเปนคณภาพจตอยางหนง อยในหมวดทชอวา “พรหมวหาร” ซงคนไทยรจกด แตมกลมไปวามธรรมอกหมวดทคกน นนคอ “สงคหวตถ” พรหมวหารนน เปนเรองของการพฒนาจตใหมคณภาพ (เรยกงาย ๆ วา “ท าจต” สวน สงคหวตถ เปนเรองของการกระท าเพอเกอกลผอน (หรอ “ท ากจ”) นนหมายความวา เมอมเมตตากรณาแลว กตองลงมอกระท าดวย เรมจาก การแบงปนสงของ (ทาน) การพดดวยค าสภาพเกอกล (ปยวาจา) การขวนขวายชวยเหลอ (อตถจรยา) และการปฏบตกบผคนอยางเสมอตนเสมอปลาย (สมานตตตา) หากท าเตมทแลว ไมสามารถชวยเหลอเขาใหพนทกขได จงคอยท าใจปลอยวาง เปนอเบกขา อนเปนขอสดทายของพรหมวหารธรรม เมตตาทแทจะกระตนใหเราออกไปชวยเหลอผอน ดงนนถาเราตองการบมเพาะเมตตาใหเจรญงอกงาม จงตองท ามากกวาการแผเมตตา จะท าอะไรไดบางเพอเสรมสรางเมตตาใหงอกงามในใจเรา เมตตาทกลมกลนเปนสวนหนงในชวตประจ าวนของเรา โดยเฉพาะใน

Page 90: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

78

ความสมพนธกบผอน ไมวาคนใกลหรอคนไกล เมตตานนตองมความจรงใจเปนพนฐาน แสดงออกดวยการใหอภย ไวใจผอน และรสกเชอมโยงกบผคนทงหลาย ดงนนจงสรปไดวาองคประกอบของความเมตตา ประกอบดวย 1) ปรารถนาใหเปนสข 2)ความหวงใยผอน 3) ความเออเฟอเผอแผ 4) เหนอกเหนใจ 5) ความใสใจกบผอนทอยเบองหนาเรา 6) มความออนนอมถอมตน และ7) รสกชนชมเหนคณคาของทกสง 11) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ วทยากร เชยงกล วทยากร เชยงกล (2548) ไดกลาวถง ความเมตตาไมไดหมายถง “การรสกสงสารคนอน” แตหมายถงการรสกวาเปนมตรกบเพอนมนษย รสกวาคนเรามอะไรทเหมอนกน มากกวาจะมองสวนทตางกน สงทเกดขนกบเขา กอาจจะเกดขนกบเราได คอ การนบถอคนอนๆ การพยายามเอาใจเขามาใสใจเรา การมความปรารถนาดตอคนอน ซงจะท าใหเรารสกเปนมตร เปนสวนหนงของชมชนหรอสงคมโลก ท าใหเรามสขภาพจตทดทเปนผลดตอสขภาพทางรางกายดวย การมเมตตากรณา รสกเปนมตรกบเพอนมนษยคนอนๆ ท าใหเราไมวาเหว เปนทกข คนทรสกวาเหว เพราะเขายดตดกบตวเองมาก และไปคาดหมายวาจะม “คนพเศษ” มารกเขามาคอยดแลใหเขามความสขอยตลอดเวลา เราตองแยกใหออกระหวาง ความรกแบบผกพน และความรกแบบมเมตตากรณา มนษยทกคนตองการความสขและหลกเลยงความทกข แทนทเราจะรกใครเพยงเพอหวงวาเขาจะรกตอบ เราควรเรมดวยการมองเหนลกษณะทเหมอนกนในสภาพความเปนมนษย และดวาเราสามารถท าอะไรได เพอท าใหคนคนนนมความสขเพมขน ความรกดวยความเมตตากรณา การนบถอใหเกยรตกนในฐานะมนษย คอความรกทแทจรง ใหความสขย งยน จากทกลาวมาสามารถน ามาเชอมโยงเปนองคประกอบของความเมตตา คอ 1) การพยายามเอาใจเขามาใสใจเรา 2) การมความปรารถนาดตอคนอน

12) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ Cassell Cassell (2002) ไดกลาวถง ความเมตตาวาเปนความรสกทเกดขนตามสภาวะแวดลอมแบบเฉพาะเจาะจง เชน สภาวะของครอบครวเดยวกน โดยมความรสกความเปนพวกพองหรอความเปนกลมเฉพาะ ความมน าใจยอมรบความคดเหนของผอน การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน แนะน าหลกการด าเนนชวต โดยอาศยหลกธรรมและประสบการณ ดวยความบรสทธใจ การเสยสละสขและผลประโยชนสวนตน

13) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ Aristotle Aristotle (1984 cited in Cassell, 2002) ไดกลาวถง ความเมตตา คอการเชอมโยงตนเองเขากบบคคลอนโดยเฉพาะการทบคคลตระหนกรความเหมอนกนระหวางบคคลวามความเปนมนษยเชนเดยวกน จงจะเกดความเขาใจในความเหมอนกนในฐานะมนษย หากบคคลไมม

Page 91: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

79

ความรสกถงการเชอมโยงระหวางตนเองเขากบบคคลอนๆ กจะเปนการยากทบคคลจะมความเมตตาตอผอน

14) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ จลศกด ชาญณรงค จลศกด ชาญณรงค (2557) ไดกลาวถง ความเมตตา ประกอบดวยความปรารถนาดทจะชวยเหลอผอนใหพนทกข ความเมตตาเปนสวนหนงของคณลกษณะทส าคญและเปนสงทผใหการปรกษาพงม เมอผใหการปรกษามความเมตตาเกดขนในจตใจจะสงผลใหการชวยเหลอตลอดจนการสงเสรมใหผรบการปรกษาไดพฒนาตนตามศกยภาพทมอย

15) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ นพปฎล พงศศรวรรณ นพปฎล พงศศรวรรณ (2555) ไดกลาวถง ความเมตตา หมายถงคณลกษณะทาง

จตใจและความจรงแทซงชวยเสรมสรางความแขงแรงและพลลงทางจตใจใหสามารถพนผานความยากล าบากไปไดโดยไรซงความกลว เปนการรบรความเขาใจและการยอมรบทกสงตามทเปนจรงๆไมบงคบและไมเดอดรอน อกทงเปนความรกอนแทจรงเชงปฏบตซงไมใชความรกแบบผกมด องคประกอบของความเมตตา ประกอบดวย ปญญา ความอดทน การฟงอยางลกซง การตระหนกรถงความทกขทแทจรง การเขาถงใจ การใชวาจาแหงรก การปกปองชวต ความสขทแทจรง ความรกทแทจรง และการบ ารงหลอเลยงเยยวยา

16) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ ประภาศร สหอ าไพ

ประภาศร สหอ าไพ (2543) ไดกลาวถง ความเมตตา ประกอบดวย 1) การแบงปนในสงทตนมอยจนเกนความจ าเปนอยางเหมาะสมตามก าลงของตน 2) เสยสละในสงทตนมใหผทจ าเปนกวา แมจะท าใหตนขาดสงนนไป 3) ชวยเหลอเมอเหนผอนประสบทกขภยดวยความเออเฟอเกอกล 4) ยนดกบความสขความส าเรจทผอนไดรบ 5) เหนใจ ปลอบโยน ใหก าลงใจเมอเหนผอนทกขทรมานและหาหนทางชวยเหลอเทาทจะท าได 6) ใหอภยผทท าผด ไมผกอาฆาตพยาบาท 7) ไมขดรดเอาเปรยบผอน และ 8) บ าเพญประโยชนเพอสวนรวมโดยไมหวงผลตอบแทน

17) องคประกอบของความเมตตาตามทศนะของ ตช นท ฮนห ตช นท ฮนห (2542) ไดกลาวถง ความเมตตา คอ ความรกทแท ความรกทเปนความตงใจและความปรารถนาทจะใหผอนเบกบาน เปนสข ซงจะบมเพาะไดหากบคคลฝกฝนการเฝาดและการรบฟงอยางตงใจเพอใหเหนและมความเขาใจถงความตองการ ตลอดจนความทกขทรมานของผอน

จากผลการศกษาทฤษฎและงานวจยเพอการสงเคราะหก าหนดองคประกอบของความเมตตา (Kindness) จากทศนะและจากผลการศกษาวจยของนกวชาการ 17 แหลงดงกลาวมานน

Page 92: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

80

ผวจยพจารณาเหนวาองคประกอบบางตวมความหมายเดยวกน แตนกวชาการเรยกชอตางกน ดงนน เพอใหการน าเอาองคประกอบแสดงในตารางสงเคราะหมความเหมาะสม ผวจยจงก าหนดชอองคประกอบทมความหมายเหมอนกนแตเรยกชอแตกตางกนทเปนกลาง (Neutral) ทสะทอนใหเหนถงความหมายเดยวกนและครอบคลมองคประกอบอนทใชชอแตกตางกนนน หรอเลอกใชชอองคประกอบใดองคประกอบหนง ดงน

1. ความปรารถนาด (Goodwill) ไดแก 1) ความปรารถนาดตอผอน 2) ม เมตตา มความรกและปราถนาดตอผอน 3) ปรารถนาใหเปนสข การมความปรารถนาดตอคนอน 4) ปรารถนาดทจะชวยเหลอผอนใหพนทกข ยนดกบความสขความส าเรจทผอนไดรบ 2. เหนอกเหนใจ (Empathy) ไดแก 1) มความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for Other) 2) ความเหนอกเหนใจ 3) การพยายามเอาใจเขามาใสใจเรา 4) เกดความเขาใจในความเหมอนกน5) การฟงอยางลกซง 6) การตระหนกรถงความทกขทแทจรง 7) การเขาถงใจ เหนใจ ปลอบโยน ใหก าลงใจเมอเหนผอนทกขทรมานและหาหนทางชวยเหลอเทาทจะท าได 6) ใหอภยผทท าผด ไมผกอาฆาตพยาบาท 7) ไมขดรดเอาเปรยบผอน 3. ความหวงใยผอน (Caring for Others) ไดแก 1) ความเอออาทร 2) ความหวงใย 3) รกและหวงใยตอผรวมงาน 4) มความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอนเทาทก าลงความสามารถจะชวยเหลอได 5) ความใสใจกบผอนทอยเบองหนาเรา 6) การใชวาจาแหงรก 7) การปกปองชวต 4. ความเออเฟอเผอแผ (Generousness) ไดแก 1) มความเออเฟอเปนผใหเมอมผ ตองการความชวยเหลอ ดานจตอาสา 2) เออเฟอเผอแผตอผอนเสมอ การแบงปนในสงทตนมอยจนเกนความจ าเปนอยางเหมาะสมตามก าลงของตน 2) เสยสละในสงทตนมใหผทจ าเปนกวา แมจะท าใหตนขาดสงนนไป 3) ชวยเหลอเมอเหนผอนประสบทกขภยดวยความเออเฟอเกอกล

จากการก าหนดชอองคประกอบ 4 รายการขางตนและจากองคประกอบทเปนทศนะหรอผลการศกษาวจยของนกวชาการแหลงตางๆทมความหมายเฉพาะอนๆ ผวจยไดน ามาแสดงในตารางสงเคราะห 8 โดยองคประกอบเหลานถอวาเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) ทผวจ ยจะพจารณาใชเกณฑเพอก าหนดเปนองคประกอบตามกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ตอไป

Page 93: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

81

ตารางท 2-8 การสงเคราะหองคประกอบของความเมตตา

องคประกอบของความเมตตา Covey (1991)

Sergiovanni (1992

Moorhouse (2002)

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) นคม นาคอาย (2550)

ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552)

ส านกงานสภาการศกษา (2550)

ส านกงานคณะกรรมการ

การศกษาขนพนฐาน (2553) สมเดจพระณาณสงวร สมเดจพระสงฒราช สกลมหาสงฆปรณายก (2522) พระไพศาล วสาโล (2556)

วทยากร เชยงกล (2548)

Cassell (2002)

Aristotle (1984 cited in Cassell ,2002 )

จลศกด ชาญณรงค (2557) นพปฎล พงศศรวรรณ (2555) ประภาศร สหอ าไพ (2543) ตช นท ฮนห (2542)

รวม

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

1.ความปรารถนาด (goodwill)

√ √

√ √

9 2.เหนอกเหนใจ (empathy)

√ √

√ √

√ 9

3.ความหวงใยผอน (caring for others)

√ √

8 4.ความเออเฟอเผอแผ (generousness)

√ √

√ 7

5.ดานจตอาสา

2 6.มองโลกในแงด

1

7.มความออนนอมถอมตน

1 8. รสกชนชมเหนคณค าของทกสง

1

9.ความรสกความเปนพวกพอง

1 10.ปญญา

1

11.ความอดทน

1

รวม 1

2 2

1 2

2 4

2 1

6 2

1 1

1 4

5 4

41

Page 94: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

82

จากตารางท 2-8 ผลการสงเคราะหองคประกอบของความเมตตา พบวามองคประกอบเชงทฤษฎ (Theoretical Framework) จ านวน 11 องคประกอบ แตการศกษาวจยครงน ผวจ ยไดใชหลกเกณฑในการพจารณาจากความถขององคประกอบทนกวจยสวนใหญเลอกเปนองคประกอบของความเมตตาในระดบสง (ในทน คอ ความถตงแต 7 ขนไป) พบวา สามารถคดสรรองคประกอบของความเมตตาได 4 องคประกอบทจะใชเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในการวจยครงน จ านวน 4 องคประกอบ ดงน

องคประกอบท 1 ความปรารถนาด (Goodwill) องคประกอบท 2 ความหวงใยผอน (Caring for Others) องคประกอบท 3 ความเออเฟอเผอแผ (Generousness) องคประกอบท 4 ความเหนอกเหนใจ (Empathy)

จากองคประกอบหลกขางตนสามารถสรางตวโมเดลการวดของความเมตตา ไดดงภาพท 2-5

ภาพท 2-5 โมเดลการวดของความเมตตา จากภาพท 5 แสดงโมเดลการวดของความเมตตาทไดจากการสงเคราะหทฤษฎและ

งานวจยทเกยวของ ซงประกอบดวย 1) ความปรารถนาด (Goodwill) 2) ความหวงใยผอน (Caring for Others) 3) ความเออเฟอเผอแผ (Generousness) และ 4) ความเหนอกเหนใจ (Empathy)

ความปรารถนาด

ความหวงใยผอน

ความเออเฟอเผอแผ

ความเหนอกเหนใจ

ความเมตตา

Page 95: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

83

2.4.2 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความปรารถนาด (goodwill) Moorhouse (2002) พระไพศาล วสาโล (2556) วทยากร เชยงกล (2548) จลศกด ชาญณรงค (2557) ประภาศร สหอ าไพ (2543) ตช นท ฮนห (2542) ไดอธบายถงความหมายของความปรารถนาด (Goodwill) คอความเมตตา ความรกและปราถนาดตอผอน ปรารถนาใหเปนสข การมความปรารถนาดตอคนอน ชวยเหลอผอนใหพนทกข ยนดกบความสขความส าเรจทผอนไดรบ

อาคม มากมทรพย (2556) ไดอธบายถงจรยธรรมส าหรบผบรหารในองคประกอบดานความเมตตา ประกอบดวย การใหความชวยเหลอแกบคคลทวไป มวาจาทแสดงใหเหนน าใจและซาบซง ไมเบยดเบยนผอน รจกอปการะ คอ ใหคณประโยชนแกบคคลอนในงานหนาทและความรบผดชอบของตน การมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคนประสบประโยชนและความสข แสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ มนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยท าประโยชนสข ปลดเปลองทกขผอน ชวยเหลอแนะน าตกเตอน หาปราม ใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต มความเออเฟอเผอแผและเสยสละ จลศกด ชาญณรงค (2557) ไดกลาวถง ความเมตตา ประกอบดวยความปรารถนาดทจะชวยเหลอผอนใหพนทกข ความเมตตาเปนสวนหนงของคณลกษณะทส าคญและเปนสงทผใหการปรกษาพงม เมอผใหการปรกษามความเมตตาเกดขนในจตใจจะสงผลใหการชวยเหลอตลอดจนการสงเสรมใหผรบการปรกษาไดพฒนาตนตามศกยภาพทมอย เชนเดยวกบประภาศร สหอ าไพ (2543) ไดกลาวถง ความเมตตา ประกอบดวย 1) การแบงปนในสงทตนมอยจนเกนความจ าเปนอยางเหมาะสมตามก าลงของตน 2) เสยสละในสงทตนมใหผทจ าเปนกวา แมจะท าใหตนขาดสงนนไป 3) ชวยเหลอเมอเหนผ อนประสบทกขภยดวยความเออเฟอเกอกล 4) ยนดกบความสขความส าเรจทผอนไดรบ 5) เหนใจ ปลอบโยน ใหก าลงใจเมอเหนผอนทกขทรมานและหาหนทางชวยเหลอเทาทจะท าได 6) ใหอภยผทท าผด ไมผกอาฆาตพยาบาท 7) ไมขดรดเอาเปรยบผอน และ 8) บ าเพญประโยชนเพอสวนรวมโดยไมหวงผลตอบแทน ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความปรารถนาด” ไดวาหมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยเหลอแนะน าตกเตอน และหามปรามใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชความปรารถนาด ประกอบดวย 5 ตวบงช ดงน คอ 1) การมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน 2) การแสดงความยนดเมอผอนไดรบ

Page 96: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

84

ความส าเรจ 3) หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค 4) ชวยเหลอแนะน าตกเตอน และ 5) หามปรามใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

2.4.3 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความหวงใยผอน (Caring for Others) Batson (1995) ไดเสนอแนวคดเกยวกบความหวงใยผอน คอ การใหความเอออาทร การตอบสนองทางอารมณโดยค านงถงบคคลอน ความเสยใจ ความทกขใจ ความหวงใยเอออาทรกอใหเกดแรงจงใจในการเออเฟอทจะลดความทกขของผอน Montagu (1978) ไดเนนถงพฤตกรรมการดแลหวงใยวา เปนการแสดงลกษณะของการปฏบตทนมนวล แสดงออกถงความรกและความเอาใจใสตอกน สอสารใหเกดความรสกสขสบายและมนคง โดยอธบายวา การกระตนทางประสาทสมผส รวมกบทาทางดานรางกายเปนพฤตกรรมทส าคญของการดแลหวงใย Guat (1991 cited in Leininger, 1981) ไดวเคราะหแนวคดในการดแลหวงใยของ Paterson & Zderad (1976) แลวแยกแยะออกเปนองคประกอบ 3 อยาง คอ ความรสกในฐานะผใหการดแลการแสดงพฤตกรรมเพอบคคลอน การผสมผสานความรสกและการกระท าเพอสวสดภาพของบคคลอน Guat (1991) เนนวาการดแลจะตองเกดขนเปนกระบวนการมากกวาพจารณาเปนแตละกจกรรม Bevis (cited in Leininger, 1981) ไดอธบายในลกษณะทคลายคลงกนวา การดแลหวงใยเปนรปแบบความรสก ในลกษณะและรปแบบของการแสดงออกถงความรสกของเพอนมนษย ทจะตองเสรมสรางสงแวดลอม เพอความรกทเกดขนรวมกน ความหมาย “หวงใย” ตามพจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถง การเอาใจใส ปกปกรกษา ในภาษาองกฤษ การดแลใชค าวา “Care” ซงมความหมายวา เปนภาระ ความกงวลหวงใย ความเอาใจใสอยางจรงจง พยอม อยสวสด (2543) ความหมายโดยทวไปของการดแลหวงใย เปนการแสดงถงความสมพนธระหวางบคคลตอบคคล ระหวางบคคลตอสตว และระหวางบคคลตอสรรพสงตางๆ ตามบทบาทหนาทและความรบผดชอบตอสงคม โดยมความเมตตา ความเอออาทร ความสนใจ ความเอาใจใส เปนพนฐานเพอการด ารงอยของชวตและสรรพสง นกปรชญาหลายทานใหทศนะวา การอยรอดของมนษยชาต ตองอาศยการดแลอยางเอออาทรซงกนและกน โดยการสรางสมพนธไมตร ฉนทเพอนทใหการชวยเหลอเกอกลกน โดยไมเอาคานยมและความเชอของตน ไปตดสนการแสดงออก ซงการดแลอยางเอออาทรนน บคคลทใหการดแลตองอยกบผรบการดแลเมอเขาตองการ ใหการเอาใจใสอยางจรงจง ฟงเขาดวยความตงใจ และทงสองจะมความชนชมตอการใหคณคาซงกนและกน

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดกลาวถงภาวะผ น าเชงคณธรรมในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐานโดยมวตถประสงคเพอประเมนสมรรถนะในการปฏบตงาน

Page 97: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

85

ของผบรหารสถานศกษา ผบรหารมคณธรรม จรยธรรม มความมงมน และอทศตนในการท างาน ประกอบดวย ความเมตตากรณาตอผอนและผทดอยกวา มความรกเมตตาตอผอนและผทดอยกวาอยเสมอ มความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอนเทาทก าลงความสามารถจะชวยเหลอได ทงในดานก าลงกายและก าลงทรพยของตน จนเปนทยอมรบของบคลากรและเพอนรวมงานในโรงเรยนและบคคลอน

ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความหวงใยผอน” ไดวาหมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถง ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน ใหความใสใจกบผอน การใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชความหวงใยผอนประกอบดวย 4 ตวบงช ดงน คอ 1) ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน 2) ใหความใสใจกบผอน 3) การใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ และ4) มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน

2.4.4 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความเออเฟอเผอแผ (Generousness) พระเทพคณาภรณ (2558) ไดแสดงทศนะเกยวกบความเออเฟอ หมายถง การเสยสละ แบงปนใหแกผยากไร เหนแกตวผอนไมนอยกวาเหนแกตวเอง เปนประโยชนตอเพอนมนษยโดยไมมงหาก าไรหรอผลตอบแทนโดยตรง ความเออเฟอเผอแผ คอ การชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทนแบงปนสงตางๆ ใหแกผอนความเออเฟอเผอแผ ชวยเหลอเกอกลดวยวตถสงของโดยไมหวงผลตอบแทน เชน การชวยเหลอผประสบภยพบตตางๆ การสรางถนนหนทางสรางสะพานสรางโรงพยาบาลสรางโรงเรยนสรางสงทเปนสาธารณประโยชน เปนตน เพอใหคนหมมากใชสอยรวมกนความมน าใจยอมรบความคดเหนของผอน การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน แนะน าหลกการด าเนนชวต โดยอาศยหลกธรรมและประสบการณ ดวยความบรสทธใจ การเสยสละสขและผลประโยชนสวนตน เพอสขและประโยชนสวนรวม การเสยสละสงทไมเปนประโยชนเลกนอย เพอประโยชนทมาก กวา เปนการสละกเลสออกจากใจระลกถงการเสยสละทผานมา เปนอารมณแหงกรรมฐาน เมอไดปฏบตธรรม จะอดหนนใจใหเบกบาน เกดปตเอบอม ตอจากนนจะเกดความสงบกายสงบใจ มใจตงมนแนวแน ท าใหประกอบหนาทการงานไดผลด เมอระลกถงการเสยสละของตนอยเปนนตยวา เปนลาภของเราแท เราไดปฏบตดแลว คนอนถกความตระหนรมเราเผาใจอย แตเรามไดเปนเชนเขา มใจปราศจากความตระหน มอธยาศยยนดในการเสยสละ ใครตองการขอ เราพอใจในการใหและการแบงปนกน เมอระลกอยอยางนจต

Page 98: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

86

จะไมถกราคะโทสะและโมหะรกรานรงแกความมน าใจมอานสงสก าจดความตระหนหวงแหน ความคดกดกนไมใหผอนไดด เมอก าจดความตระหนไดอยางน ยอมมผลท าใหตวเราเองมจตใจปลอดโปรงไมเคยดแคน ความมน าใจ การเสยสละ เปนบารมธรรมของผมอธยาศยเปนพระสมมาสมพทธเจา ดวยบารมธรรมน เปนหลกทท าใหบคคลมงมนในการท าความด แมจะประสบปญหาอปสรรคมากมาย จะไมหว นไหว มจตใจเสยสละ เออเฟอดวยวตถสงของและสละความไมพอใจกน ความขดเคองใจตอกนออกไปจากจตใจ จงท าใหการด าเนนชวตเปนไปอยางสงบสข โดยเฉพาะอยางยง ผน าทกระดบชน ตองการเปนผน ามากกวาผน าโดยทวไป แตการจะเปนผน าในหนาทการงาน และครองใจผตามไดนน ไมใชเรองงาย นอกจากคณสมบตเฉพาะตวคอมความร มความสามารถเปนทยอมรบแลว ความมน าใจเออเฟอเผอแผ ความเสยสละทประกอบดวยเหตผลสมบรณ ไมใชการเสยสละใหโดยปราศจากเหตผล นเองทเปนจดเดนส าคญ ทท าใหผน าทกระดบชน สามารถบรหารจดการงานและบคลากรในองคกรและขบเคลอนเพอใหเปนผลส าเรจตามความปรารถนาทตงใจไว คงเคยไดยนค าชนชมผน าบางคนซงมน าใจใหผตาม หรอผใตบงคบบญชา กอใหเกดแรงบนดาลใจใหทมเทท างานแบบมอบกายถวายชวตกนเลยทเดยว

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดกลาวถงภาวะผ น าเชงคณธรรมในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐานโดยมวตถประสงคเพอประเมนสมรรถนะในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษา ผบรหารมคณธรรม จรยธรรม มความมงมน และอทศตนในการท างาน ประกอบดวย เ ออ เ ฟอ เผอแผตอผ อนเสมอ ไดใหความเ ออ เ ฟอเผอแผตอผ บงคบบญชา ผใตบงคบบญชา เพอนรวมงาน และผอนอยเสมอ มน าใจและชวยเหลอผอนเมอไดรบความเดอดรอนหรอเมอรองขอโดยไมค านงถงผลทจะไดรบ ใหความชวยเหลอทกคนดวยความจรงใจไมหวงสงตอบแทนแตอยาง มความสขทางใจในฐานะเปนผให ตลอดจนเปนทปรกษาแกผปกครองและเปนวทยากรใหความรแกทกๆ คน มความเมตตากรณาตอผอนและผทดอยกวา มความรกเมตตาตอผอนและผทดอยกวาอยเสมอ มความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอนเทาทก าลงความสามารถจะชวยเหลอได ทงในดานก าลงกายและก าลงทรพยของตน จนเปนทยอมรบของบคลากรและเพอนรวมงานในโรงเรยนและบคคลอน

ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความเออเฟอเผอแผ” ไดวาหมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน การมน าใจแบงปนสงตางๆ ใหแกผอน การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน และการเสยสละสขและผลประโยชนสวนตนเพอสวนรวม ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชความเออเฟอเผอแผประกอบดวย 4 ตวบงช ดงน คอ

Page 99: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

87

1) การชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน 2) การมน าใจแบงปนสงตางๆใหแกผอน 3) การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน และ 4) การเสยสละสขและผลประโยชนสวนตนเพอสวนรวม

2.4.5 นยามเชงปฏบตการ และตวบงชของความเหนอกเหนใจ (Empathy) Goleman (1998) ไดใหความหมายของความเหนอกเหนใจผอนวาเปนการตระหนกรถงความรสกความตองการและความหวงใยผอน สอดคลองกบ วลาสลกษณ ชววลล (2543) ไดใหความหมายความเหนอกเหนใจวาเปนการตอบสนองทางอารมณทเนองมาจากการตระหนกรถงสภาพอารมณหรอสถานการณของอกคนหนงทคลายหรอเหมอนกบทบคคลนนรบรวาเขาเคยมประสบการณมากอน รวมถงการค านงผอนและตองการทจะเออเฟอ แบงปนผอน เชนเดยวกบ มนส บญประกอบ (2543) ไดใหความหมายวาความเหนอกเหนใจวาเปนความสามารถทเอาใจเขามาใสใจเรา ตระหนกรถงสงทคนอนก าลงรสกโดยไมจ าเปนตองมาบอกใหทราบ ซงคนสวนมากไมเคยบอกเราใหทราบถงสงทเขารสกในค าพด ทศพร ประเสรฐสข (2543) ใหความหมายความเหนอกเหนใจเปนความสามารถทจะเขาใจความรสกของผอน มความเขาใจ เหนใจผอน มความเหนอกเหนใจ เอาใจเขามาใสใจเรามจตใจใฝปรการ สามารถแสดงออกทางอารมณไดอยางเหมาะสม และ เทดศกด เดชคง (2545) ไดอธบายความหมายของความเหนอกเหนใจ หมายถง ความสามารถทจะรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา และสามารถคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทางไดอยางถกตอง Goleman (1998) ไดอธบายถงองคประกอบของความเหนอกเหนใจ ประกอบดวย ดงน คอ 1) การเขาใจผอน (Understanding Others) คอ การเขาใจถงความรสกมมมองและขอวตกกงวลของผอน รวมทงเปนการรสกเขาใจวาผอนมความตองการอะไร อยางไร ในสถานการณทแตกตางกน 2) การรจกสงเสรมผอน (Development Others) คอการทเรารสกถงสงทไมดไมถกตองและขอควรปรบปรงของผอนรวมท งการมความรสกตองการสนบสนนสงเสรมความร และความสามารถของผอนใหพฒนาสงขน โดยไมสนใจถงขอบกพรองตางๆของบคคลเหลานน 3) มจตใจใฝบรการชวยเหลอ (Service Orientation) คอการทเราสามารถรบรคาดการณคาดคะเนความตองการของผอนไดวามความตองการอะไร อยางไร รวมทงเปนการทเรารสกวาตองการตอบสนองในความตองการเหลานน โดยมความตองการทจะท าสงทบคคลอนตองการโดยไมคาดหวงผลตอบแทนอยางใด 4) การรจกใหโอกาสผอน (Leveraging Diversity) คอ การมความรสกเหนอกเหนใจผทดอยโอกาสกวาเรา และมความร ความเขาใจในสงทเขาเปนหรอกระท าโดยเขาใจวาเปนสงททกคนแตกตางกนรวมทงเปนการทมความรสกวาตองการใหโอกาสบคคลทดอยโอกาสไดเปนหรอกระท าในสงททดเทยมผอนได 5) การตระหนกถงความคดเหนของกลม (Political Awareness)

Page 100: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

88

คอการเขาใจความคดเหนของกลม อารมณของกลมในสถานการณตางๆรวมทงเปนการเขาใจและทราบถงความสมพนธของคนในกลมวาเปนอยางไรในสถานการณทแตกตางกน Lauster (1978) ไดอธบายถงความเหนอกเหนใจ เปนความสามารถรบรถงความรสกนกคดอารมณของผอน โดยอาศยประสบการณทเหมอนกนของตนเอง มาคาดคะเนอารมณพฤตกรรมของผอน ความเหนอกเหนใจผอนถอเปนความไมเหนแกตวโดยสมบรณ ซงกระท าสงเหลานจะท าใหเราเกดความเหนใจ เขาใจ รวมรสกกบบคคลนนๆและพยายามอยากจะเออเฟอชวยเหลอใหผอนพนทกข และ วลยรตน วรรณโพธ (2545) ไดอธบายถงคณลกษณะของผทมความเหนอกเหนใจผอน ดงน คอ 1) สามารถเขาใจอารมณและความรสก และการแสดงออกของผอนโดยสามารถเดาความรสกของผอนจากการแสดงทางสหนาไดวาผอนมสหนาอยางนเขารสกอยางไร พยายามแปลความหมายทงสหนาทาทางคนรอบขาง 2) มความสามารถเอาใจเขามาใสใจเรา และสามารถคาดเดาความรสกของผอนโดยสมมตวาเราอยในสถานการณนนดวย เพอเขาใจ รบรและสามารถตอบสนองไดอยางถกตองเปนความพยายามรวบรวมประสบการณและความรสกของตนเองในขณะทเขาไปอยในสถานการณของคนอน 3) สามารถตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณ พฤตกรรมหรอการกระท าของผอนโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพดทเปนไปในทศทางทเอออ านวย บงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอนไดถกตอง

ดงนน สามารถสรปนยามเชงปฏบตการขององคประกอบ “ความเหนอกเหนใจ” ไดวาหมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน การรจกเอาใจเขามาใสใจเรา การคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทางและการตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพด บงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน ซงนยามดงกลาวเชอมโยงถงตวบงชความเหนอกเหนใจประกอบดวย 4 ตวบงช ดงน คอ 1) การรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน 2) การรจกเอาใจเขามาใสใจเรา 3) การคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทางและ 4) การตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพด บงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน

จากผลการศกษาวรรณกรรมและงานวจยทเกยวของสามารถสรปนยามเชงปฏบตการของ “ความเมตตา” ไดวา หมายถง พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทสามารถวดไดจากองคประกอบทเปนตวแปรสงเกตได 4 ตวแปร คอ 1) ความปรารถนาด (Goodwill) 2) ความหวงใยผอน (Caring for Others) 3) ความเออเฟอเผอแผ (Generousness) และ 4) ความเหนอกเหนใจ (Empathy) ขางตน ผวจยไดสรปเปนนยามเชงปฏบตการและตวบงชของแตละองคประกอบ ดงตารางท 9

Page 101: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

89

ตารางท 2-9 องคประกอบ นยามเชงปฏบตการและตวบงชของความเมตตา

องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด 1. ความปรารถนาด (Goodwill)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยเหลอแนะน าตกเตอน และหามปรามใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

1. การมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน 2. การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ 3. หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค 4. ชวยเหลอแนะน าตกเตอน 5. หามปราม ใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

2. ความหวงใยผอน (Caring for Others)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถง ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน ใหความใสใจกบผอน การใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน

1. ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน 2. ใหความใสใจกบผอน 3. การใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ 4. มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน

Page 102: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

90

ตารางท 2-9 (ตอ)

องคประกอบ นยามเชงปฏบตการ ตวบงช/สาระหลกเพอการวด 3. ความเออเฟอเผอแผ (Generousness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน การมน าใจแบงปนสงตางๆใหแกผอน การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน และการเสยสละสขและผลประโยชนสวนตนเพอสวนรวม

1. การชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน 2. การมน าใจแบงปนสงตางๆใหแกผอน 3. การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน 4. การเสยสละสขและผลประโยชนสวนตน เพอสวนรวม

4. ความเหนอกเหนใจ (Empathy)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทแสดงออกถงการรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน การรจกเอาใจเขามาใสใจเรา การคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทางและการตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพด บงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน

1. การรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน 2. การรจกเอาใจเขามาใสใจเรา 3. การคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทาง 4. การตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณ การกระท าของผอนโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพดบงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน

Page 103: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

91

2.3 กรอบแนวคดในการวจย: โมเดลสมมตฐานตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

จากผลการศกษาทฤษฎและผลงานวจยจากหลากหลายแหลง เพอการสงเคราะหทงในระดบองคประกอบหลก องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ และตวบงช แลวสรปเปนโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทประกอบดวยองคประกอบหลก และองคประกอบยอย ในลกษณะเปนโมเดลการวด (Measurement Model) รวม 5 โมเดล ดงน

2.3.1 โมเดลการวดของภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานประกอบดวย 4 องคประกอบ คอ

2.3.1.1 เปนแบบอยางดานคณธรรม 2.3.1.2 ความยตธรรม 2.3.1.3 ความซอสตย 2.3.1.4 ความเมตตา 2.3.2 โมเดลการวดของการ เ ปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role Model) ม 4

องคประกอบ คอ 2.3.2.1 ความนอบนอม 2.3.2.2 ความไมเหนแกตว 2.3.2.3 ความฉลาดทางอารมณ 2.3.2.4 การอทศตน

2.3.3โมเดลการวดของความยตธรรม (Justice) ม 3 องคประกอบ คอ 2.3.3.1 ความเทยงธรรม 2.3.3.2 ความชอบดวยเหตผล 2.3.3.3 ความถกตอง 2.3.4 โมเดลการวดของความซอสตย (Honesty) ม 3 องคประกอบ คอ 2.3.4.1 การเปดเผยความจรง 2.3.4.2 การรกษาสญญา 2.3.4.3 การเคารพผอน 2.3.5 โมเดลการวดของความเมตตา (Kindness) ม 4 องคประกอบ คอ 2.3.5.1 ความปรารถนาด 2.3.5.2 ความหวงใยผอน 2.3.5.3 ความเออเฟอเผอแผ 2.3.5.4 เหนอกเหนใจ

Page 104: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

92

ผลการสงเคราะหองคประกอบดงกลาว น ามาสรางเปนโมเดลความสมพนธ เชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทจะใชเปนกรอบแนวคดเพอการวจย (Conceptual Framework) ในการวจยครงน ดงภาพท 2-6

ภาพท 2-6 โมเดลสมมตฐานตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานเพอการวจย

ความถกตอง

ความนอบนอม

ความไมเหนแกตว

ความฉลาดทางอารมณ

ความเทยงธรรม

การเปดเผยความจรง

การรกษาสญญา

การเคารพผอน

ความปารถนาด

ความหวงใยผอน

ความเออเฟอเผอแผ

ภาวะผน าเชงคณธรรม

ความซอสตย

ความเมตตา

เปนแบบอยางดานคณธรรม

ความชอบดวยเหตผล

ความยตธรรม

ความเหนอกเหนใจ

การอทศ

Page 105: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

93

นอกจากนน องคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก ยงประกอบดวยตวบงชอกดวยดงน

1) องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม มตวบงช ดงน 1.1) ความนอบนอม ม 6 ตวบงช คอ 1) การรจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง 2) การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส 3) การรจกแสดงความเคารพผใหญกวา 4) การบอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม 5) การมจตใจออนโยน และ6) การมองโลกในแงด จากการใชปญญาไตรตรอง 1.2) ความไมเหนแกตว ม 4 ตวบงช คอ 1) การสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอนหรอสงคม 2) การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน 3) การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม และ4) การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน 1.3) ความฉลาดทางอารมณ ม 5 ตวบงช คอ 1) การตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเองและผอน 2) ความสามารถจดการควบคมอารมณ 3) การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง 4) การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล และ5) การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข 1.4) การอทศตน ม 6 ตวบงช คอ 1) มความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม 2) ยดมนในเปาหมายการท างาน 3) มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม 4) สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน 5) มความกระตอรอรนในการท างานมความเพยรพยายามและมงมนตงใจในการท างาน และ6) กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพในการปฏบตงาน

2) องคประกอบของความยตธรรม มตวบงช ดงน 2.1) ความเทยงธรรม ม 4 ตวบงช คอ 1) การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง 2) การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง 3) การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต และ4) ไมเลอกปฏบต คอการบรการทใหความเสมอภาค 2.2) ความชอบดวยเหตผล ม 4 ตวบงช คอ 1) การมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ 2) การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน 3) การมความเขาใจผอน รจกเอาใจ

Page 106: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

94

เขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล และ4) มการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล 2.3) ความถกตอง ม 4 ตวบงช คอ 1) การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ 2) การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง 3) การไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทโงเขลากวา และ4)การไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง

3) องคประกอบของความซอสตย มตวบงช ดงน 3.1) การเปดเผยความจรง ม 5 ตวบงช คอ 1) การบอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา 2) การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา 3) การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง 4) การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได และ5) การใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช

3.2) การรกษาสญญา ม 3 ตวบงช คอ 1) การคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไมโกหก ไมหลอกลวง 2) การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด และ3) การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ 3.3) การเคารพผอน ม 4 ตวบงช คอ 1) การแสดงออกอยางสภาพ 2) การเปนมตรตอผอน 3) การไมใหรายผอน และ4) การกลาทจะรบความจรง

4) องคประกอบของความเมตตา มตวบงช ดงน 4.1) ความปรารถนาด ม 5 ตวบงช คอ 1) การมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน 2) การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ 3) หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค 4) ชวยเหลอแนะน าตกเตอน และ 5) หามปราม ใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

4.2) ความหวงใยผอน ม 4 ตวบงช คอ 1) ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน 2) ใหความใสใจกบผอน 3) การใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ และ 4) มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน 4.3) ความเออเฟอเผอแผ ม 4 ตวบงช คอ 1) การชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน 2) การมน าใจแบงปนสงตางๆใหแกผอน 3) การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน และ 4) การเสยสละสขและผลประโยชนสวนตนเพอสวนรวม

Page 107: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

95

4.4) ความเหนอกเหนใจ ม 4 ตวบงช คอ 1) การรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน 2) การรจกเอาใจเขามาใสใจเรา 3) การคาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทาง และ 4) การตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพด บงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน

Page 108: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บทท 3 วธด ำเนนกำรวจย

การวจยเรองการพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขน

พนฐาน: โมเดลความสมพนธเชงโครงสราง น เปนการวจยเชงบรรยาย (Descriptive Research) มวตถประสงคหลกเพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ

การก าหนดวธด าเนนการวจยในครงน ไดพจารณาจากวธการสรางและพฒนาตวบงชการศกษาตามทศนะของนงลกษณ วรชชย (2545) ทกลาวไว 3 วธ คอ วธท 1 ใชนยำมเชงปฏบต (Pragmatic Definition) อาศยการตดสนใจและประสบการณของนกวจยในการคดเลอกหรอก าหนดตวแปรยอย การก าหนดวธการรวมตวแปรยอย และการก าหนดน าหนกตวแปรยอยแตละตว วธนอาจท าใหมความล าเอยง เพราะไมมการอางองทฤษฎหรอตรวจสอบความสมพนธระหวางตวแปร ถอวาเปนวธทมจดออนมากทสดเมอเทยบกบวธแบบอนไมคอยมผนยมใช วธท 2 ใชนยำมเชงทฤษฎ (Theoretical Definition) ทอาจท าไดสองแบบ คอ 1) ใชทฤษฎและงานวจยเปนพนฐานสนบสนนทงหมด ตงแตการก าหนดตวแปรยอย การก าหนดวธการรวมตวแปรยอย และการก าหนดน าหนกตวแปรยอย แบบนใชในกรณทมผก าหนดโมเดลตวบงชการศกษาไวกอน 2) ใชทฤษฎและงานวจยเปนพนฐานสนบสนนในการคดเลอกตวแปรยอยและการก าหนดวธการรวมตวแปรยอย สวนการก าหนดน าหนกตวแปรยอยแตละตว ใชความคดเหนผ ทรงคณวฒหรอผ เ ชยวชาญประกอบการตดสนใจ แบบนใชในกรณทยงไมมผใดก าหนดโมเดลตวบงชการศกษาไวกอน และวธท 3 ใชนยำมเชงประจกษ (Empirical Definition) เปนนยามทนกวจยก าหนดตวแปรยอยและวธการรวมตวแปรยอยโดยมทฤษฎและงานวจยเปนพนฐาน แตก าหนดน าหนกของตวแปรยอยโดยการวเคราะหขอมลเชงประจกษ เปนวธทมผนยมใชกนมาก โดยการวเคราะหองคประกอบเชงส ารวจ (Exploratory Factor Analysis) เมอนกวจยมทฤษฎและงานวจยรองรบโมเดลแบบหลวมๆหรอโดยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน (Confirmatory Factor Analysis) เมอนกวจยมทฤษฎและงานวจยรองรบโมเดลแบบหนกแนนเขมแขง

การสรางและพฒนาตวบงชการศกษา 3 วธดงกลาว ผวจยเหนวาวธท 3 เปนการวจยทยดถอทฤษฎประจกษนยม (Empiricism) เปนวธวทยาศาสตร (Scientific Approach) ซงผวจยเชอวา จะมความนาเชอถอในผลการวจยไดดกวาวธท 1 หรอวธท 2 ตามทศนะของวโรจน สารรตนะ (2558) โดยเฉพาะอยางยง ในงานวจยน ผวจยไดศกษาทฤษฎและผลงานวจยเพอรองรบโมเดลจาก

Page 109: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

97

หลากหลายแหลงเพอการสงเคราะหทงในระดบองคประกอบหลก องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ และตวบงช ดงนน การวจยครงน ผวจยไดเลอกใชวธการสรางและพฒนาตวบงชวธท 3 และใชวธการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน เนองจากมทฤษฎและงานวจยรองรบโมเดลแบบหนกแนนเขมแขง โดยมขนตอนการวจยดงตอไปน

3.1 ประชำกรและกลมตวอยำง ประชากรทใชในการวจยครงน คอ ผบรหารสถานศกษา สงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน ปการศกษา 2558 รวมท งสนจ านวน 30,719 คน (ศนยปฏบตการสงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน, 2558) ก าหนดขนาดกลมตวอยาง (Sample Size) โดยใชกฎอตราสวนระหวางหนวยตวอยางตอจ านวนพารามเตอร 20:1 ตามทศนะของ Gold (1980) และใชวธการก าหนดคาพารามเตอรแบบ Free Parameter โดยพจารณาจากวธการก าหนดคาพารามเตอร 3 แบบจากทศนะของ Joreskog และ Sorbom (1989 อางถงใน นงลกษณ วรชชย, 2542) คอ 1) Fixed Parameter กรณทไมมเสนอทธพลระหวางตวแปรก าหนดใหพารามเตอรน นเปนศนย 2) Free Parameter กรณมเสนอทธพลระหวางตวแปร เพอใหคาพารามเตอรอสระ โดยไมมเงอนไขบงคบ 3) Constrained Parameter กรณมเสนอทธพลระหวางตวแปร แตนกวจยตองการก าหนดคาคงทใหกบพารามเตอรนน และมกใชในการปรบโมเดล โดยมเหตผลในการเลอกแบบ Free Parameter เพราะโมเดลในการวจยนเปนโมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน (Confirmatory Factor Analysis Model: CFA Model) ซงระหวางตวแปรมเสนอทธพล ซงจ านวนพารามเตอรทนบไดจากการรวมตวแปรแฝงจ านวน 5 ตว ตวแปรสงเกตจ านวน 14 ตว และจ านวนเสนอทธพล 18 เสน รวมทงหมด 37 พารามเตอร ท าใหไดกลมตวอยางทใชในการวจยจ านวน 740 คน วธการไดมาซงกลมตวอยางจ านวน 740 คนดงกลาว ผวจยไดใชวธการสมแบบหลายขนตอน (Multi-stage Random Sampling) ดงน

ในแตละเขตตรวจราชการก าหนดจ านวนจงหวดโดยใชเกณฑการค านวณรอยละ 30 ของจ านวนประชากรจงหวดแตละเขตตรวจราชการ ในกรณทจ านวนประชากรไมเกนหลกรอย (Wiersma, 1995) ผวจยก าหนดขนาดกลมตวอยางโดยการค านวณ รอยละ 30 ของจ านวนจงหวดในแตละเขตตรวจราชการ จากนนสมอยางงายแบบไมใสคน (Without Replacement) โดยวธจบสลากไดจงหวดแตละเขตตรวจราชการตามจ านวนทก าหนดไว และ ท าการสมแบบแบงชนอยางเปนสดสวน (Proportional Stratified Random Sampling) แบงชนตามจ านวนผบรหารสถานศกษา โดยใชจ านวนผบรหารสถานศกษา เปนหนวยของการสม ไดจ านวนรวมทงสน 740 คน รายละเอยด ดงตารางท 3-1,-3-2

Page 110: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

98

ตารางท 3-1 การก าหนดจ านวนจงหวดโดยใชเกณฑการค านวณรอยละ 30 ของ จ านวนจงหวดแตละเขตตรวจราชการ

เขตตรวจรำชกำร

จงหวด

รอยละ 30 ของจงหวดแตละ เขตตรวจรำชกำร

จงหวด

1 กรงเทพฯ, นนทบร, ปทมธาน, พระนครศรอยธยา, สระบร

1 สระบร

2 ชยนาท, ลพบร, สงหบร, อางทอง 1 อางทอง 3 ฉะเชงเทรา, นครนายก, ปราจนบร, สมทรปราการ,

สระแกว 2 นครนายก, สระแกว

4 กาญจนบร, นครปฐม, ราชบร, สพรรณบร 1 กาญจนบร 5 ประจวบครขนธ, เพชรบร, สมทรสาคร,

สมทรสงคราม 1 เพชรบร

6 ชมพร, สราษฎรธาน, นครศรธรรมราช, พทลง 1 นครศรธรรมราช 7 ระนอง, กระบ, พงงา, ภเกต, ตรง 2 ระนอง, ตรง 8 นราธวาส, ปตตาน, ยะลา, สตล, สงขลา 2 สตล, สงขลา 9 จนทบร, ตราด, ชลบร, ระยอง 1 จนทบร 10 หนองคาย, หนองบวล าภ, เลย, อดรธาน 1 อดรธาน 11 นครพนม, มกดาหาร, สกลนคร 1 สกลนคร 12 ขอนแกน, มหาสารคาม, รอยเอด, กาฬสนธ 1 ขอนแกน 13 ยโสธร, ศรสะเกษ, อ านาจเจรญ, อบลราชธาน 1 อบลราชธาน 14 ชยภม, บรรมย, สรนทร, นครราชสมา 1 ชยภม 15 เชยงใหม, แมฮองสอน, ล าปาง, ล าพน 1 เชยงใหม 16 นาน, พะเยา, เชยงราย, แพร 1 แพร 17 ตาก, พษณโลก, เพชรบรณ, สโขทย, อตรดตถ 2 เพชรบรณ, พษณโลก 18 ก าแพงเพชร, นครสวรรค, พจตร, อทยธาน 1 พจตร

รวมทงสน 76 23

Page 111: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

99

ตารางท 3-2 จ านวนกลมตวอยางในแตละเขตตรวจราชการ โดยใชจ านวนผบรหารสถานศกษาเปนหนวยของการสม

เขตตรวจรำชกำรท จงหวด ประชำกร (คน) กลมตวอยำง (คน)

1 สระบร 307 22 2 อางทอง 165 12 3 นครนายก, สระแกว 444 31 4 กาญจนบร 449 32 5 เพชรบร 246 17 6 นครศรธรรมราช 790 56 7 ระนอง, ตรง 408 29 8 สตล, สงขลา 691 49 9 จนทบร 219 15

10 อดรธาน 865 61 11 สกลนคร 661 47 12 ขอนแกน 1,091 77 13 อบลราชธาน 1,140 80 14 ชยภม 754 53 15 เชยงใหม 750 53 16 แพร 272 19 17 เพชรบรณ, พษณโลก 1,022 72 18 พจตร 207 15

รวมทงสน 10,481 740

3.2 เครองมอทใชในกำรวจย เครองมอทใชในการวจยครงน มลกษณะเปนแบบสอบถาม แบงออกเปน 2 ตอน ดงน

ตอนท 1 แบบสอบถามสถานภาพของผตอบแบบสอบถาม ลกษณะเครองมอเปนแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ไดแก เพศ อาย ประสบการณการเปนผ บรหารสถานศกษา ขนาดของสถานศกษา และระดบสถานศกษาทสงกด

Page 112: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

100

ตอนท 2 แบบสอบถามความสอดคลองตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน สงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน ลกษณะเครองมอเปนมาตรวดแบบประเมนคา (Rating Scale) 5 ระดบ คอ มากทสด มาก ปานกลาง นอย และนอยทสด จ าแนกเนอหาตามองคประกอบหลกและองคประกอบยอย จ านวนตวบงชและจ านวนขอค าถาม รายละเอยดดงตารางท 3-3

ตารางท 3-3 แสดงความสมพนธระหวางองคประกอบหลก องคประกอบยอย จ านวนตวบงชและจ านวนขอค าถามในแบบสอบถาม

องคประกอบหลก องคประกอบยอย จ ำนวนตวบงช จ ำนวนขอค ำถำม

1. การเปนแบบอยางดานคณธรรม

1.1 ความนอบนอม 6 6 1.2 ความไมเหนแกตว 4 4 1.3 ความฉลาดทางอารมณ 5 5

1.4 การอทศตน 6 6

2. ความยตธรรม 2.1 ความเทยงธรรม 4 4

2.2 ความชอบดวยเหตผล 4 4

2.3 ความถกตอง 4 4

3. ความซอสตย 3.1 การเปดเผยความจรง 5 5

3.2 การรกษาสญญา 3 3

3.3 การเคารพผอน 4 4

4. ความเมตตา 4.1 ความปรารถนาด 5 5

4.2 ความหวงใยผอน 4 4

4.3 ความเออเฟอเผอแผ 4 4

4.4 ความเหนอกเหนใจ 4 4

รวม 62 62

Page 113: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

101

3.3 กำรสรำงและตรวจสอบคณภำพของเครองมอ เนองจากการสรางและพฒนาตวบงชในการวจยครงนใชนยามเชงประจกษ (Empirical

Definition) ซงเปนนยามทนกวจยก าหนดตวแปรยอยและวธการรวมตวแปรยอยโดยมทฤษฎและงานวจยเปนพนฐาน แลวก าหนดน าหนกของตวแปรยอยโดยการวเคราะหขอมลเชงประจกษ ดงนนการสรางและการตรวจสอบคณภาพของเครองมอทใชในการวจย จงเรมด าเนนการมาต งแตการศกษาวรรณกรรมทเกยวของในบทท 2 ดงน

3.1 ศกษาทฤษฎและงานวจยของนกวชาการหรอหนวยงาน เพอสงเคราะหแลวก าหนด เปนองคประกอบหลกทใชในการวจย

3.2 ศกษาทฤษฎและงานวจยของนกวชาการหรอหนวยงาน เพอสงเคราะหแลวก าหนด เปนองคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลกทใชในการวจย

3.3 ศกษาทฤษฎและงานวจยของนกวชาการหรอหนวยงาน เพอสรปเปนนยามเชงปฏบตการทเชอมโยงถงการก าหนดเปนตวบงชหรอสาระหลกเพอการวดของแตละองคประกอบยอยทใชในการวจย 3.4 สรางตารางความสมพนธเพอตรวจสอบความสมเหตสมผล (Logical) ในเนอหาระหวางองคประกอบหลก นยามเชงปฏบตการขององคประกอบยอย และตวบงชหรอสาระหลกเพอการวด ในลกษณะยอนกลบไปกลบมา (Repetitive Checking) เมอพบวามความสมเหตสมผลแลวจงสรางขอค าถามจากตวบงช โดย 1 ตวบงชอาจสรางขอค าถามได 1 ขอค าถามหรอมากกวา 1 ขอค าถาม

3.5 น าแบบตรวจสอบความสอดคลองของขอค าถามกบตวบงชและนยามเชงปฏบตการ (ดจากภาคผนวก ก) และแบบตรวจสอบความถกตองเหมาะสมของส านวนภาษาและรปแบบของแบบสอบถาม (ดจากภาคผนวก ข) ใหผเชยวชาญเพอตรวจสอบคณภาพ ดงน

(1) กรณแบบตรวจสอบความสอดคลองของขอค าถามกบตวบงชและนยามเชงปฏบตการ เปนการตรวจสอบความตรงเชงโครงสราง (Construct Validity) โดยใหผเชยวชาญพจารณาความสอดคลองของขอค าถามกบตวบงชและนยามเชงปฏบตการ (Index of Congruence: IOC) โดยใหท าเครองหมาย ลงในชอง +1 หรอ 0 หรอ-1 โดย + 1 หมายถง ขอค าถามมความสอดคลอง 0 หมายถง ไมแนใจในความสอดคลอง และ -1 หมายถง ขอค าถามไมมความสอดคลอง ผลทไดรบจากการตรวจสอบของผเชยวชาญ น ามาวเคราะหหาคา IOC จากสตร

NRIOC

โดย

ก าหนดเกณฑคา IOC ทระดบเทากบหรอมากกวา 0.50 จงจะถอวาขอค าถามนนมความสอดคลองกบตวบงชและนยามเชงปฏบตการ (ดผลการวเคราะหคา IOC ในภาคผนวก ค)

Page 114: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

102

(2) กรณแบบตรวจสอบความถกตองเหมาะสมของส านวนภาษาและรปแบบของแบบสอบถาม เปนการตรวจสอบความถกตองเหมาะสมของส านวนภาษาและรปแบบของแบบสอบถาม (ดรายชอผเชยวชาญในภาคผนวก ง)

3.6 น าแบบสอบถามทผานการตรวจสอบของผเชยวชาญและไดรบการปรบแลวไปทดลองใช (Try-out) กบผบรหารในโรงเรยนทไมใชกลมตวอยางจ านวน 30 คน จากโรงเรยนทเปดสอนในระดบประถมศกษา สงกดส านกงานเขตพนทการศกษาประถมศกษาขอนแกน เขต 5 จ านวน 15 คนและโรงเรยนมธยมศกษา สงกดส านกงานเขตพนทการศกษามธยมศกษา เขต 25 จ านวน 15 คนแลวน าขอมลทเกบรวบรวมไดไปวเคราะหหาคาสมประสทธแอลฟาของความเชอมน (Alpha Coefficient of Reliability) โดยใชวธของครอนบาค (Cronbach) โดยก าหนดเกณฑเทากบหรอสงกวา 0.70 (สชาต ประสทธรฐสนธ, 2546) ซงผลจากการทดลองใช (Try-Out) แบบสอบถามในงานวจยน พบคาสมประสทธแอลฟาของความเชอมนโดยรวมและจ าแนกเปนรายองคประกอบหลก ดงตารางท 3-4 (ดแบบสอบถามในภาคผนวก จ)

ตารางท 3-4 ผลการวเคราะหคาสมประสทธแอลฟำของควำมเชอมนของแบบสอบถามโดยรวมและจ าแนกเปนรายองคประกอบหลก

องคประกอบหลก คำสมประสทธแอลฟำของควำมเชอมน 1. การเปนแบบอยางดานคณธรรม 0.824 2. ความยตธรรม 0.910 3. ความซอสตย 0.912 4. ความเมตตา 0.852

คำเฉลยโดยรวม 0.874

3.4 กำรเกบรวบรวมขอมล การเกบรวบรวมขอมล ผวจยด าเนนการตามขนตอน ดงน

3.4.1 สงหนงสอราชการของคณะศกษาศาสตร มหาวทยาลยมหามกฏราชวทยาลย วทยาเขตอสาน ถงส านกงานเขตพนทการศกษาทเปนตนสงกดของโรงเรยนทเปนกลมตวอยาง เพอขออนญาตในการเกบขอมลจากโรงเรยนทเปนกลมตวอยาง และแจงใหโรงเรยนทเปนกลมตวอยางทราบและใหความอนเคราะหในการตอบแบบสอบถาม (ดหนงสอในภาคผนวก ฉ)

Page 115: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

103

3.4.2 สงหนงสอราชการของคณะศกษาศาสตร มหาวทยาลยมหามกฏราชวทยาลย วทยาเขตอสาน พรอมสงแบบสอบถามถงผบรหารสถานศกษาทเปนกลมตวอยางทางไปรษณย ทางไปรษณยเพอตอบแบบสอบถาม (ดหนงสอในภาคผนวก ช) และขอความอนเคราะหใหตอบกลบภายใน 3สปดาหโดยทางไปรษณย หากพบวายงไมสงแบบสอบถามคนตามระยะเวลาทก าหนด ผวจยไดสงหนงสอขอความรวมมอในการตอบแบบสอบถามอกครง ผลจากการด าเนนงาน พบวา ไดรบคนมาจ านวน 652 ฉบบ คดเปนรอยละ 88.10 ของแบบสอบถามทสงไปทงหมด 740 ฉบบ รายละเอยด ดงตารางท 3-5

ตารางท 3-5 การสงแบบสอบถามและจ านวนแบบสอบทไดรบกลบคน

3.4.3 ตรวจสอบความถกตองและความสมบรณของแบบสอบถามทไดรบคน พบวา ม

การตอบแบบสอบถามไดอยางถกตองและสมบรณทกฉบบ จงไดตรวจใหคะแนนตามเกณฑทก าหนดเพอท าการวเคราะหทางสถตตอไป

3.5 กำรวเครำะหขอมลและเกณฑกำรแปลควำม การวจยครงน ผวจยวเคราะหขอมลโดยใชคอมพวเตอรในการจดกระท ากบขอมลดวยโปรแกรม คอมพวเตอรส าเรจรป เพอหาคาสถตตางๆ ดงน 3.5.1 การวเคราะหขอมลเบองตนของกลมตวอยาง การวเคราะหในขนนเปนการวเคราะหเพอใหทราบลกษณะภมหลงของกลมตวอยาง ไดแก อาย ประสบการณการเปนผบรหารสถานศกษา ขนาดของสถานศกษา และระดบสถานศกษาทสงกด โดยใชคาความถและคารอยละ

3.5.2 การวเคราะหขอมลหาคาเฉลยและคาสมประสทธการกระจาย เพอพจารณาความเหมาะสมของตวบงชเพอการคดสรรตวบงชไวในโมเดล โดยก าหนดเกณฑดงน คาเฉลย

กำรสงแบบสอบถำม วน/เดอน/ป และจ ำนวนแบบสอบทไดรบกลบคน ครงท/จ านวน ทสง

วน/เดอน/ป ทสง

แบบสอบถาม

10- 31 ตลาคม 2559

1- 30 พฤศจกายน

2559

1 – 29 ธนวาคม 2559

5 – 31 มกราคม 2560

รวมจ านวนแบบสอบถาม

1 / 400 ฉบบ

23 กนย ายน 2559

182 ฉบบ 285 ฉบบ

118 ฉบบ

67 ฉบบ

652 ฉบบ 2 / 340

ฉบบ 11 ตลาคม 2559

Page 116: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

104

เทากบหรอมากกวา 3.00 และคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอนอยกวา 20% (สทธธช คนกาญจน, 2547) 3.5.3 การวเคราะหขอมลเพอประกอบการพจารณาความเหมาะสมของตวแปรทจะน าไปวเคราะหองคประกอบตอไป โดยวเคราะหหาคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสน เพอพจารณาระดบและทศทางความสมพนธ ถาตวแปรไมมความสมพนธกนแสดงวาไมมองคประกอบรวม เกณฑทใชพจารณาคอ มความสมพนธกนอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) (นงลกษณ วรชชย, 2539) การวเคราะหขอมลหาคาสถตของ Bartlett ซงเปนคาสถตทดสอบสมมตฐานเมทรกซสหสมพนธระหวางตวแปรกบเมทรกซเอกลกษณ (Identity Matrix) โดยพจารณาทคา Bartlett’s test of Sphericity และคาความนาจะเปนวามความสมพนธเหมาะสมกนเพยงพอทจะน าไปวเคราะหองคประกอบตอไปหรอไม โดยพจารณาทการมนยส าคญทางสถต และการวเคราะหหาคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy: MSA) พจารณาจากเกณฑ ถามคามากกวา .80 ดมาก มคาตงแต .70-.79 ด, มคาตงแต .60-.69 ปานกลางและถามคานอยกวา .50 ใชไมได (Kim & Muclle, 1978 อางถงใน สมเกยรต ทานอก, 2539) 3.5.4 การวเคราะหองคประกอบเชงยนยน (Confirmatory Factor Analysis) โดยการทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางและก าหนดน าหนกตวแปรยอยทใชในการสรางตวบงชกบขอมลเชงประจกษ ซงไดจากการวเคราะหขอมลจากแบบสอบถามเพอหาน าหนกตวแปรยอยทใชในการสรางตวบงช และท าการตรวจสอบความสอดคลองของโมเดลการวจยทเปนโมเดลเชงทฤษฎทผวจยสรางขนดวยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสองกบขอมลเชงประจกษ หลงจากนนไดท าการตรวจสอบความสอดคลองของโมเดลการวจยกบขอมลเชงประจกษซงถาผลการวเคราะหขอมลครงแรกยงไมเปนไปตามเกณฑทก าหนด ผวจยตองปรบโมเดลเพอใหเปนไปตามเกณฑทก าหนด ซงตามทศนะของ นงลกษณ วรชชย (2548) ก าหนดใชคาสถตทจะเปนเกณฑตรวจสอบดงน 1) คาไค-สแควร (Chi-square Statistics) เปนคาสถตทใชทดสอบสมมตฐานทางสถตวาฟงกชนความกลมกลนมคาเปนศนย ถาคาไค-สแคว มคาต ามาก หรอยงเขาใกลศนยมากเทาไรแสดงวาขอมลโมเดลลสเรลมความกลมกลนกบขอมลเชงประจกษ (นงลกษณ วรชชย, 2548) 2) ดชนวดระดบความกลมกลน (Goodness-of-fit Index: GFI) ซงเปนอตราสวนของผลตางระหวางฟงกชนความกลมกลนจากโมเดลกอน และหลงปรบโมเดลกบฟงกชน ความกลมกลนกอนปรบโมเดล คา GFI หากมคาตงแต 0.90-1.00 แสดงวาโมเดลมความกลมกลนกบขอมลเชงประจกษ (นงลกษณ วรชชย, 2548)

Page 117: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

105

3) ดชนวดความกลมกลนทปรบแลว (Adjusted Goodness-of-fit Index: AGFI) ซงน า GFI มาปรบแก โดยค านงถงขนาดขององศาอสระ (df) ซงรวมทงจ านวนตวแปรและขนาดกลมตวอยาง หากคา AGFI มคาตงแต 0.90-1.00 แสดงวาโมเดลมความกลมกลนกบขอมลเชงประจกษ (นงลกษณ วรชชย, 2548) 4) คาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (Root Mean Square Error of Approximation: RMSEA) เปนคาทบงบอกถงความไมกลมกลนของโมเดลทสรางขนกบเมทรกซความแปรปรวนรวมของประชากร ซง คา RMSEA ต ากวา 0.05 แสดงวา โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษ (นงลกษณ วรชชย, 2548) ดงนน ในงานวจยน ผวจยจงใชคาสถตตามทศนะของ นงลกษณ วรชชย ดงกลาว เปนเกณฑในการตรวจสอบความสอดคลองระหวางโมเดลทผวจยพฒนาขนจากทฤษฎและงานวจยกบขอมลเชงประจกษ ดงแสดงในตารางท 3.6

ตารางท 3-6 คาสถตทใชในการตรวจสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธโครงสรางตามสมมตฐานกบขอมลเชงประจกษ

สถตทใชวดควำมสอดคลอง ระดบกำรยอมรบ

1. คาไค-สแคว ( 2) 2 ทไมมนยส าคญหรอคา p-value สงกวา 0.05 แสดงวาโมเดลมความกลมกลน

2. คา GFI มคาตงแต 0.90–1.00 แสดงวา โมเดลมความกลมกลน 3. คา AGFI มคาตงแต 0.90–1.00 แสดงวา โมเดลมความกลมกลน 4. คา RMSEA มคาต ากวา 0.05

3.5.6 น าผลการวเคราะหตรวจสอบความสอดคลองของโมเดลมาคดเลอกตวบงชทแสดงวามคาความเทยงตรงเชงโครงสรางหรอคา Factor Loading ตามเกณฑดงน 1) เทากบหรอมากกวา 0.7 ส าหรบองคประกอบหลก (Farrell, A. M., & Rudd, J. M., 2011) และ 2) เทากบหรอมากกวา 0.30 ส าหรบองคประกอบยอยและตวบงช (Tacq, 1997 อางถงใน วลาวลย มาคม, 2549)

Page 118: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บทท 4 ผลการวเคราะหขอมล

ผลการวเคราะหขอมลทน าเสนอในบทท 4 น ผวจยกลาวถงสญลกษณและอกษรยอทใช

ในการวเคราะหขอมล และผลการวเคราะหขอมลสถานภาพของกลมตวอยางทตอบแบบสอบถามกอน จากนนจงจะกลาวถง ผลการวเคราะหขอมลตามล าดบของวตถประสงคของการวจยทก าหนดไวในบทท 1

4.1 สญลกษณและอกษรยอทใชในการวเคราะหขอมล เพอใหเกดความเขาใจตรงกนในการน าเสนอและการแปลความหมายผลการวเคราะห

ขอมลผวจยไดก าหนดสญลกษณและอกษรยอทใชในการวเคราะหขอมล ดงตารางท 4-1 ตารางท 4-1 องคประกอบหลกและองคประกอบยอยและอกษรยอแทน

ท องคประกอบหลกและองคประกอบยอย อกษรยอแทน 1 องคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม วดจากองคประกอบยอย 4

องคประกอบ MOR

1.1 ความนอบนอม MOR1 1.2 ความไมเหนแกตว MOR2 1.3 ความฉลาดทางอารมณ MOR3 1.4 การอทศตน MOR4

2 องคประกอบหลกความยตธรรม วดจากองคประกอบยอย 3 องคประกอบ JUS 2.1 ความเทยงธรรม JUS1 2.2 ความชอบดวยเหตผล JUS2 2.3 ความถกตอง JUS3

3 องคประกอบหลกความซอสตย วดจากองคประกอบยอย 3 องคประกอบ HON 3.1 การเปดเผยความจรง HON1 3.2 การรกษาสญญา HON2 3.3 การเคารพผอน HON3

Page 119: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

107

ตารางท 4.1 (ตอ) ท องคประกอบหลกและองคประกอบยอย อกษรยอแทน

4 องคประกอบหลกความเมตตา วดจากองคประกอบยอย 4 องคประกอบ KIN 4.1 ความปรารถนาด KIN1 4.2 ความหวงใยผอน KIN2 4.3 ความเออเฟอเผอแผ KIN3 4.4 ความเหนอกเหนใจ KIN4

ตารางท 4.2 สญลกษณและอกษรยอทใชแทนคาสถต

คาสถต สญลกษณและ

อกษรยอทใชแทน คาเฉลย (mean) X คาเบยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) S.D. คาสมประสทธการกระจาย (coefficient of variation) C.V. คาสมประสทธสหสมพนธเพยรสน (Pearson’s product moment correlation coefficient)

r

คาสหสมพนธพหคณยกก าลงสอง (squared multiple correlation)

2R

คาสถตไค-สแควร (chi-square) 2 องศาอสระ (degree of freedom) df น าหนกองคประกอบ (factor loading) Λ คาความคลาดเคลอนมาตรฐาน (standard error) SE

คาสมประสทธคะแนนองคประกอบ FS

คาความคลาดเคลอนมาตรฐาน (error) ของตวบงช E

มนยส าคญทางสถตทระดบ 0.01 (P<0.01) ** มนยส าคญทางสถตทระดบ 0.05 (P<0.05) * ดชนวดระดบความสอดคลองเหมาะสม (goodness of fit index) GFI ดชนวดระดบความความสอดคลองเหมาะสมทปรบแกแลว (adjusted goodness of fit index)

AGFI

ดชนคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (root mean square error of approximation)

RMSEA

Page 120: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

108

4.2 ผลการวเคราะหขอมลสถานภาพของกลมตวอยางทตอบแบบสอบถาม จากแบบสอบถามฉบบสมบรณทไดรบกลบคนมาจ านวน 652 ฉบบ คดเปนรอยละ 88.11

ของแบบสอบถามจ านวนท งหมดทสงไป ผวจ ยไดน าขอมลมาวเคราะหแสดงสถานภาพของผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทเปนกลมตวอยางทตอบแบบสอบถาม เปนความถและคารอยละ ปรากฏผลการวเคราะหขอมล ในตารางท 4-3

ตารางท 4-3 ความถและรอยละของขอมลแสดงสถานภาพของกลมตวอยางทตอบแบบสอบถาม

ขอมลสถานภาพ ความถ รอยละ

1. เพศ 1. ชาย 2. หญง

544 104

84.00 16.00

2. อาย 1. ไมเกน 30 ป 2. 31-40 ป 3. 41-50 ป 4. 51-60 ป

11 92 216 333

1.70 14.10 33.10 51.10

3. วฒการศกษาสงสด 1. ปรญญาตรและประกาศนยบตรบณฑตทางการบรหารการศกษา 2. ปรญญาโท 3. ปรญญาเอก

76

560 16

11.70

85.90 2.50

4. ประสบการณในการเปนผบรหารสถานศกษา 1. ไมเกน 5 ป 2. 6-10 ป 3. 11-15 ป 4. 16-20 ป 5. 21 ปขนไป

48

209 104 106 185

7.40

32.10 16.00 16.30 28.40

Page 121: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

109

ตารางท 4.3 (ตอ)

ขอมลสถานภาพ ความถ รอยละ

5. ขนาดสถานศกษา 1. ขนาดเลก (จ านวนนกเรยน 1-120 คน ลงมา) 2. ขนาดกลาง (จ านวนนกเรยนตงแต 121-600 คน) 3. ขนาดใหญ (จ านวนนกเรยนตงแต 601-1,500 คน) 3. ขนาดใหญ พเศษ (จ านวนนกเรยนตงแต 1,501 คน ขนไป)

233 309 60 50

35.70 47.40 9.20 7.70

6. ประเภทของการจดการศกษาของสถานศกษา 1. ประถมศกษา 2. มธยมศกษา

468 184

71.80 28.20

ผลการวเคราะหขอมลตามตารางท 4-3 พบวา ผบรหารสวนใหญ เปนเพศชาย จ านวน

548 คน คดเปนรอยละ 84.00 และ เพศหญง จ านวน 104 คน คดเปนรอยละ 16.00 เมอจ าแนกตามอายพบวา อาย 51-60 ป มากทสด จ านวน 333 คน คดเปนรอยละ 51.10

รองลงมา คอ อาย 41-50 ป จ านวน 216 คน คดเปนรอยละ 33.10 อาย 31-40 ป จ านวน 92 คน คดเปนรอยละ 14.10 และอาย ไมเกน 30 ป จ านวน 11 คน คดเปนรอยละ 1.70 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามวฒการศกษา พบวา สวนใหญ มระดบการศกษาปรญญาโท มากทสด จ านวน 560 คน คดเปนรอยละ 85.90 รองลงมา คอ ระดบการศกษาปรญญาตร จ านวน 76 คน คดเปนรอยละ 11.70 และระดบการศกษาปรญญาเอก จ านวน 16 คน คดเปนรอยละ 2.50 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามประสบการณการเปนผบรหาร พบวา สวนใหญ มประสบการณ 6-10 ป มากทสด จ านวน 209 คน คดเปนรอยละ 32.10 รองลงมา คอ มประสบการณ 21 ปขนไป จ านวน 185 คน คดเปนรอยละ 28.40 มประสบการณ 16-20 ป จ านวน 106 คน คดเปนรอยละ 16.30 มประสบการณ 11-15 ป จ านวน 104 คน คดเปนรอยละ 16.00 และมประสบการณไมเกน 5 ป จ านวน 48 คน คดเปนรอยละ 7.40 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามขนาดสถานศกษา พบวา สวนใหญ มขนาดสถานศกษาขนาดกลาง จ านวนนกเรยนตงแต 121-600 คน มากทสด จ านวน 309 คน คดเปน รอยละ 47.40 รองลงมา คอ สถานศกษาขนาดเลก จ านวนนกเรยน 1-120 คน ลงมา จ านวน 233 คน คดเปนรอยละ 35.70 สถานศกษาขนาดใหญ จ านวนนกเรยนตงแต 601-1,500 คน จ านวน 60 คน คดเปนรอยละ 9.20 และ

Page 122: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

110

สถานศกษาขนาดใหญ พเศษ จ านวนนกเรยนตงแต 1,501 คน ขนไป จ านวน 50 คน คดเปนรอยละ 7.70 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามประเภทของการจดการศกษาของสถานศกษา พบวา สวนใหญจดการศกษาระดบประถมศกษา จ านวน 468 คน คดเปนรอยละ 71.80 รองลงมาคอ จดการศกษาระดบมธยมศกษา จ านวน 184 คน คดเปนรอยละ 28.20 ตามล าดบ

4.3 ผลการวเคราะหเพอตอบวตถประสงคการวจย การน าเสนอผลการวเคราะหแบงออกเปน 3 สวน ไดแก (1) ความเหมาะสมของตวบงช

เพอคดสรรก าหนดไวในโมเดลความสมพนธโครงสรางโดยใชเกณฑคาเฉลยเทากบหรอมากกวา 3.00 และคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20% (2) ทดสอบโมเดลในระดบตวบงชของแตละองคประกอบยอยทพฒนาขนกบขอมลเชงประจกษดวยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน และทดสอบโมเดลในระดบองคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก และโมเดลในระดบองคประกอบหลกของผบรหารสถานศกษาทมประสทธผลทพฒนาขนกบขอมลเชงประจกษดวยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสอง (3) การตรวจสอบคาความเทยงตรงเชงโครงสรางหรอคาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ตามเกณฑดงน 1) เทากบหรอมากกวา 0.7 ส าหรบองคประกอบหลก และ 2) เทากบหรอมากกวา 0.30 ส าหรบองคประกอบยอยและตวบงช ผลการวเคราะหในแตละสวนมดงน

4.3.1 ผลการวเคราะหความเหมาะสมของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

ผลการวเคราะหในสวนน เปนผลการวเคราะหเพอตอบวตถประสงคของการวจยขอท 1โดยศกษาคาเฉลย คาเบยงเบนมาตรฐานและคาสมประสทธการกระจาย แสดงความเหมาะสมของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เปรยบเทยบกบเกณฑคาเฉลยเทากบหรอมากกวา 3.00 และคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20% เพอคดสรรก าหนดไวในโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางเพอการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนในล าดบตอไป ผลการวเคราะหแยกออกเปนแตละองคประกอบหลก แสดงในตารางท 4-4

Page 123: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

111

ตารางท 4-4 คาเฉลย คาเบยงเบนมาตรฐาน และคาสมประสทธการกระจาย แสดงความเหมาะสมของตวบงชเพอคดสรรก าหนดไวในโมเดลความสมพนธโครงสรางเปรยบเทยบกบเกณฑคาเฉลยเทากบหรอมากกวา 3.00 และคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20 %

องคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช

=/> 3.00

S.D. C.V. =/<

20% 1. องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม

1.1 องคประกอบของความนอบนอม (1) รจกใชปญญาพจารณาตวเองและผอนตามความเปนจรง

(2) แสดงกรยาทาทางทสภาพนมนวล ไมหยาบกระดางไมท าทาหยงยโส

(3) รจกแสดงความเคารพผใหญกวา (4) บอกความจรงดวยถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง

ไมหยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม (5) มจตใจออนโยน (6) มองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง

4.31 4.56

4.74 4.42

4.40 4.28

0.51 0.51

0.44 0.51

0.57 0.53

11.99 11.18

9.28 11.53

12.95 12.38

1.2 องคประกอบของความไมเหนแกตว (1) สละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคล

อน หรอสงคม (2) ชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน (3) คดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม (4) ใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน

4.23

4.25 4.22 4.10

0.53

0.55 0.60 0.49

13.00

14.11 11.61 14.39

1.3 องคประกอบของความฉลาดทางอารมณ (1) ตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเอง (2) สามารถจดการควบคมอารมณ (3) สรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง (4) แสดงความคดและการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล (5) มองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวต

รวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข

4.31 4.17 4.18 4.21

4.48

0.52 0.61 0.57 0.59

0.52

12.06 14.62 13.63 14.01

11.60

Page 124: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

112

ตารางท 4-4 (ตอ)

องคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช

=/> 3.00

S.D. C.V. =/<

20% 1.4 องคประกอบของการอทศตน

(1) มความมงมนมงเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม (2) ยดมนในเปาหมายการท างาน (3) มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐาน

คณธรรมและจรยธรรม (4) สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน (5) มความกระตอรอรน มความเพยรพยายามและมงมน

ตงใจในการท างาน (6) กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพมพนศกยภาพใน

การปฏบตงาน

4.50 4.52 4.51

4.52 4.63

4.47

0.52 0.51 0.51

0.55 0.52

0.52

11.55 11.28 11.30

12.16 11.23

11.63

2. องคประกอบของความยตธรรม 2.1 องคประกอบของความเทยงธรรม

(1) ปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง

(2) ไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง (3) วางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต (4) ไมเลอกปฏบตคอการบรการทใหความเสมอภาค

4.62

4.37 4.42 4.61

0.53

0.64 0.56 0.53

11.47

14.64 12.66 11.49

2.2 องคประกอบของความชอบดวยเหตผล (1) มองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ (2) พจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตอง

ชดเจนและครบถวน

4.46

4.52

0.62

0.57

13.90

12.61

Page 125: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

113

ตารางท 4-4 (ตอ)

องคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช

=/> 3.00

S.D. C.V. =/<

20% (3) ความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคล (4) ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม อยางมเหตมผล

4.34

4.58

0.55

0.52

12.67

11.35

2.3 องคประกอบของความถกตอง (1) พจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ (2) ไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพนฐานของความถกตอง (3) ไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทดอยกวา (4) ไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนน ใหกบตนเอง

4.39

4.49 4.66 4.54

0.56

0.56 0.52 0.61

12.75

12.47 11.15 13.43

3. องคประกอบของความซอสตย 3.1 องคประกอบของการเปดเผยความจรง

(1) บอกความจรงทงหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา (2) น าขอมลมาใชอยางรงไปตรงมา (3) เปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง (4) ปฏบตงานดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได (5) ใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช

4.16 4.45 4.27 4.58 4.37

0.61 0.57 0.61 0.54 0.54

14.66 12.80 14.28 11.79 12.35

3.2 องคประกอบของการรกษาสญญา (1) การคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไมโกหก ไมหลอกลวง (2) รกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด

4.44

4.54

0.58

0.55

13.06

12.11

Page 126: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

114

ตารางท 4-4 (ตอ)

องคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช

=/> 3.00

S.D. C.V. =/<

20% (3) ปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ 4.60 0.52 11.30 3.3 องคประกอบของการเคารพผอน (1) แสดงออกอยางสภาพ (2) เปนมตรตอผอน (3) ไมใหรายผอน (4) กลาทจะรบความจรง

4.74 4.69 4.70 4.64

0.47 0.47 0.48 0.53

9.91

10.02 10.21 11.42

4. องคประกอบของความเมตตา 4.1 องคประกอบของความปรารถนาด

(1) มความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอให ทกคน

(2) แสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ (3) หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค (4) ชวยเหลอแนะน าตกเตอน

(5) หามปราม ใหผอนท าไมด ละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

4.62

4.64 4.44

4.47 4.11

0.55

0.49 0.52

0.52 0.59

11.90

10.56 11.71

11.63 14.35

4.2 องคประกอบของความหวงใยผอน (1) มความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน (2) ใหความใสใจกบผอน (3) ใชค าพดทาทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ (4) มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน

4.38 4.32 4.35

4.36

0.51 0.55 0.50

0.60

11.64 12.73 11.49

13.76

Page 127: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

115

ตารางท 4-4 (ตอ)

องคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช

=/> 3.00

S.D. C.V. =/<

20% 4.3 องคประกอบของความเออเฟอเผอแผ

(1) ชวยเหลอผอนดวยความตงใจจรงโดยไมมงหวงสงตอบแทน (2) มน าใจการแบงปนสงตางๆใหแกผอน (3) แนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไมหวงแหน (4) เสยสละสขและผลประโยชนสวนตน เพอสวนรวม

4.40 4.35 4.38 4.30

0.59 0.55 0.53 0.60

13.40 12.64 12.10 13.95

4.4 องคประกอบของความเหนอกเหนใจ (1) รบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน (2) รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (3) คาดเดาในสงทผอนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและ

ภาษาทาทางไดอยางถกตอง (4) ตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณ การกระท าของผอน

โดยใชภาษาทาทาง และภาษาพดบงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน

4.28 4.37 4.25

4.24

0.56 0.57 0.61

0.60

13.08 13.04 14.35

14.15

หมายเหต คาสวนเบยงเบนมาตรฐานมคาระหวาง 0.47-0.64 ซงมการกระจายของขอมลนอย จากตารางท 4-4 เหนไดวาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขน

พนฐาน มคาเฉลย และคาสมประสทธการกระจายผานเกณฑทก าหนดทกตวบงชดงน องคประกอบหลกของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ซงประกอบดวยองคประกอบยอย

4 องคประกอบ คอ ความนอบนอม ความไมเหนแกตว ความฉลาดทางอารมณ และการอทศตน มตวบงชรวม 21 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.10-4.74 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 9.28-14.62

องคประกอบหลกของความยตธรรม ซงประกอบดวยองคประกอบยอย 3 องคประกอบ คอ ความเทยงธรรม ความชอบดวยเหตผล และความถกตอง รวม 12 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.34-4.66 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 11.15-14.64

องคประกอบหลกของความซอสตย ซงประกอบดวยองคประกอบยอย 3 องคประกอบ คอ การเปดเผยความจรง การรกษาสญญา และการเคารพผอน รวม 12 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.16-4.74 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 9.91-14.64

Page 128: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

116

องคประกอบหลกของความเมตตา ซงประกอบดวยองคประกอบยอย 4 องคประกอบ คอ ความปรารถนาด ความหวงใยผอน ความเออเฟอเผอแผ และความเหนอกเหนใจ รวม 17 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.11-4.64 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 10.56-14.35

4.3.2 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน จากการศกษาเอกสารและงานวจยทเกยวของในบทท 2 ท าใหไดโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทเปนโมเดลเชงทฤษฎหรอโมเดลสมมตฐานทประกอบดวย 62 ตวบงชจาก 14 องคประกอบยอย และจาก 4 องคประกอบหลก โดยโมเดลนมลกษณะเปนโมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสาม (Third Order Confirmatory Factor Analysis) ดงแสดงในภาพท 4-1

Page 129: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

117

M1 M2 M3 M4 M5 M6 M7 M8 M9 M10 M11 M12 M13 M14 M15 M16 M17 M18 M19 M20 M21 J22 J23 J24 J25 J26 J27 J28 J29 J30 J31 J32 J33 H34 H35 H36 H37 H38 H39 H40 H41 H42 H43 H44 H45 K46 K47 K48 K49 K50 K51 K52 K53 K54 K55 K56 K57 K58 K59 K60 K61 K62

ภาพท 4-1 โมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสามของภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

MO

R11

MO

R3

JUS1

MOR

44

MORL

JUS2

JUS3

HO

N11

HO

N2

HO

N3

MOR

JUS

HON

KI

N

KIN1

KIN2

KIN3

KIN4

MO

R21

Page 130: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

118

แตการว เคราะหองคประกอบเชงยนย นอนดบทสาม ไมสามารถใชโปรแกรมคอมพวเตอรวเคราะหในครงเดยวได เนองจากมขอจ ากดของโปรแกรมในการวเคราะหซงยอมใหมการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสองเทานน ดงนนผวจยจงแยกการวเคราะหและน าเสนอผลการวเคราะหขอมลออกเปน 2 ตอนคอ ตอนแรกเปนการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนเพอสรางสเกลองคประกอบ ตอนทสองเปนการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสอง เพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงผลการวเคราะหทไดจะใกลเคยงกบการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสาม (วลาวลย มาคม, 2549)

3.2.1 การวเคราะหองคประกอบเชงยนยนเพอสรางสเกลองคประกอบ การวเคราะหองคประกอบเชงยนยนในตอนแรกนมจดมงหมายเพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลกบขอมลเชงประจกษ เพอน ามาสรางสเกลองคประกอบส าหรบน าไปวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสองตอไป แตเนองจากโปรแกรมคอมพวเตอรมขอจ ากดทไมสามารถวเคราะหองคประกอบเชงยนยนจาก 14 องคประกอบยอยและ 612 ตวบงชไดในครงเดยว ดงนนผวจยจงแยกวเคราะหโมเดลยอยเปน 4 โมเดล ดงน 1) องคประกอบหลกของการเปนแบบอยางดานคณธรรม มองคประกอบยอย 4 องคประกอบ มตวบงช 21 ตวบงช 2) องคประกอบหลกของความยตธรรม มองคประกอบยอย 3 องคประกอบ

มตวบงช 12 ตวบงช 3) องคประกอบหลกของความซอสตย มองคประกอบยอย 3 องคประกอบ

มตวบงช 12 ตวบงช 4) องคประกอบหลกของความเมตตา มองคประกอบยอย 4 องคประกอบ

มตวบงช 17 ตวบงช ลกษณะของโมเดลดงกลาวขางตนนแสดงในรปของโมเดลการวด (Measurement Model) เพอการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน ปรากฏในภาพดงตอไปน

Page 131: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

119

ภาพท 4-2 โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม

MOR1

MOR2

MOR3

M1

M2

M3

M4

M5

M6

M7

M8

M9

M10

M11

M12

M13

MOR4

M14

M15

M16

M17

M18

M19

M20

M21

Page 132: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

120

ภาพท 4-3 โมเดลการวดของความยตธรรม

JUS1

JUS2

JUS3

J22

J23

J25

J26

J27

J29

J30

J32

J33

J24

J28

J31

Page 133: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

121

ภาพท 4-4 โมเดลการวดของความซอสตย

HON1

HON2

HON3

H34

H35

H36

H38

H39

H40

H41

H42

H43

H44

H45

H37

Page 134: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

122

ภาพท 4-5 โมเดลการวดของความเมตตา

KIN1

KIN2

KIN4

K46

K47

K48

K49

K51

K52

K53

K54

K57

K58

K59

K60

K61

K62

KIN3

K50

K55

K56

Page 135: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

123

กอนท าการวเคราะหองคประกอบ ผวจยไดศกษาความสมพนธระหวางตวบงชตาง ๆ เพอพจารณาความเหมาะสมของเมทรกซสหสมพนธทจะน าไปใชในการวเคราะหองคประกอบวามความเหมาะสมหรอไม หรอกลาวอกนยหนง กคอ เพอพจารณาตรวจสอบความสมพนธระหวางตวบงชทจะน าไปวเคราะหองคประกอบวา มคาสมประสทธสหสมพนธแตกตางจากศนยหรอไม ถาตวแปรไมมความสมพนธกน แสดงวาไมมองคประกอบรวม และไมมประโยชนทจะน าเมทรกซนนไปวเคราะห (นงลกษณ วรชชย, 2539)

ส าหรบคาสถตทใชในการวเคราะห คอ คาสถตของ Bartlett ซงเปนคาสถตทดสอบสมมตฐานวา เมทรกซสหสมพนธน นเปนเมทรกซเอกลกษณ (Identity Matrix) หรอไม โดยพจารณาทคา Bartlett’s test of Sphericity และคาความนาจะเปนวามความสมพนธเหมาะสมกนเพยงพอทจะน าไปวเคราะหองคประกอบตอไปโดยพจารณาทการมนยส าคญทางสถต

นอกจากน ยงพจารณาไดจากคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy MSA) ซ ง คมและมช เลอร (Kim & Muclle, 1978 อาง ถงใน สมเกยรต ทานอก, 2539) ไดเสนอไววา ถามคามากกวา .80 ดมาก มคาตงแต .70-.79 ด, มคาตงแต .60-.69 ปานกลางและถามคานอยกวา .50 ใชไมได ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน จ าแนกรายเปนรายโมเดล ดงแสดงในตารางท 4-5,-4-7

Page 136: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

124

ตารางท 4-5 ค าสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบ งชขององคประกอบยอยในโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม

ตวบงช M

1 M

2 M

3 M

4 M

5 M

6 M

7 M

8 M

9 M

10 M

11 M

12 M

13 M

14 M

15 M

16 M

17 M

18 M

19 M

20 M

21 M

1 1.00

M2

.325** 1.00

M

3 .347**

.426** 1.00

M4

.182** .229**

.222** 1.00

M

5 .336**

.359** .477**

.495** 1.00

M6

.230** .241**

.223** .283**

.439** 1.00

M

7 .067**

.117** .325**

.112** .208**

.312** 1.00

M8

.333** .130**

.231** .463**

.433** .233**

.497** 1.00

M

9 .239**

.076** .098**

.360** .327**

.212** .384**

.517** 1.00

M10

.083** .036**

.134** .267**

.316** .278**

.427** .354**

.539** 1.00

M

11 .297**

.044** .298**

.220** .213**

.229** .199**

.170** .320**

.426** 1.00

M12

.111** .011**

.091** .266**

.159** .317**

.095** .102**

.080** .134**

.186** 1.00

M

13 .350**

.136** .141**

.392** .455**

.077** .075**

.252** .322**

.269** .109**

.179** 1.00

M14

.344** .093**

.262** .326**

.619** .384**

.089** .352**

.210** .389**

.242** .303**

.536** 1.00

M

15 .312**

.336** .196**

.020** .176**

.324** .311**

.238** .231**

.250** .236**

.263** .275**

.342** 1.00

M16

.196** .294**

.026** .400**

.352** .431**

.144** .316**

.371** .151**

.138** .319**

.164** .242**

.271** 1.00

M

17 .408**

.327** .256**

.189** .279**

.255** .230**

.328** .406**

.359** .182**

.047** .282**

.380** .095**

.322** 1.00

Page 137: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

125

ตารางท 4-5 (ตอ)

ตวบงช M

1 M

2 M

3 M

4 M

5 M

6 M

7 M

8 M

9 M

10 M

11 M

12 M

13 M

14 M

15 M

16 M

17 M

18 M

19 M

20 M

21 M

18 .322**

.327** .348**

.317** .519**

.282** .078**

.229** .441**

.268** .389**

.125** .106**

.393** .043**

.456** .546**

1.00

M19

.087** .045**

.189** .227**

.257** .006**

.183** .390**

.252** .142**

.273** .147**

.218** .278**

.240** .253**

.107** .320**

1.00

M

20 .429**

.139** .255**

.267** .359**

.182** .408**

.560** .392**

.414** .250**

.041** .280**

.363** .326**

.412** .441**

.397** .385**

1.00

M21

.131** .107**

.109** .353**

.108** .038**

.052** .352**

.459** .240**

.090** .230**

.353** .232**

.167** .507**

.307** 217**

.414** .467**

1.00

หมายเหต ** หมายถง p<0.01 , * หมายถง p<0.05

Page 138: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

126

จากตารางท 4-5 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงช 21 ตวบงช ใน 4 องคประกอบยอยในโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) พบวา มความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p<.01) โดยตวบงชทมความสมพนธสงทสด คอ มจตใจออนโอน (M5 ) และแสดงความคดและการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล(M14) คอมคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ 0.619 สวนตวบงชทมความสมพนธกนนอยทสดคอ มองโลกในแงดจากการใชปญญาไตรตรอง (M6) และสรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน(M19) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ 0.006 นอกจากนยงพบวา คาดชน KMO คาสถตของ B a e r t l e t t ดงผลการวเคราะหขอมลทจะน าเสนอในล าดบถดไป อยในเกณฑทใชได จงมความ เหมาะสมทจะน าไปวเคราะหองคประกอบไดทกตว

Page 139: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

127

ตารางท 4-6 ค าสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบ งชขององคประกอบยอยในโมเดลการวดของความยตธรรม

ตวบงช J22

J23 J24

J25 J26

J27 J28

J29 J30

J31 J32

J33 J22

1.00

J23 .615**

1.00

J24

.513** .843**

1.00

J25 .363**

.589** .596**

1.00

J26

.488** .570**

.498** .473**

1.00

J27 .495**

.485** .382**

.465** .614**

1.00

J28

.347** .388**

.456** .330**

.310** .477**

1.00

J29 .313**

.422** .446**

.502** .440**

.515** .535**

1.00

J30

.427** .468**

.415** .544**

.449** .615**

.370** .618**

1.00

J31 .406**

.445** .306**

.174** .421**

.491** .408**

.308** .433**

1.00

J32

.422** .328**

.266** .445**

.319** .403**

.327** .468**

.438** .520**

1.00

J33 .567**

.420** .312**

.339** .431**

.455** .369**

.305** .368**

.587** .647**

1.00

หมายเหต ** หมายถง p<0.01, * หมายถง p<0.05

Page 140: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

128

จากตารางท 4-6 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงช 12 ตวบงชใน 3 องคประกอบยอยในโมเดลการวดของความยตธรรม (JUS) พบวา มความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยตวบงชทมความสมพนธสงทสด คอ ไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง (J23) และวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต (J24) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ .843 สวนตวบงชทมความสมพนธกนนอยทสดคอ วางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต (J24) และไมเอาเปรยบผทออนแอกวาหรอผทดอยกวา (J32) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ .266 นอกจากนยงพบวา คาดชน KMO คาสถตของ Baertlett ดงผลการวเคราะหขอมลทจะน าเสนอในล าดบถดไป อยในเกณฑทใชได จงมความเหมาะสมทจะน าไปวเคราะหองคประกอบไดทกตว

Page 141: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

129

ตารางท 4-7 ค าสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบ งชขององคประกอบยอยในโมเดลการวดของความซอสตย

ตวบ งช H34

H35 H36

H37 H38

H39 H40

H41 H42

H43 H44

H45 H34

1.00

H35 .473**

1.00

H36

.473** .462**

1.00

H37 .315**

.410** .381**

1.00

H38

.347** .451**

.396** .701**

1.00

H39 .251**

.352** .287**

.384** .496**

1.00

H40

.211** .352**

.062** .309**

.347** .489**

1.00

H41 .172**

.340** .157**

.465** .523**

.542** .368**

1.00

H42

.244** .325**

.145** .322**

.356** .444**

.294** .384**

1.00

H43 .282**

.447** .239**

.321** .449**

.377** .103**

.455** .491**

1.00

H44

.391** .554**

.302** .475**

.436** .500**

.210** .582**

.565** .650**

1.00

H45 .384**

.499** .319**

.538** .455**

.527** .251**

.519** .474**

.520** .719**

1.00 หมายเหต ** หมายถง p<0.01, * หมายถง p<0.05

132

Page 142: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

130

จากตารางท 4-7 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงช 12 ตวบงชใน 3 องคประกอบยอยในโมเดลการวดของความซอสตย (HON) พบวา มความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยตวบงชทมความสมพนธสงทสด คอ ไมใหรายผอน (H44) และกลาทจะรบความจรง (H45) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ .719 สวนตวบงชทมความสมพนธกนนอยทสดคอ เปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไมปดบง (H36) และรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดกตองท าใหส าเรจเปนอยางด (H40) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ .062 นอกจากนยงพบวา คาดชน KMO คาสถตของ Baertlett ดงผลการวเคราะหขอมลทจะน าเสนอในล าดบถดไป อยในเกณฑทใชได จงมความเหมาะสมทจะน าไปวเคราะหองคประกอบไดทกตว

Page 143: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

131

ตารางท 4-8 ค าสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบ งชขององคประกอบยอยของโมเดลการวดของความเมตตา

ตวบงช K46

K47 K48

K49 K50

K51 K52

K53 K54

K55 K56

K57 K58

K59 K60

K61 K62

K46 1.00

K47 .768**

1.00

K48 .462**

.547** 1.00

K49 .378**

.485** .601**

1.00

K50 .447**

.347** .402**

.488** 1.00

K51 .303**

.241** .492**

.443** .563**

1.00

K52 .408**

.331** .526**

.442** .555**

.658** 1.00

K53 .429**

.464** .572**

.344** .288**

.466** .442**

1.00

K54 .549**

.498** .589**

.438** .433**

.505** .578**

.584** 1.00

K55 .420**

.375** .514**

.323** .477**

.602** .565**

.502** .675**

1.00

K56 .489**

.544** .692**

.462** .436**

.396** .442**

.524** .544**

.545** 1.00

K57 .407**

.473** .643**

.536** .423**

.524** .458**

.597** .508**

.591** .780**

1.00

K58 .445**

.405** .609**

.470** .575**

.528** .624**

.435** .693**

.691** .695**

.619** 1.00

K59 .543**

.424** .384**

.301** .567**

.367** .603**

.452** .500**

.445** .518**

.414** .700**

1.00

K60 .443**

.410** .376**

.109** .415**

.246** .338**

.482** .448**

.377** .579**

.400** .542**

.678** 1.00

K61 .313**

.328** .166**

.166** .418**

.202** .329**

.281** .255**

.233** .276**

.178** .332**

.516** .377**

1.00

K62 .306**

.301** .157**

.129** .444**

.226** .336**

.330** .287**

.211** .261**

.145** .287**

.527** .389**

.932** 1.00

หมายเหต ** หมายถง p<0.01, * หมายถง p<0.05

134

Page 144: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

132

จากตารางท 4-8 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงช 17 ตวบงชของ 4 องคประกอบยอยโมเดลการวดของความเมตตา (KIN) พบวา มความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยตวบงชทมความสมพนธสงทสด คอ คาดเดาในสงทผ อนก าลงรสกจากการสงเกตจากภาษาพดและภาษาทาทางไดอยางถกตอง (K61) ตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณ การกระท าของผอนโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพดบงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน (K62) มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ 0.932 สวนตวบงชทมความสมพนธกนนอยทสดคอ ชวยเหลอแนะน าตกเตอน (K49) และตอบสนองไดสอดคลองกบสถานการณ การกระท าของผอนโดยใชภาษาทาทาง และภาษาพดบงบอกถงความเขาใจและเหนใจผอน (K62) คอมคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ 0.129 นอกจากนยงพบวา คาดชน KMO คาสถตของ Baertlett ดงผลการวเคราะหขอมลทจะน าเสนอในล าดบถดไป อยในเกณฑทใชได จงมความเหมาะสมทจะน าไปวเคราะหองคประกอบไดทกตว

ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชจากตารางท 4-9,-4-12 แสดงใหเหนวา ตวบงชในแตละโมเดลการวดมความสมพนธกนอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01)และ .05 (p< .05) ทกคา แสดงใหเหนวา ตวบงชทกตวมความเหมาะสมทจะน าไปวเคราะหองคประกอบได ส าหรบผลการวเคราะหคาสถตอนๆ ทใชในการพจารณาความเหมาะสม ไดแก คาสถตของ Baertlett และคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy MSA) จ าแนกตามโมเดลยอย คอ โมเดลการเปนแบบอยางดานคณธรรม โมเดลความยตธรรม โมเดลความซอสตย และโมเดลความเมตตา ปรากฏผลในตารางท 4-9 ตารางท 4-9 คาสถต Baertlett และคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy MSA) ของแตละโมเดลการวด

โมเดล Baertlett test of Sphericity

p Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of

Sampling Adequacy (MSA) การเปนแบบอยางดานคณธรรม 786.774 .000 .781 ความยตธรรม 854.018 .000 .720 ความซอสตย 618.618 .000 .702 ความเมตตา 1454.120 .000 .817

Page 145: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

133

จากตารางท 4-9 ผลการวเคราะหเพอพจารณาความเหมาะสมของเมทรกซสหสมพนธกอนน าไปวเคราะหองคประกอบเชงยนยน พบวา เมทรกซสหสมพนธระหวางตวแปรแตกตางจาก เมทรกซเอกลกษณ อยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 โดยคา Baertlett test of Sphericity มคาเทากบ 786.774, 854.018, 618.618 และ 1454.120 ตามล าดบ ซงมคาความนาจะเปนนอยกวา .01 (p< .01) สวนคา Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA) มคาเทากบ .781, .720, .702 ตามล าดบ แสดงวาตวบงชมความสมพนธกนด และ .817 แสดงวาตวบงชมความสมพนธกนดมาก สามารถน าไปวเคราะหองคประกอบได ซงเปนไปตามขอเสนอของคมและมชเลอรไดเสนอไววา ถามคามากกวา .80 ดมาก มคาตงแต .70-.79 ด, มคาตงแต .60-.69 ปานกลางและถามคานอยกวา .50 ใชไมได (Kim & Muclle, 1978 อางถงใน สมเกยรต ทานอก, 2539) ผลการว เคราะหองคประกอบเชงยนย นดวยโปรแกรม LISREL เพอสรางสเกลองคประกอบมาตรฐานจากตวบงช จ านวน 62 ตวบงช ตามโมเดลยอยทง 4 โมเดล มรายละเอยดดงตอไปน 1) โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) แสดงในตารางท 4-10 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบการเปนแบบอยางดานคณธรรม แสดงในตารางท 4-11 และการสรางโมเดลการเปนแบบอยางดานคณธรรม แสดงในภาพท 4-6

Page 146: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

134

ตารางท 4-10 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) องคประกอบ

ยอย ตวบงช

เมทรกซน าหนกองคประกอบ

สมประสทธการ

พยากรณ (R2)

สมประสทธคะแนน

องคประกอบ (FS)

ความคลาดเคลอนของตวบงช (e) SE t

MOR1 M1 M2 M3 M4 M5 M6

0.48 0.44 0.58 0.59 0.80 0.53

0.03 0.02 0.04 0.02 0.03 0.02

8.15** 10.10** 5.99**

12.48** 17.59** 12.53**

0.23 0.20 0.33 0.35 0.64 0.28

0.42 0.02 0.41 0.61 1.30 0.33

0.77 0.80 0.67 0.65 0.36 0.72

MOR2 M7 M8 M9 M10

0.48 0.71 0.74 0.73

0.03 0.05 0.02 0.03

8.09** 8.85**

16.20** 15.60**

0.23 0.50 0.54 0.53

-0.17 0.98 0.54 0.89

0.77 0.50 0.46 0.47

MOR3 M11 M12 M13 M14 M15

0.57 0.32 0.59 0.80 0.44

0.03 0.03 0.03 0.03 0.02

8.51** 7.41**

10.74** 13.96** 9.62**

0.33 0.10 0.35 0.64 0.19

0.87 0.15 0.64 1.23 0.11

0.67 0.90 0.65 0.36 0.81

MOR4 M16 M17 M18 M19 M20 M21

0.57 0.67 0.71 0.47 0.65 0.42

0.03 0.03 0.03 0.02 0.03 0.03

10.81** 12.80** 14.27** 10.76** 12.48** 7.13**

0.32 0.45 0.51 0.22 0.42 0.18

0.42 0.49 0.51 0.25 0.26 -0.18

0.68 0.55 0.49 0.78 0.58 0.82

Chi-Square=33.28, df = 29, p=0.26660, GFI=1.00, AGFI=0.96, RMSEA=0.015 ** P < .01

Page 147: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

135

ตารางท 4-11 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบการเปนแบบอยางดานคณธรรม องคประกอบยอย MOR1 MOR2 MOR3 MOR4

MOR1 MOR2 MOR3 MOR4

1.00 .443** .541** .523**

1.00

.452**

.562**

1.00 .494**

1.00

** P < .01 จากตารางท 4-10,-4-11 สามารถสรางโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรมไดดงภาพท 4-6

ภาพท 4-6 โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม

Page 148: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

136

จากตารางท 4-10, 4-11 และภาพท 4-6 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม พบวาโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร ( 2 ) เทากบ 33.28 คาองศาอสระ (df) เทากบ 29 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.26660 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.96 และคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.015

เมอพจารณาในรายละเอยดของโมเดลตามตารางท 4-10 และภาพท 4-6 พบวาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 21 ตวมคาเปนบวก มคาตงแต 0.32-0.80 ซงเกนเกณฑทก าหนด คอ 0.30 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ซงแสดงใหเหนวาตวบงชเหลานเปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยทง 3 องคประกอบ คอ ตวบงช M1-M6 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยความนอบนอม (MOR1) ตวบงชท M7-M10 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยความไมเหนแกตว (MOR2) ตวบงชท M11-M15 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยความฉลาดทางอารมณ (MOR3) และตวบงชท M16-M21 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยการอทศตน (MOR4) นอกจากจะพจารณาคาน าหนกองคประกอบแลว ยงสามารถพจารณาไดจากคาความแปรปรวนรวมกบองคประกอบยอย (R2) และคาสมประสทธคะแนนองคประกอบ (Factor Score Coefficient) ซงกใหความหมายในท านองเดยวกน

จากตารางท 4-11 พบวา องคประกอบยอยแตละองคประกอบในโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม มความสมพนธกนทกตว ซงความสมพนธนเกดจากความสมพนธระหวางความแปรปรวนและความแปรปรวนรวมขององคประกอบยอยทปรบใหเปนมาตรฐานแลว มคาความสมพนธต าสดถงสงสดตงแต 0.443-0.562 และตวบงชแตละตวจะมความคลาดเคลอนรวมอยดวย ซงเกดจากความสมพนธระหวางตวบงชกบตวบงชอนในโมเดล ในการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนในครงน ไดน าคาความคลาดเคลอนเขามาวเคราะหดวย

ผวจยไดน าคาสมประสทธคะแนนองคประกอบทไดจากการวเคราะหครงนไปใชในการสรางสเกลองคประกอบยอย เพอใหไดตวแปรใหมส าหรบน าไปวเคราะหเพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ส าหรบโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม ไดสเกลองคประกอบ 4 ตว ดงสมการ

MOR1 = (M1+M2+M3+M4+M5+M6) = (0.42+0.02+0.41+0.61+1.30+0.33) = 3.09 MOR2 = (M7+M8+M9+M10) = (-0.17+0.98+0.54+0.89) = 2.24 MOR3 = (M11+M12+M13+M14+M15) = (0.87+0.15+0.64+1.23+0.11) = 3.00 MOR4 = (M16+M17+M18+M19+M20+M21) = (0.42+0.49+0.51+0.25+0.26-0.18) = 1.75

Page 149: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

137

2) โมเดลการวดของความยตธรรม ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความยตธรรม (JUS) แสดงในตารางท 4-12 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบความยตธรรมแสดงในตารางท 28 และการสรางโมเดลความยตธรรม แสดงในภาพท 4-7

ตารางท 4-12 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความยตธรรม (JUS)

องคประกอบยอย

ตวบงช

เมทรกซน าหนกองคประกอบ

สมประสทธการ

พยากรณ (R2)

สมประสทธคะแนน

องคประกอบ (FS)

ความคลาดเคลอนของตวบงช (e) SE t

JUS 1 J22 J23 J24 J25

0.79 0.65 0.79 0.75

0.03 0.03 0.02 0.02

15.94** 13.74** 19.88** 18.98**

063 0.42 0.63 0.56

0.90 -1.37 1.73 0.86

0.37 0.58 0.37 0.44

JUS 2 J26 J27 J28 J29

0.77 0.91 0.52 0.58

0.03 0.03 0.02 0.03

16.11** 17.99** 13.51** 9.32**

0.59 0.83 0.27 0.34

0.31 1.24 -0.24 0.08

0.41 0.17 0.73 0.66

JUS 3 J30 J31 J32 J33

0.68 0.66 0.74 0.87

0.02 0.02 0.02 0.03

16.39** 17.25** 17.62** 20.63**

0.47 0.44 0.55 0.72

0.42 0.23 0.38 0.90

0.53 0.56 0.45 0.25

Chi-Square=2.37, df=6, p=0.88253, GFI=1.00, AGFI=0.99, RMSEA=0.000 ** P < .01

Page 150: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

138

ตารางท 4-13 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบความยตธรรม

องคประกอบยอย JUS 1 JUS 2 JUS 3

JUS 1 JUS 2 JUS 3

1.00 .681** .597**

1.00 .684**

1.00

** P < .01 จากตารางท 4-12,-4-13 สามารถสรางโมเดลการวดของความยตธรรมไดดงภาพท 4-7

ภาพท 4-7 โมเดลการวดของความยตธรรม

Page 151: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

139

จากตารางท 4-12, 4-13 และภาพท 4-7 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความยตธรรม พบวาโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร ( 2 ) เทากบ 2.37 คาองศาอสระ (df) เทากบ 6 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.88253 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.99 และคาความคลาดเคลอนในการการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.000

เมอพจารณาในรายละเอยดของโมเดลตามตารางท 4-12 และภาพท 4-7 พบวาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 12 มคาตงแต 0.52-0.91 ซงเกนเกณฑทก าหนด คอ 0.30 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ซงแสดงใหเหนวาตวบงชเหลานเปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยทง 3 องคประกอบ คอ ตวบงช J22-J25 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยความเทยงธรรม (JUS1) ตวบงชท J26-J29 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยการความชอบดวยเหตผล (JUS2) และตวบงชท J30-J33 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยความถกตอง (JUS3) นอกจากจะพจารณาคาน าหนกองคประกอบแลว ยงสามารถพจารณาไดจากคาความแปรปรวนรวมกบองคประกอบยอย (R2) และคาสมประสทธคะแนนองคประกอบ (Factor Score Coefficient) ซงกใหความหมายในท านองเดยวกน

จากตารางท 4-13 พบวาองคประกอบยอยแตละองคประกอบในโมเดลการวดของความยตธรรมมความสมพนธกนทกตว ซงความสมพนธนเกดจากความสมพนธระหวางความแปรปรวนและความแปรปรวนรวมขององคประกอบยอยทปรบใหเปนมาตรฐานแลว มคาความสมพนธต าสดถงสงสดตงแต 0.597-0.684 และตวบงชแตละตวจะมความคลาดเคลอนรวมอยดวย ซงเกดจากความสมพนธระหวางตวบงชกบตวบงชอนในโมเดล ในการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนในครงน ไดน าคาความคลาดเคลอนเขามาวเคราะหดวย

ผวจยไดน าคาสมประสทธคะแนนองคประกอบทไดจากการวเคราะหครงนไปใชในการสรางสเกลองคประกอบยอย เพอใหไดตวแปรใหมส าหรบน าไปวเคราะหเพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ส าหรบโมเดลการวดของความยตธรรม ไดสเกลองคประกอบ 3 ตว ดงสมการ

JUS 1 = (J22+J23+J24+J25) = (0.90-1.37+1.73+0.86) = 2.12 JUS 2 = (J26+J27+J28+J29) = (0.31+1.24-0.24+0.08) = 1.39 JUS 3 = (J30+J31+J32+J33) = (0.42+0.23+0.38+0.90) = 1.93

Page 152: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

140

3) โมเดลการวดของความซอสตย ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความซอสตย (HON) ผลการวเคราะห ดงแสดงในตารางท 4-14 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบความซอสตย แสดงในตารางท 4-15 และการสรางโมเดลการวดของความซอสตย แสดงในภาพท 4-8

ตารางท 4-14 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลความซอสตย (HON) องคประกอบ

ยอย ตวบงช

เมทรกซน าหนกองคประกอบ

สมประสทธการ

พยากรณ (R2)

สมประสทธคะแนน

องคประกอบ (FS)

ความคลาดเคลอนของตวบงช (e) SE t

HON 1 H34 H35 H36 H37 H38

0.59 0.87 0.52 0.80 0.88

0.04 0.04 0.04 0.02 0.02

8.45** 12.43** 8.70**

19.95** 21.51**

0.35 0.75 0.27 0.63 0.77

0.25 1.02 -0.09 0.52 0.87

0.65 0.25 0.73 0.37 0.23

HON 2 H39 H40 H41

0.56 0.52 0.70

0.04 0.03 0.04

9.35** 8.54**

10.34**

0.32 0.27 0.48

-0.24 0.58 0.33

0.68 0.73 0.52

HON 3 H42 H43 H44 H45

0.62 0.75 0.89 0.81

0.02 0.02 0.02 0.02

16.77** 18.13** 25.73** 22.81**

0.39 0.56 0.79 0.65

0.09 0.56 1.12 0.62

0.61 0.44 0.21 0.35

Chi-Square=12.61, df=8, p=0.12596, GFI=1.00, AGF =0.97, RMSEA=0.030 ** P < .01

Page 153: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

141

ตารางท 4-15 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบความซอสตย

องคประกอบยอย HON 1 HON 2 HON 3

HON 1 HON 2 HON 3

1.00 .518** .611**

1.00 .587**

1.00

** P < .01 จากตารางท 4-14,-4-15 สามารถสรางโมเดลการวดของความซอสตย ไดดงภาพท 4-8

ภาพท 4-8 โมเดลการวดของความซอสตย

Page 154: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

142

จากตารางท 4-14, 4-15 และภาพท 4-8 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความซอสตย พบวาโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร ( 2 ) เทากบ 12.61 คาองศาอสระ (df) เทากบ 8 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.12596 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.97และคาความคลาดเคลอนในการการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.030

เมอพจารณาในรายละเอยดของโมเดลตามตารางท 4-14 และภาพท 4-8 พบวาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 12 ตวมคาเปนบวก มคาตงแต 0.52-0.89 ซงเกนเกณฑทก าหนด คอ และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ซงแสดงใหเหนวาตวบงชเหลานเปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยทง 3 องคประกอบ คอ ตวบงช H34-H38 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยการเปดเผยความจรง (HON1) ตวบงชท H39-H41 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยการรกษาสญญา (HON2) และตวบงชท H42-H45 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยการเคารพผอน (HON3) นอกจากจะพจารณาคาน าหนกองคประกอบแลว ยงสามารถพจารณาไดจากคาความแปรปรวนรวมกบองคประกอบยอย (R2) และคาสมประสทธคะแนนองคประกอบ (Factor Score Coefficient) ซงกใหความหมายในท านองเดยวกน

จากตารางท 4-15 พบวาองคประกอบยอยแตละองคประกอบในโมเดลการวดของความซอสตย มความสมพนธกนทกตว ซงความสมพนธนเกดจากความสมพนธระหวางความแปรปรวนและความแปรปรวนรวมขององคประกอบยอยทปรบใหเปนมาตรฐานแลว มคาความสมพนธต าสดถงสงสดตงแต 0.518-0.611 และตวบงชแตละตวจะมความคลาดเคลอนรวมอยดวย ซงเกดจากความสมพนธระหวางตวบงชกบตวบงชอนในโมเดล ในการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนในครงน ไดน าคาความคลาดเคลอนเขามาวเคราะหดวย

ผวจยไดน าคาสมประสทธคะแนนองคประกอบทไดจากการวเคราะหครงนไปใชในการสรางสเกลองคประกอบยอย เพอใหไดตวแปรใหมส าหรบน าไปวเคราะหเพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ส าหรบโมเดลการวดของความซอสตย ไดสเกลองคประกอบ 3 ตว ดงสมการ

HON 1 = (H34+H35+H36+H37+H38) = (0.25+1.02-0.09+0.52+0.87) = 2.57 HON 2 = (H39+H40+H41) = (-0.24+0.58+0.33) = 0.67 HON 3 = (H42+H43+H44+H45) = (0.09+0.56+1.12+0.62) = 2.39

Page 155: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

143

4) โมเดลการวดของความเมตตา ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความเมตตา (KIN) ผลการวเคราะห ดงแสดงในตารางท 4-16 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 4 ตวแปรในองคประกอบความเมตตา แสดงในตารางท 4-17 และการสรางโมเดลการวดของความเมตตา แสดงในภาพท 4-9

ตารางท 4-16 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความเมตตา (KIN) องคประกอบ

ยอย ตวบงช

เมทรกซน าหนกองคประกอบ

สมประสทธการ

พยากรณ (R2)

สมประสทธคะแนน

องคประกอบ (FS)

ความคลาดเคลอนของตวบงช (e) SE t

KIN 1 K46 K47 K48 K49 K50

0.67 0.66 0.47 0.74 0.66

0.02 0.02 0.03 0.02 0.03

15.04** 16.83** 9.54**

16.56** 14.40**

0.45 0.44 0.22 0.54 0.44

-0.29 0.34 -1.63 0.93 -0.08

0.55 0.56 0.78 0.46 0.56

KIN 2 K51 K52 K53 K54

0.52 0.88 0.50 0.71

0.03 0.04 0.02 0.05

8.01** 13.78** 11.65** 9.56**

0.27 0.78 0.25 0.50

-1.40 1.46 -0.38 -0.91

0.73 0.22 0.75 0.50

KIN 3 K55 K56 K57 K58

0.76 0.89 0.87 0.78

0.03 0.02 0.02 0.02

14.78** 23.62** 20.86** 20.11**

0.58 0.79 0.76 0.60

-0.24 1.82 0.57 -0.22

0.42 0.21 0.24 0.40

KIN 4 K59 K60 K61 K62

0.95 0.72 0.54 0.56

0.02 0.02 0.02 0.02

26.40** 19.50** 14.24** 14.63**

0.90 0.51 0.30 0.31

2.11 0.86 -0.03 0.20

0.10 0.49 0.70 0.69

Chi-Square=15.91, df=14, p=0.1892, GFI=1.00, AGFI=0.97, RMSEA=0.014 ** P < .01

Page 156: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

144

ตารางท 4-17 คาสมประสทธสหสมพนธระหวางกนของตวแปร 3 ตวแปรในองคประกอบความเมตตา

องคประกอบยอย KIN 1 KIN 2 KIN 3 KIN 4

KIN 1 KIN 2 KIN 3 KIN 4

1.00 .720** .733** .531**

1.00 .779** .529**

1.00 .516**

1.00

** P < .01 จากตารางท 4-16, 4-17 สามารถสรางโมเดลการวดของความเมตตา ไดดงภาพท 4-9

Page 157: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

145

ภาพท 4-9 โมเดลการวดของความเมตตา จากตารางท 4-16, 4-17 และภาพท 4-9 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดของความเมตตา พบวาโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร ( 2 ) เทากบ 15.91 คาองศาอสระ (df) เทากบ 14 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.31892 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.97 และคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.014 เมอพจารณาในรายละเอยดของโมเดลตามตารางท 4-16 และภาพท 4-9 พบวาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 17 ตวมคาเปนบวก มคาตงแต 0.47-0.95 ซงเกนเกณฑทก าหนด คอ 0.30 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ซงแสดงใหเหนวาตวบงชเหลานเปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยทง 4 องคประกอบ คอ ตวบงช K46-K50 เปนตวบงชทส าคญของ

Page 158: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

146

องคประกอบยอยความปรารถนาด (KIN1) ตวบง ช ท K51-K54 เ ปนตวบ ง ช ทส าคญขององคประกอบยอยความหวงใยผ อน (KIN2) ตวบง ช ท K55-K58 เ ปนตวบง ช ทส าคญขององคประกอบยอยความเออเฟอเผอแผ (KIN3) และตวบงชท K59-K62 เปนตวบงชทส าคญขององคประกอบยอยเหนอกเหนใจ (KIN4) นอกจากจะพจารณาคาน าหนกองคประกอบแลว ยงสามารถพจารณาไดจากคาความแปรปรวนรวมกบองคประกอบยอย (R2) และคาสมประสทธคะแนนองคประกอบ (Factor Score Coefficient) ซงกใหความหมายในท านองเดยวกน

จากตารางท 4-17 พบวาองคประกอบยอยแตละองคประกอบในโมเดลการวดของความเมตตา มความสมพนธกนทกตว ซงความสมพนธนเกดจากความสมพนธระหวางความแปรปรวนและความแปรปรวนรวมขององคประกอบยอยทปรบใหเปนมาตรฐานแลว มคาความสมพนธต าสดถงสงสดตงแต 0.516-0.779 และตวบงชแตละตวจะมความคลาดเคลอนรวมอยดวย ซงเกดจากความสมพนธระหวางตวบงชกบตวบงชอนในโมเดล ในการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนในครงน ไดน าคาความคลาดเคลอนเขามาวเคราะหดวย

ผวจยไดน าคาสมประสทธคะแนนองคประกอบทไดจากการวเคราะหครงนไปใชในการสรางสเกลองคประกอบยอย เพอใหไดตวแปรใหมส าหรบน าไปวเคราะหเพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ส าหรบโมเดลการวดของความเมตตา ไดสเกลองคประกอบ 4 ตว ดงสมการ

KIN1 = (K46+K47+K48+K49+K50) = (-0.29+0.34-1.63+0.93-0.08) = 2.53 KIN2 = (K51+K52+K53+K54) = (1.40+1.46-0.38-0.91) = 1.57 KIN3 = (K55+K56+K57+K58) = (-0.24+1.82+0.57-0.22) = 1.93 KIN4 = (K59+K60+K61+K62) = (2.11+0.86-0.03+0.20) = 3.14 จากตารางท 4-9,-4-17 และภาพท 4-6,-4-9 ซงไดแสดงผลการวเคราะหองคประกอบเชง

ยนยนของโมเดลทง 4 โมเดล พบวา ทกโมเดลตามสมมตฐานการวจยสอดคลองกบขอมลเชงประจกษ ดมาก นอกจากน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชมนยส าคญทางสถตทกคา แสดงวาตวบงชทงหมดนเปนตวบงชทส าคญขององคประกอบภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน และผลการวเคราะหสามารถสรางสเกลองคประกอบภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน จ านวน 14 ตว ไดดงสมการ

Page 159: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

147

MOR1 = (M1+M2+M3+M4+M5+M6) = (0.42+0.02+0.41+0.61+1.30+0.33) = 3.09 MOR2 = (M7+M8+M9+M10) = (-0.17+0.98+0.54+0.89) = 2.24 MOR3 = (M11+M12+M13+M14+M15) = (0.87+0.15+0.64+1.23+0.11) = 3.00 MOR4 = (M16+M17+M18+M19+M20+M21) = (0.42+0.49+0.51+0.25+0.26-0.18 ) = 1.75 JUS 1 = (J22+J23+J24+J25) = (0.90-1.37+1.73+0.86) =2.12 JUS 2 = (J26+J27+J28+J29) = (0.31+1.24-0.24+0.08) = 1.39 JUS 3 = (J30+J31+J32+J33) = (0.42+0.23+0.38+0.90) = 1.93 HON 1 = (H34+H35+H36+H37+H38) = (0.25+1.02-0.09+0.52+0.87) = 2.57 HON 2 = (H39+H40+H41) = (-0.24+0.58+0.33) = 0.67 HON 3 = (H42+H43+H44+H45) = (0.09+0.56+1.12+0.62) = 2.39 KIN1 = (K46+K47+K48+K49+K50) = (-0.29+0.34-1.63+0.93-0.08) = 2.53 KIN2 = (K51+K52+K53+K54) = (1.40+1.46-0.38-0.91) = 1.57 KIN3 = (K55+K56+K57+K58) = (-0.24+1.82+0.57-0.22) = 1.93 KIN4 = (K59+K60+K61+K62) = (2.11+0.86-0.03+0.20) = 3.14

3.2.2 การวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสอง การวเคราะหในขนตอนนเพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลโครงสรางภาวะผน า

เชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานกบขอมลเชงประจกษ โดยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองจาก 14 องคประกอบยอย ซงไดจากสเกลองคประกอบทสรางขน และองคประกอบหลก 4 องคประกอบ ไดแก เปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) ความยตธรรม (JUS) ความซอสตย (HON) และ ความเมตตา (KIN) มาวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองเพยงครงเดยว ซงไดแสดงโมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ดงแสดงในภาพท 4-10

Page 160: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

148

ภาพท 4-10 โมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน กอนการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสอง ผวจ ยไดศกษาความสมพนธระหวางสเกลองคประกอบยอยหรอตวบงชใหมทง 14 ตว เพอพจารณาความเหมาะสมของเมทรกซสหสมพนธทจะน าไปวเคราะหองคประกอบ รวมถงการวเคราะหคาสถตของคาสถตของ Bartlett (Bartlett’s test of Sphericity) และคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy MSA) เพอพจารณาวาองคประกอบมความเหมาะสมหรอไม ดงแสดงในตารางท 4.18

MOR

HON

KIN

MOR2

MOR3

MOR4

JUS1

JUS2

JUS3

HON1

HON2

HON3

KIN1

KIN2

KIN3

MORL

JUS

KIN4

MOR1

R

1

R

2

R

3

R

4

Page 161: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

149

ตารางท 4-18 ค าสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนขององคประกอบยอย 14 ตว

ตวบงช M

OR1 M

OR2 M

OR3 M

OR4 JUS1

JUS2 JUS3

HON1 HON2

HON3 KIN1

KIN2 KIN3

KIN4 M

OR1 1.00

M

OR2 .443**

1.00

M

OR3 .541**

.452** 1.00

M

OR4 .523**

.562** .494**

1.00

JUS1

.378** .368**

.420** .500**

1.00

JUS2 .341**

.407** .485**

.529** .683**

1.00

JUS3

.542** .342**

.436** .547**

.596** .684**

1.00

HON1 .330**

.408** .415**

.433** .557**

.662** .696**

1.00

HON2

.387** .366**

.453** .501**

.479** .484**

.500** .519**

1.00

HON3 .425**

.312** .271**

.608** .450**

.500** .520**

.611** .587**

1.00

KIN1

.522** .733**

.446** .616**

.439** .523**

.600** .559**

.491** .467**

1.00

KIN2 .398**

.553** .426**

.429** .356**

.551** .524**

.519** .498**

.448** .720*

1.00

KIN3

.452** .591**

.372** .431**

.392** .541**

.558** .534**

.602** .494**

.733** .780**

1.00

KIN4 .283**

.550** .482**

.296** .400**

.597** .415**

.472** .290**

.204** .531**

.529** .517**

1.00

หมายเหต ** หมายถง p<0.01, * หมายถง p<0.05

Page 162: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

150

จากตารางท 4-18 ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสน พบวา องคประกอบยอยทง 14 ตว มความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยองคประกอบยอยทมความสมพนธสงทสด คอ ความปรารถนาด (KIN1) และความเออเฟอเผอแผ (KIN3) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ .780 สวนองคประกอบยอยทมความสมพนธกนนอยทสดคอ การเคารพผอน (HON3) และความเหนอกเหนใจ (KIN4) คอ มคาสมประสทธสหสมพนธเทากบ .204 นอกจากนผวจยไดพจารณาคาสถต Baertlett เพอพจารณาความสมพนธระหวางตวแปรและคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy MSA) เพ อพ จารณาความ เพ ยงพอของขอ มล ทจะน าไปว เคราะ หองคประกอบ ผลการวเคราะห ดงแสดงในตารางท 4-19 ตารางท 4-19 คาสถต Baertlett และคาดชนไกเซอร-ไมเยอร-ออลคล (Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy MSA) ของโมเดลตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

โมเดล Baertlett test of Sphericity

p Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA)

ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

6416.481 .000 0.874

จากตารางท 4-19 ผลการวเคราะห พบวา เมทรกซสหสมพนธระหวางตวแปรแตกตางจากเมทรกซเอกลกษณ อยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 โดยคา Baertlett test of Sphericity มคาเทากบ 6416.481 ซงมคาความนาจะเปนนอยกวา .01 (p< .01) สวนคา Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA) มคาเทากบ 0.874 โดยมคามากกวา .80 แสดงวาตวบงชมความสมพนธกนดมาก สามารถน าไปวเคราะหองคประกอบได ซงเปนไปตามขอเสนอของคมและมชเลอร ไดเสนอไววา ถามคามากกวา .80 ดมาก มคาตงแต .70-.79 ด, มคาตงแต .60-.69 ปานกลางและถามคานอยกวา .50 ใชไมได (Kim & Muclle, 1978 อางถงใน สมเกยรต ทานอก, 2539) ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสองดวยโปรแกรม LISREL เพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ดงแสดงในตารางท 4-20 และภาพท 4-11

Page 163: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

151

ตารางท 4-20 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสอง เพอพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน องคประกอบ เมทรกซน าหนกองคประกอบ สมประสทธ

การพยากรณ (R2)

สมประสทธคะแนน

องคประกอบ (FS)

ความคลาดเคลอนของตวบงช (e)

SE t

การวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบแรก องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR)

MOR1 0.63 - - 0.39 0.44 0.61 MOR2 0.63 0.02 11.91** 0.40 0.53 0.60 MOR3 0.69 0.02 13.33** 0.48 0.56 0.52 MOR4 0.83 0.02 12.64** 0.69 1.80 0.31 องคประกอบของความยตธรรม (JUS)

JUS1 0.78 - - 0.61 0.60 0.39 JUS2 0.81 0.02 16.68** 0.66 0.53 0.34 JUS3 0.84 0.02 16.16** 0.71 0.87 0.29 องคประกอบของความซอสตย (HON)

HON1 0.84 - - 0.71 1.09 0.29 HON2 0.80 0.02 15.56** 0.64 0.80 0.36 HON3 0.73 0.02 16.70** 0.53 0.18 0.47 องคประกอบของความเมตตา (KIN)

KIN1 0.86 - - 0.73 1.49 0.27 KIN2 0.85 0.02 24.07** 0.73 0.57 0.27 KIN3 0.90 0.02 27.50** 0.81 1.30 0.19 KIN4 0.60 0.02 16.07** 0.36 0.47 0.64 การวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสอง

MOR 0.82 0.07 12.49** 0.67 - 0.33 JUS 0.93 0.05 17.98** 0.86 - 0.14 HON 0.91 0.04 20.21** 0.83 - 0.17 KIN 0.81 0.04 18.84** 0.66 - 0.34 Chi-Square=13.07, df=12, p=0.36417, GFI=1.00, AGFI=0.97, RMSEA=0.012

** P < .01

Page 164: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

152

จากตารางท 4-20 สามารถสรางโมเดลภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษา ขนพนฐานไดดงภาพท 4-11

ภาพท 4-11 โมเดลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

จากตารางท 4-20 และภาพท 4-11 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองของตวบงชภาวะผ น าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐาน พบวาโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร ( 2 ) เทากบ 13.07 คาองศาอสระ (df) เทากบ 12 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.36417 นนหมายถงคาไค-สแควร(2 ) ไมมนยส าคญทางสถตและคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความ

Page 165: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

153

สอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.97 และคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.012

สรปผลการวเคราะหเพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลทพฒนาจากทฤษฎและงานวจยกบขอมลเชงประจกษ เปนไปตามสมมตฐานการวจย

เมอพจารณาในรายละเอยดของโมเดลตามตารางท 4-19 และภาพท 4-11 พบวาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 4 องคประกอบหลกมคาเปนบวก มคาตงแต 0.81-0.93 และมนยส าคญทางสถตจทระดบ .01 ทกคา เรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอย คอ ความยตธรรม (JUS) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.93 ความซอสตย (HON) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.91 การเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.82 และความเมตตา (KIN) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.81 ซงแสดงใหเหนวา ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เกดจากองคประกอบของความยตธรรม ความซอสตย การเปนแบบอยางดานคณธรรม และความเมตตา ตามล าดบ

เนองจากการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสอง จะไมรายงานคาสมประสทธคะแนนองคประกอบ ผวจยจงไดน าคาน าหนกองคประกอบส าหรบตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทง 4 องคประกอบ มาสรางสเกลองคประกอบตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน แทนคาสมประสทธคะแนนองคประกอบ ซงทงสองคานใหความหมายในท านองเดยวกน (เพชรมณ วรยะสบพงศ, 2545) ดงสมการ

MORL = 0.82(MOR)+0.93(JUS)+0.91(HON)+0.81(KIN) 3.3 น าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก องคประกอบยอยและตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

ผลการว เคราะหขอมลในสวนน เปนการน า เสนอผลการว เคราะหเพอตอบวตถประสงคขอท 3 คอ การตรวจสอบคาความเทยงตรงเชงโครงสรางหรอคา Factor Loading ตามเกณฑดงน 1) เทากบหรอมากกวา 0.7 ส าหรบองคประกอบหลก (Farrell & Rudd, 2011) และ 2) เทากบหรอมากกวา 0.30 ส าหรบองคประกอบยอยและตวบงช (Tacq,1997 อางถงในวลาวลย มาคม, 2549) รายละเอยดดงตารางท 4-21

Page 166: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

154

ตารางท 4-21 น าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก องคประกอบยอยและ ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

ภาวะผน าเชงคณธรรม

องคประกอบหลก องคประกอบยอย ตวบงช

ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน(MORL)

การเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR)

0.82 ความนอบนอม (MOR1)

0.63 M1 0.48 M2 0.44 M3 0.58 M4 0.59 M5 0.80 M6 0.53

ความไมเหนแกตว (MOR2)

0.63 M7 0.48 M8 0.71 M9 0.74 M10 0.73

ความฉลาดทางอารมณ (MOR3)

0.69 M11 0.57 M12 0.32 M13 0.59 M14 0.80 M15 0.44

Page 167: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

155

ตารางท 4-21 (ตอ)

ภาวะผน าเชงคณธรรม

องคประกอบหลก องคประกอบยอย

ตวบงช

ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน(MORL)

การเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR)

0.82 การอทศตน (MOR4)

0.83 M16 0.57 M17 0.67 M18 0.71 M19 0.47 M20 0.65 M21 0.42

ความยตธรรม (JUS)

0.93 ความเทยงธรรม (JUS1)

0.78 J22 0.79 J23 0.65 J24 0.79 J25 0.75

ความชอบดวยเหตผล (JUS2)

0.81 J26 0.77 J27 0.91 J28 0.52 J29 0.58

ความถกตอง (JUS3)

0.84 J30 0.68 J31 0.66 J32 0.74 J33 0.87

Page 168: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

156

ตารางท 4-21 (ตอ)

ภาวะผน าเชงคณธรรม

องคประกอบหลก องคประกอบยอย

ตวบงช

ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน(MORL)

ความซอสตย (HON)

0.91 การเปดเผยความจรง (HON1)

0.84 H34 0.59 H35 0.87 H36 0.52 H37 0.80 H38 0.88

การรกษาสญญา (HON2)

0.80 H39 0.56 H40 0.52 H41 0.70

การเคารพผอน (HON3)

0.73 H42 0.62 H43 0.75 H44 0.89 H45 0.81

ความเมตตา (KIN)

0.81 ความปรารถนาด (KIN1)

0.86 K46 0.67 K47 0.66 K48 0.47 K49 0.74 K50 0.66

ความหวงใยผอน (KIN2)

0.85 K51 0.52 K52 0.88 K53 0.50 K54 0.71

Page 169: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

157

ตารางท 4-21 (ตอ)

ภาวะผน าเชงคณธรรม

องคประกอบหลก องคประกอบยอย

ตวบงช

ภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน(MORL)

ความเมตตา (KIN)

ความเออเฟอเผอแผ (KIN3)

0.90 K55 0.76 K56 0.89 K57 0.87 K58 0.78

ความเหนอกเหนใจ (KIN4)

0.60 K59 0.95 K60 0.72 K61 0.54 K62 0.56

จากตารางท 4-21 พบวาคาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก

ทง 4 องคประกอบหลกมคาเปนบวก มคา ตงแต 0.81-0.93 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา เรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอย คอ ความยตธรรม (JUS) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.93 ความซอสตย (HON) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.91 การเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.82 และความเมตตา (KIN) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.81 คาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบยอยทง 4 องคประกอบยอยมคาเปนบวก และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา โดยแยกแตละองคประกอบหลกไดดงน

1) องคประกอบของการเปนแบบอยางด านคณธรรม (MOR) ประกอบดวย 4องคประกอบยอยน าหนกองคประกอบยอยมคาเปนบวกมคาตงแต 0.63-0.83 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ การอทศตน (MOR4) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.83 ความฉลาดทางอารมณ (MOR3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.69 ความไมเหนแกตว (MOR2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.63 และความนอบนอม (MOR1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.63

2) องคประกอบของความยตธรรม (JUS) ประกอบดวย 3 องคประกอบยอยน าหนกองคประกอบยอยมคาเปนบวกมคาตงแต 0.78-0.84 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบ

Page 170: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

158

จากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ ความถกตอง (JUS3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.84 ความชอบดวยเหตผล (JUS2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.81 และความเทยงธรรม (JUS1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.78

3) องคประกอบของความซอสตย (HON) ประกอบดวย 3 องคประกอบยอยน าหนกองคประกอบยอยมคาเปนบวกมคาตงแต 0.73-0.84 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ การเปดเผยความจรง (HON1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.84 การรกษาสญญา (HON2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.80 และการเคารพผอน (HON3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.73

4) องคประกอบของความเมตตา (KIN) ประกอบดวย 4องคประกอบยอยน าหนกองคประกอบยอยมคาเปนบวกมคาตงแต 0.60-0.90 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ ความเออเฟอเผอแผ (KIN3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.90 ความปรารถนาด (KIN1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.86 ความหวงใยผอน (KIN2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.85 และเหนอกเหนใจ (KIN4) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.60

จากตารางท 4-21 ยงพบวาคาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ของตวบงชของภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทง 62 ตวบงชมคาเปนบวกมคาตงแต 0.32-0.95 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา คาตวบงชทมคาน าหนกองคประกอบมากทสด คอ รบรเขาใจความรสกและความตองของผอน (K59) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.95 ตวบงชทมคาน าหนกองคประกอบนอยทสด คอสามารถจดการควบคมอารมณ (M12) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.32 กลาวโดยสรป ในการทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ ปรากฏผลการวจยตามล าดบการวเคราะหขอมล ดงน ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของโมเดลขององคประกอบยอยในแตละโมเดลการวด (Measurement Model) ขององคประกอบหลก พบวา มความสมพนธกนอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 และผลการวเคราะหคาสถตของ Baertlett พบวา มคาความนาจะเปนนอยกวา .01 ทกองคประกอบหลก และคา Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy มคาเทากบ .781, .720, .702 และ .817 ตามล าดบ ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนของโมเดลการวดขององคประกอบหลกทง 4 โมเดล พบวา แตละโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาสถตดงน

Page 171: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

159

(1) โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม คาไค-สแควร( 2 ) เทากบ 33.28 คาองศาอสระ (df) เทากบ 29 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.26660 (2) โมเดลการวดของความยตธรรม คาไค-สแควร ( 2 ) เทากบ 2.37 คาองศาอสระ (df) เทากบ 6 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.88253 (3) โมเดลการวดของความซอสตย คาไค-สแควร (2) เทากบ 12.61 คาองศาอสระ (df) เทากบ 8 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.12596 (4) โมเดลการวดของความเมตตา คาไค-สแควร(2) เทากบ 15.91 คาองศาอสระ (df) เทากบ 14 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.1892 ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสองจากโมเดลการวด (Measurement Model) ระดบองคประกอบยอย 14 โมเดล พบวา (1) คาสมประสทธสหสมพนธของทกโมเดลมความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 และมคาอยระหวาง 0.204-0.780 (2) เมทรกซสหสมพนธระหวางตวแปรแตกตางจากเมทรกซเอกลกษณอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 โดยคา Baertlett ซงมคาความนาจะเปนนอยกวา .01 สวนคา Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA) มคาเทากบ 0.874 (3) ผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบทสอง พบวา โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก โดยมคาไค-สแควรChi-square ( 2 ) เทากบ 13.07 คาองศาอสระ (df) เทากบ 12 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.36417 และคาดชนวดระดบความสอดคลอง Goodness of Fit Index (GFI) เทากบ 1.00 คาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว Adjusted Goodness of Fit Index (AGFI) เทากบ 0.97 และคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร Root Mean Square Error of Approximation (RMSEA) เทากบ 0.012 ผลตรวจสอบคาน าหนกองคประกอบ พบดงน (1) ระดบองคประกอบหลก คาน าหนกของ 4 องคประกอบหลกมคาเปนบวก มคาตงแต 0.81-0.93 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา (2) ระดบองคประกอบยอย คาน าหนกองคประกอบยอยของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) ซงม 4 องคประกอบ มคาเปนบวกมคาต งแต 0.63-0.83 ความยตธรรม (JUS) ซงม 3 องคประกอบ มคาเปนบวกมคาต งแต 0.78-0.84 ความซอสตย (HON) ซงม 3 องคประกอบ 3 องคประกอบ มคาเปนบวกมคาตงแต 0.73-0.84 และความเมตตา (KIN) ซงม 4 องคประกอบ 4 องคประกอบ มคาเปนบวกมคาตงแต 0.60-0.90 อยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา (3) ระดบตวบงช คาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 62 ตวบงช มคาเปนบวกมคาตงแต 0.32-0.95 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงประกอบดวย 4 องคประกอบหลก 14 องคประกอบยอย และ 62 ตวบงช สามารถใชวดภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหาร

Page 172: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

160

สถานศกษาขนพนฐาน ไดอยางมความตรงเชงโครงสราง ซงผลจากการวเคราะหขอมลดงกลาวขางตน น าเสนอ Adjusted Model แสดงดงภาพท 4-12

ภาพท 4-12 โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทปรบแกแลว

จากผลการวจย แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงประกอบดวย 4 องคประกอบหลก 14

MOR

HON

KIN

MOR2

MOR3

MOR4

JUS1

JUS2

JUS3

HON1

HON2

HON3

KIN1

KIN2

KIN3

MORL

JUS

KIN4

MOR1

0.91

0.81

0.63

0.83

0.78

0.81

0.86

0.69

0.93

0.82

0.63

0.84

0.84

0.80

0.73

0.85

0.90

0.60

0.61

0.60

0.52

0.31

0.39

0.34

0.29

0.29

0.36

0.47

0.27

0.27

0.19

0.64

0.67

0.86

0.83

0.66

Page 173: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

161

องคประกอบยอย และ 62 ตวบงช ทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยเปนโมเดลทมประโยชนตอการสรางแบบวดและประเมนตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เพอใชเปนแนวทางการสรางโปรแกรมการฝกอบรมพฒนาภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน และเพอเพมประสทธภาพของสถานศกษาอนจะสงผลถงคณภาพการศกษาไทยในอนาคต โดยมองคประกอบหลก และองคประกอบยอย แสดงดงภาพท 4-13

ภาพท 4-13 องคประกอบหลก และองคประกอบยอยของภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

Page 174: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บทท 5 สรปผลการวจย อภปรายผล และขอเสนอแนะ

การวจยครงนเปนการพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน โดยมวตถประสงค 3 ประการ คอ 1) เพอศกษาความเหมาะสมของตวบงชเพอคดสรรก าหนดไวในโมเดลความสมพนธโครงสราง (2) เพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ (3) เพอตรวจสอบคาน าหนกองคประกอบขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช ประชากร (Population) ทใชในการวจย คอ ผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน จ านวน 30,719 คน ก าหนดขนาดกลมตวอยาง (Sample Size) โดยใชกฎอตราสวนระหวางหนวยตวอยางตอจ านวนพารามเตอร 20:1 จากพารามเตอร จ านวน 37 พารามเตอร ท าใหไดกลมตวอยางจ านวน 740 คน ใชวธการสมแบบหลายขนตอน (Multi-stage Random Sampling) และวธการสมอยางงายแบบไมใสคน เพอใหไดกลมตวอยางจากประชากรทงหมด เครองมอทใชในการวจยครงนแบงออกเปน 2 ตอนคอ 1) แบบสอบถามเกยวกบขอมลสถานภาพของผตอบแบบสอบถามเปนแบบตรวจสอบรายการ 2) แบบสอบถามเกยวกบความเหมาะสมตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ลกษณะเครองมอเปนมาตรวดแบบประมาณคา 5 ระดบ (Rating Scale) จ าแนกเนอหาตามองคประกอบหลกและองคประกอบยอยมขอค าถามจ านวน 62 ขอ การวเคราะหขอมลใชสถตพรรณนาเพอหาคาความถและคารอยละในการวเคราะหขอมลสถานภาพของผตอบแบบสอบถาม และการวเคราะหคาเฉลยและคาสมประสทธการกระจายของ ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน สถตอางองใชในการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธ การวเคราะหความตรงเชงโครงสรางโดยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน โดยใชโปรแกรมคอมพวเตอร ซงสามารถสรปผลการวจยไดดงน

5.1 สรปผลการวจย ผลการวจยน เปนผลจากการวเคราะหขอมลจากแบบสอบถามทไดรบจากกลมตวอยาง ซงเปนผบรหารสถานศกษา จ านวน 652 คน ซงมสถานภาพ ดงน ผบรหารสวนใหญ เปนเพศชาย จ านวน 548 คน คดเปนรอยละ 84.00 และ เพศหญง จ านวน 104 คน คดเปนรอยละ 16.00

Page 175: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

163

เมอจ าแนกตามอายพบวา อาย 51-60 ป มากทสด จ านวน 333 คน คดเปนรอยละ 51.10 รองลงมา คอ อาย 41-50 ป จ านวน 216 คน คดเปนรอยละ 33.10 อาย 31-40 ป จ านวน 92 คน คดเปนรอยละ 14.10 และอาย ไมเกน 30 ป จ านวน 11 คน คดเปนรอยละ 1.70 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามวฒการศกษา พบวา สวนใหญ มระดบการศกษาปรญญาโท มากทสด จ านวน 560 คน คดเปนรอยละ 85.90 รองลงมา คอ ระดบการศกษาปรญญาตร จ านวน 76 คน คดเปนรอยละ 11.70 และระดบการศกษาปรญญาเอก จ านวน 16 คน คดเปนรอยละ 2.50 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามประสบการณการเปนผบรหาร พบวา สวนใหญ มประสบการณ 6-10 ป มากทสด จ านวน 209 คน คดเปนรอยละ 32.10 รองลงมา คอ มประสบการณ 21 ปขนไป จ านวน 185 คน คดเปนรอยละ 28.40 มประสบการณ 16-20 ป จ านวน 106 คน คดเปนรอยละ 16.30 มประสบการณ 11-15 ป จ านวน 104 คน คดเปนรอยละ 16.00 และมประสบการณไมเกน 5 ป จ านวน 48 คน คดเปนรอยละ 7.40 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามขนาดสถานศกษา พบวา สวนใหญ มขนาดสถานศกษาขนาดกลาง จ านวนนกเรยนตงแต 121-600 คน มากทสด จ านวน 309 คน คดเปน รอยละ 47.40 รองลงมา คอ สถานศกษาขนาดเลก จ านวนนกเรยน 1-120 คน ลงมา จ านวน 233 คน คดเปนรอยละ 35.70 สถานศกษาขนาดใหญ จ านวนนกเรยนตงแต 601-1,500 คน จ านวน 60 คน คดเปนรอยละ 9.20 และ สถานศกษาขนาดใหญ พเศษ จ านวนนกเรยนตงแต 1,501 คน ขนไป จ านวน 50 คน คดเปนรอยละ 7.70 ตามล าดบ

เมอจ าแนกตามประเภทของการจดการศกษาของสถานศกษา พบวา สวนใหญจดการศกษาระดบประถมศกษา จ านวน 468 คน คดเปนรอยละ 71.80 รองลงมาคอ จดการศกษาระดบมธยมศกษา จ านวน 184 คน คดเปนรอยละ 28.20 ตามล าดบ

ผลการวจย สรปไดตามล าดบของวตถประสงคการวจย ดงน 5.1.1 ผลการวจยตามวตถประสงคการวจยขอท 1 คอ เพอศกษาความเหมาะสมของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เพอคดสรรไวในโมเดลความสมพนธเชงโครงสราง โดยพจารณาจากเกณฑคาเฉลยเทากบหรอมากกวา 3.00 และคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20% มผลการวจย ดงน

องคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม ซงประกอบดวยองคประกอบยอย 4 องคประกอบ คอ ความนอบนอม ความไมเหนแกตว ความฉลาดทางอารมณ และการอทศตน มตวบงชรวม 21 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.10-4.74 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 9.28-14.62

Page 176: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

164

องคประกอบหลกความยตธรรม ซงประกอบดวยองคยอย 3 องคประกอบ คอ ความเทยงธรรม ความชอบดวยเหตผล และความถกตอง รวม 12 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.34-4.66และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 11.15-14.64

องคประกอบหลกความซอสตย ซงประกอบดวยองคประกอบยอย 3 องคประกอบ คอ การเปดเผยความจรง การรกษาสญญา และการเคารพผอน รวม 12 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.34-4.61 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 11.71-14.44

องคประกอบหลกความเมตตา ซงประกอบดวยองคประกอบยอย 4 องคประกอบ คอ ความปรารถนาด ความหวงใยผอน ความเออเฟอเผอแผ และความเหนอกเหนใจ รวม 17 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.11-4.64 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 10.56-14.35 โดยสรป ความเหมาะสมของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ของทกองคประกอบยอย รวมทงหมด 62 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.10-4.74 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 9.28-14.64 ซงแสดงใหวา เปนตวบงชทมความเหมาะสม สามารถคดสรรไวในโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางทกตว เนองจากมคาเฉลยเทากบหรอมากกวา 3.00 และมคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20%

5.1.2 ผลการวจยตามวตถประสงคการวจยขอท 2 คอ เพอทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยนกบขอมลเชงประจกษ ตามเกณฑดงน คอ คาไค-สแควไมมนยส าคญหรอคา P สงกวา 0.05 คา GFI และคา AGFI สงกวา 0.90 และคา RMSEA นอยกวา 0.05 ปรากฏผลการวจยตามล าดบการวเคราะหขอมล ดงน

กรณคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนขององคประกอบยอยในโมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) พบวา ตวบงชมความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยมคาสมประสทธสหสมพนธอยระหวาง 0.006-0.619 ในโมเดลการวดของความยตธรรม (JUS) พบวา ตวบงชมความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยมคาสมประสทธสหสมพนธอยระหวาง 0.266-0.843 ในโมเดลการวดของความซอสตย (HON) พบวา ตวบงชมความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยมคาสมประสทธสหสมพนธอยระหวาง 0.062-0.719 และในโมเดลการวดของความเมตตา (KIN) พบวา ตวบงชมความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยมคาสมประสทธสหสมพนธอยระหวาง 0.129-0.932 แสดงใหเหนวา ผลการวเคราะหคาสมประสทธสหสมพนธแบบเพยรสนของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบ

Page 177: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

165

ผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทกโมเดลการวดดงกลาวขางตนมความสมพนธกนอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) ทกคา กรณผลการว เคราะ หค าส ถ ตของ Baertlett และค าดช น Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA) พบวา เมทรกซสหสมพนธระหวางตวแปรแตกตางจากเมทรกซเอกลกษณอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 โดยคา Baertlett test of Sphericity มคาเทากบ 786.774, 854.018, 618.618 และ 1454.120 ตามล าดบ ซงมคาความนาจะเปนนอยกวา .01 (p< .01) สวนคา Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA) มคาเทากบ .781, .720, .702 และ .817 ตามล าดบ ซงอยในเกณฑทใชได จากเกณฑทคมและมชเลอร (Kim & Muclle, 1978 อางถงใน สมเกยรต ทานอก, 2539) ไดเสนอไววา ถามคามากกวา .80 ดมาก มคาตงแต .70-.79 ด, มคาตงแต .60-.69 ปานกลางและถามคานอยกวา .50 ใชไมได ผลการทดสอบความสอดคลองของโมเดลการวดของแตละองคประกอบหลกทพฒนาขนจากทฤษฎและผลการวจยกบขอมลเชงประจกษ โดยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนดวยโปรแกรม LISREL มผลการวจยเปนไปตามเกณฑทก าหนด คอ คาไค-สแควไมมนยส าคญหรอคา P สงกวา 0.05 คา GFI และคา AGFI สงกวา 0.90 และคา RMSEA นอยกวา 0.05 ดงน โมเดลการวดของการเปนแบบอยางดานคณธรรม พบวา โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร (2) เทากบ 33.28 คาองศาอสระ (df) เทากบ 29 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.26660 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.96 และคาความคลาดเคลอนในการการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.015 โมเดลการวดของความยตธรรม พบวา โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร (2) เทากบ 2.37 คาองศาอสระ (df) เทากบ 6 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.88253 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.99 และคาความคลาดเคลอนในการการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.000 โมเดลการวดของความซอสตย พบวา โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร (2) เทากบ 12.61 คาองศาอสระ (df) เทากบ 8 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.12596 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.97 และคาความคลาดเคลอนในการการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.030

Page 178: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

166

โมเดลการวดของความเมตตา พบวา โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร (2) เทากบ 15.91 คาองศาอสระ (df) เทากบ 14 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.31892 นนหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (AGFI) เทากบ 0.97 และคาความคลาดเคลอนในการการประมาณคาพารามเตอร (RMSEA) เทากบ 0.014 ผลการวจยพบวา โมเดลการวดของแตละองคประกอบหลกทพฒนาขนจากทฤษฎและผลการวจยมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก แสดงวา องคประกอบหลกท ง 4องคประกอบ เปนองคประกอบทส าคญของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานและผลการวเคราะหสามารถสรางสเกลองคประกอบ จ านวน 14 ตว ไดดงสมการ

MOR1 = (M1+M2+M3+M4+M5+M6) = (0.42+0.02+0.41+0.61+1.30+0.33) = 3.09 MOR2 = (M7+M8+M9+M10) = (-0.17+0.98+0.54+0.89) = 2.24 MOR3 = (M11+M12+M13+M14+M15) = (0.87+0.15+0.64+1.23+0.11) = 3.00 MOR4 = (M16+M17+M18+M19+M20+M21) = (0.42+0.49+0.51+0.25+0.26-0.18) = 1.75 JUS 1 = (J22+J23+J24+J25) = (0.90-1.37+1.73+0.86) =2.12 JUS 2 = (J26+J27+J28+J29) = (0.31+1.24-0.24+0.08) = 1.39 JUS 3 = (J30+J31+J32+J33) = (0.42+0.23+0.38+0.90) = 1.93 HON 1 = (H34+H35+H36+H37+H38) = (0.25+1.02-0.09+0.52+0.87) = 2.57 HON 2 = (H39+H40+H41) = (-0.24+0.58+0.33) = 0.67 HON 3 = (H42+H43+H44+H45) = (0.09+0.56+1.12+0.62) = 2.39 KIN1 = (K46+K47+K48+K49+K50) = (-0.29+0.34-1.63+0.93-0.08) = 2.53 KIN2 = (K51+K52+K53+K54) = (1.40+1.46-0.38-0.91) = 1.57 KIN3 = (K55+K56+K57+K58) = (-0.24+1.82+0.57-0.22) = 1.93 KIN4 = (K59+K60+K61+K62) = (2.11+0.86-0.03+0.20) = 3.14

ผลการทดสอบความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน า

เชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ โดยการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสอง มผลการวจย ดงน (1) คาสมประสทธสหสมพนธของโมเดลการวดของ 14 องคประกอบยอย มความสมพนธกนเชงบวกอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 (p< .01) โดยมคาสมประสทธสหสมพนธอยระหวาง 0.204-

Page 179: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

167

0.780 (2) เมทรกซสหสมพนธระหวางตวแปรแตกตางจากเมทรกซเอกลกษณอยางมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 โดยคา Baertlett test of Sphericity มคาเทากบ 6416.481 ซงมคาความนาจะเปนนอยกวา .01 (p< .01) สวนคา Kaiser-Mayer-Olkin Measurers of Sampling Adequacy (MSA) มคาเทากบ 0.874 โดยมคามากกวา .80 แสดงวาองคประกอบยอยมความสมพนธกนดมาก (3) โมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก พจารณาจากคาไค-สแควร (2 ) เทากบ 13.07 คาองศาอสระ (df) เทากบ 12 คานยส าคญทางสถต (P-value) เทากบ 0.36417 ซงหมายถง คาไค-สแควรไมมนยส าคญทางสถต และคาดชนวดระดบความสอดคลอง (Goodness of Fit Index: GFI) เทากบ 1.00 มคาดชนวดระดบความสอดคลองทปรบแกแลว (Adjusted Goodness of Fit Index: AGFI) เทากบ 0.97 และคาความคลาดเคลอนในการประมาณคาพารามเตอร (Root Mean Square Error of Approximation: RMSEA) เทากบ 0.012 เปนไปตามเกณฑทก าหนด คอ คาไค-สแควไมมนยส าคญหรอคา P สงกวา 0.05 คา GFI และคา AGFI สงกวา 0.90 และคา RMSEA นอยกวา 0.05 และจากการตรวจสอบ พบวา คาน าหนกองคประกอบของตวบงชทง 4 องคประกอบหลก มคาเปนบวก มคาตงแต 0.81-0.93 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา เมอน ามาสรางสเกลองคประกอบตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน แทนคาสมประสทธคะแนนองคประกอบซงใหความหมายในท านองเดยวกนได ดงสมการ

MORL = 0.82(MOR)+0.93(JUS)+0.91(HON)+0.81(KIN)

5.1.3 ผลการวจยตามวตถประสงคการวจยขอท 3 คอ เพอตรวจสอบคาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช ตามเกณฑดงน 1) คาน าหนกองคประกอบเทากบหรอมากกวา 0.7 ส าหรบองคประกอบหลก และ 2) คาน าหนกองคประกอบเทากบหรอมากกวา 0.30 ส าหรบองคประกอบยอยและตวบงช ผลการวจยมดงน

(1) คาน าหนกองคประกอบขององคประกอบหลก ทง 4 องคประกอบหลกมคาเปนบวก มคาตงแต 0.81-0.93 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา เรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอย คอ ความยตธรรม (JUS) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.93 ความซอสตย (HON) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.91 การเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.82 และความเมตตา (KIN) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.81 คาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบยอยทง 4 องคประกอบยอยมคาเปนบวกและมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา

Page 180: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

168

(2) คาน าหนกองคประกอบยอยขององคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) ทง 4 องคประกอบ มคาเปนบวก มคาตงแต 0.63-0.83 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ การอทศตน (MOR4) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.83 ความฉลาดทางอารมณ (MOR3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.69 ความไมเหนแกตว (MOR2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.63 และความนอบนอม (MOR1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.63 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 21 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.32-0.80 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา

(3) คาน าหนกองคประกอบยอยขององคประกอบหลกความยตธรรม (JUS) ทง 3 องคประกอบ มคาเปนบวก มคา0.78-0.84 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ ความถกตอง (JUS3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.84 ความชอบดวยเหตผล (JUS2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.81 และความเทยงธรรม (JUS1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.78 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 12 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.52-0.91 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา

(4) คาน าหนกองคประกอบยอยขององคประกอบหลกความซอสตย (HON) ท ง 3องคประกอบ มคาเปนบวก มคาตงแต 0.73-0.84 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ การเปดเผยความจรง (HON1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.84 การรกษาสญญา (HON2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.80 และการเคารพผอน (HON3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.73 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 12 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.52-0.89 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา

(5) คาน าหนกองคประกอบยอยขององคประกอบหลกความเมตตา (KIN) ท ง 4องคประกอบ มคาเปนบวก มคาตงแต 0.60-0.90 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ ความเออเฟอเผอแผ (KIN3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.90 ความปรารถนาด (KIN1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.86 ความหวงใยผอน (KIN2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.85 และเหนอกเหนใจ (KIN4) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.60 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 17 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.47-0.95 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา

Page 181: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

169

โดยสรป คาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลก คาน าหนกขององคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก และคาน าหนกองคประกอบตวบงชทงหมด 62 ตวบงช มคาเปนบวก มคาเปนไปตามเกณฑทก าหนด และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงประกอบดวย 4 องคประกอบหลก 14 องคประกอบยอย และ 62 ตวบงช สามารถใชวดตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ไดอยางมความตรงเชงโครงสราง ซงผลจากการวเคราะหขอมลดงกลาวขางตน น าเสนอโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ทปรบแกแลว (Adjusted Model) แสดงดงภาพท 5-1

Page 182: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

170

ภาพท 5-1 โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหาร สถานศกษาขนพนฐานทปรบแกแลว

ความถกตอง

ความนอบนอม

ความไมเหนแกตว

ความฉลาดทางอารมณ

ความเทยงธรรม

การเปดเผยความจรง

การรกษาสญญา

การเคารพผอน

ความปารถนาด

ความหวงใยผอน

ความเออเฟอเผอแผ

ภาวะผน าเชงคณธรรม

ความเมตตา

ความซอสตย

เปนแบบอยางดานคณธรรม

ความชอบดวยเหตผล

ความยตธรรม

ความเหนอกเหนใจ

การอทศ 0.86

0.61 0.67

0.83

0.66

0.82

0.93

0.91

0.81

0.63

0.63

0.69

0.83

0.78

0.81

0.84

0.84

0.80

0.73

0.86

0.85

0.90

0.60

0.60

0.52

0.31

0.39

0.34

0.29

0.29

0.36

0.47

0.27

0.27

0.19

0.64

Page 183: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

171

5.2 อภปรายผล 5.2.1 ความเหมาะสมของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เพอคดสรรก าหนดไวในโมเดลความสมพนธโครงสรางกอนจะท าการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน จากผลการวจยทพบวา ตวบงชรวมทงหมด 62 ตวบงช มคาเฉลยอยระหวาง 4.10-4.74 และคาสมประสทธการกระจายอยระหวาง 9.28-14.64 ซงแสดงใหวา เปนตวบงชทมความเหมาะสม สามารถคดสรรไวในโมเดลความสมพนธเชงโครงสราง เนองจากมคาเฉลยเทากบหรอมากกวา 3.00 และมคาสมประสทธการกระจายเทากบหรอต ากวา 20% ท งนอาจเปนผลเนองมาจาก วธวจยทเราน ามาใชวาเปนการสรางและพฒนาตวบงชโดยใชนยามเชงประจกษ (Empirical Definition) ตามทศนะของนงลกษณ วรชชย (2545) ทมการก าหนดโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชโดยมทฤษฎและงานวจยเปนพนฐานรองรบ ซงเปนผลใหผวจยศกษาทฤษฏและผลงานวจยอยางเปนระบบ (System) อยางเปนตรรกะ (Logic) จากหลากหลายแหลง และสรปผลดวยวธการสงเคราะห เพอใหการก าหนดองคประกอบหลก องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการและตวบงชหรอสาระหลกเพอการวดของแตละองคประกอบยอยมความถกตองตรงตามทฤษฎและผลงานวจยทน ามาอางอง อยางตระหนกถงขอแนะน าของเจอจนทร จงสถตยอย และแสวง ปนมณ (2529 อางถงใน วโรจน สารรตนะ , 2558) ทวาการตรวจสอบคณภาพของตวบงชภายใตกรอบแนวคดทางทฤษฎ ถอวามความส าคญมาก เพราะหากการพฒนาตวบงช เรมตนจากกรอบแนวคดเชงทฤษฎทขาดคณภาพแลวไมวาจะใชเทคนควธการทางสถตดอยางไร ผลทไดจากการพฒนากยอมดอยคณภาพไปดวย และตามขอแนะน าของวโรจน สารรตนะ (2558) ทกลาววา “การศกษาทฤษฎและผลงานวจยเพอก าหนดเปนองคประกอบหลก องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ และตวบงชหรอสาระหลก จะตองค านงถงความตรง (Validity) ของเนอหาเปนส าคญ ไมจบเอาแพะมาปนกบแกะ” อกท งผวจ ยไดศกษาทฤษฎและผลงานวจยอยางหนกแนนจากหลากหลายแหลงเพอการสงเคราะห ทงในระดบองคประกอบหลก องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ และตวบงช ดงผลการศกษาวรรณกรรมทเกยวของ ยงสอดคลองกบการวจยของสเทพ ปาลสาร (2555) ท าวจยเรองการพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงจรยธรรมของผบรหารสถานศกษา สงกดส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน ซงใชหลกการทกลาวไวขางตนในการก าหนดตวบงชเพอการวจย ผลปรากฏวาตวบงชทกตวมความเหมาะสมเพอคดสรรไวในโมเดลทกโมเดล 5.2.2 ความสอดคลองของโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ จากผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยน และผลการวเคราะหองคประกอบเชงยนยนอนดบสอง พบวา ทกโมเดลมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษดมาก โดยพจารณาจากคาสถต

Page 184: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

172

ทเปนไปตามเกณฑทก าหนด และเปนไปตามสมมตฐานการวจยทก าหนดไว ทงนอาจเนองจากวา ในสภาพการณทผานมาและในปจจบน ผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ไดรบการพฒนาใหเกดคณลกษณะหรอพฤตกรรมทสอดคลองกบทฤษฎหรอผลงานวจยตามทก าหนดเปนองคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช ทใชในการวจย ท าใหมพฤตกรรมการแสดงออกทสอดคลองกบทฤษฎหรอผลงานวจยนน หรอกลาวอกนยหนง คอ องคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงชในโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผ น าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานมปรากฏอยในแนวนโยบายหรอแนวปฏบตเพอการพฒนาผ บรหารสถานศกษาขนพนฐาน เชน ในนโยบายคณะรฐมนตร แถลงตอสภานตบญญตแหงชาต ก าหนดไวในยทธศาสตรชาตวาดวยการปองกนและปราบปรามการทจรต ระยะท 2 (พ.ศ.2556-2560) ในการสงเสรมการบรหารราชการแผนดนทมธรรมาภบาลและการปองกนปราบปรามทจรตและประพฤตมชอบในภาครฐ ใชมาตรการทางกฎหมาย การสงเสรมและสนบสนนภาคองคกรภาคเอกชนและเครอขายตาง ๆ ทเกยวของกบการตอตานการทจรตและประพฤตชอบ นอกจากนนส านกงานขาราชการพลเรอน (2559) ยงน านโยบายคณะรฐมนตรมาก าหนดทศทางและนโยบายดานการสงเสรมคณธรรม จรยธรรมในภาครฐโดยมกลไกการสงเสรมคณธรรม จรยธรรม การปองกนและปราบปรามการทจรตมชอบของขาราชการพลเรอน ในระดบจงหวด โดยมการแตงต งคณะกรรมการรวมปองกนและปราบปรามการทจรต ศนยปฏบตการตอตาน และธรรมาภบาลจงหวด และส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2555) ยงไดก าหนดมาตรฐานทางจรยธรรมขาราชการพลเรอน ในประเดนของสถานการณดานคณธรรม จรยธรรมในสงคมไทยและสงคมโลก เกยวของกบภาวะผน าเชงคณธรรม คอ ยดมนและยนหยดท าในสงทถกตอง (Moral Courange) ซอสตยและมความรบผดชอบ (Integrity and Responsibility) โปรงใส ตรวจสอบได (Transparency and Accountability) ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) มงผลสมฤทธของงาน (Result Orientation) อกทง ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2553) ไดมมาตรการในการสงเสรมใหผบรหารสถานศกษามคณลกษณะภาวะผน าเชงคณธรรม ไดก าหนดไวในคมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษาในการปฏบตงานของผบรหารสถานศกษาระดบการศกษาขนพนฐาน คอ ท าในสงทถกตอง มความซอสตย และมความรกและเมตตา อกทงในปจจบนยงเลงเหนความส าคญในเรองของคณธรรม โดยการก าหนดโครงการโรงเรยนคณธรรมขน ซงใหทกโรงเรยนในสงกดเขารวมโครงการดงกลาวภายในป พ.ศ. 2561 (ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน, 2560)

Page 185: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

173

จากผลการวจยดงกลาว แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยน เปนโมเดลทมประโยชนตอการพฒนาและสงเสรมความเปนผมคณธรรมของผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน โดยการก าหนดกรอบแนวคดในการพฒนา ประกอบดวย 4 องคประกอบหลก คอ ความเปนแบบอยางดานคณธรรม ความยตธรรม ความซอสตยและความเมตตา ซงตองมการปลกฝงคานยม คณธรรม จรยธรรม และจตส านกในการรกษาศกดของความเปนขาราชการและความซอสตยสจรต ควบคกบการบรหารจดการศกษาทมประสทธภาพ ซงจะสงผลตอการบรหารจดการศกษาไดอยางมคณภาพตอเนองและเกดความย งยน ผบรหารสถานศกษานนตองปฏบตหนาทอยางตรงไปตรงมา มความรบผดชอบตอการปฏบตงานในหนาทตอผรบบรการ ผมสวนไดสวนเสย ตอผลการปฏบตงานของสถานศกษาและตอการพฒนาปรบปรงระบบราชการ การปรบปรงกลไกการท างานของสถานศกษาใหมความโปรงใส ตรวจสอบได เปดเผลขอมลขาวสารภายในขอบเขตของกฎหมาย การใหบรการทางการศกษาทใหความเสมอภาค และถกตอง มความเมตตาและเออเฟอเผอแผและสนใจความรสกของผตามในดานความชอบธรรม สรางแรงจงใจทดในการปฏบตงาน ซงผบรหารสถานศกษาทด พงเปนผมธรรม การรกษาธรรม กคอการรกษาความเปนไท ผบรหารสถานศกษาทมภาวะผ น าเชงคณธรรมนน จะสามารถครองตน ครองคนและครองงาน สามารถปฏบตหนาทไดอยางมประสทธภาพ ตลอดจนด ารงตนอยในสงคมและเปนแบบอยางทดตอ ผบรหารสถานศกษา คร บคลากรทางการศกษา นกเรยน ผปกครองและชมชน สรางความเชอถอและเปนทยอมรบของสงคม ซงจะสงผลตอการพฒนาคณภาพการจดการศกษาไดอยางมประสทธภาพและเปนทยอมรบของสงคมโลก

5.2.3 คาน าหนกองคประกอบ จากผลการวจย พบวา คาน าหนกองคประกอบ (Factor Loading) ขององคประกอบหลกคาน าหนกขององคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก และคาน าหนกองคประกอบตวบงชทงหมด 62 ตวบงช มคาเปนไปตามเกณฑทก าหนด คอ คาน าหนกองคประกอบขององคประกอบหลกมคาเทากบหรอสงกวา 0.70 และคาน าหนกองคประกอบขององคประกอบยอยและตวบงช มคาเทากบหรอสงกวา 0.30 แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงประกอบดวย 4 องคประกอบหลก 14 องคประกอบยอย และ 62 ตวบงช สามารถใชวดภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ไดอยางมความตรงเชงโครงสราง ทงนอาจเนองจากวา องคประกอบหลก องคประกอบยอยและตวบงชทใชในการวจย ไดรบการศกษาจากทฤษฎและผลงานวจยทหลากหลายแหลง มการสงเคราะหเพอการคดสรรไวในโมเดลอยางค านงถงความตรง (Validity) ของเนอหาหรอของตวแปรทศกษาในทกขนตอน ทงในขนตอนการก าหนดองคประกอบ

Page 186: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

174

หลก องคประกอบยอย และนยามเชงปฏบตการเพอก าหนดเปนตวบงช แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน จากผลการวจยน สามารถน าไปใชในการพฒนาภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน โดยการจดท าโครงการพฒนาภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน โดยมเนอหาทครอบคลมองคประกอบหลกทง 4 องคประกอบ ดงน การเปนแบบอยางดานคณธรรม ความยตธรรม ความซอสตย และความเมตตา ซงจะสงผลใหผบรหารสถานศกษาสามารถเปนแบบอยางทดบรหารจดการสถานศกษาไดอยางมประสทธภาพและเกดประสทธผลตอไป

ส าหรบคาน าหนกองคประกอบยอยของแตละองคประกอบหลก ขอน ามาอภปรายผลโดยแยกแตละองคประกอบหลก ดงน

5.2.3.1 องคประกอบของการเปนแบบอยางดานคณธรรม (MOR) ผลการวจยพบวา ทง 4 องคประกอบยอย มคาเปนบวก มคาตงแต 0.63-0.83 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ การอทศตน (MOR4) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.83 ความฉลาดทางอารมณ (MOR3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.69 ความไมเหนแกตว (MOR2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.63 และความนอบนอม (MOR1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.63 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 21 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.32-0.80 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ทงนอาจเปนผลเนองสงคมและวฒนธรรมไทยเปนสงคมชาวพทธเปนสวนใหญ นบถอศาสนาพทธและยดตามหลกธรรมค าสอนของพระสมมาสมพทธเจาททรงสอนใหเปนคนดมคณธรรม และจากส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2558) ไดก าหนดสมรรถนะผบรหารสถานศกษาและมการตดตามและประเมนสมรรถนะผบ รหารอยางตอเนอง ซงการเปนแบบอยางทดของผบรหารสถานศกษามความส าคญอยางยงตอการบรหารจดการสถานศกษาเพอตอบสนองตอนโยบายของกระทรวงศกษาธการและนโยบายของรฐบาลในปจจบนและยงสอดคลองกบทศนะของ Burns (1978), Bell (2001) ทกลาวถงการเปนแบบอยางดานคณธรรมนนจะตองมการยกระดบความประพฤต (Conduct) หรอการเปนแบบอยางดานคณธรรม ซงเปนพลวตรของภาวะผน าเชงคณธรรม จะท าใหทงผน าและผตามบรรลถงผลส าเรจสงสดและเกดการยอมรบ ชมชม และพงพาอาศยซงกนและกน มความนอบนอม ไมเหนแกตว การควบคมอารมณของตน มความรก ความเมตตา ปรารถนาดตอผอน สงเสรมใหครและนกเรยนมคณลกษณะเชงคณธรรม และมความเคารพนอบนอม การแสดงกรยาทาทางทสภาพ นมนวล ไมหยาบกระดาง ไมท าทาหยงยโส รจกแสดงความเคารพผใหญกวา อกทง Moorhouse (2002) ยงไดกลาวถง ลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม จะตองเปนเปนแบบอยางดานคณธรรม นนคอ การเปนผมพฤตกรรมตามหลกศาสนา การ

Page 187: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

175

เปนผทพงพาอาศยไดเปนทปรกษาใหกบเพอนรวมงานคอยใหค าแนะน ารวมถงการกระตนสงเสรมใหประพฤตปฏบตตนอยในกรอบศลธรรม และไมเหนแกตว เปนการชวยเหลอสงเคราะหแกกน ไมเหนแกตวตามโอกาสอนควรเปนการสรางเสรมสงคมใหเจรญรดหนา เนนชวยคนอนโดยไมไดคดถงประโยชนของตนเองและการเสยสละสวนตว และ National Policy Board for Educational Administration (2004) ไดเสนอเกณฑในการพจารณาภาวะผน าทมประสทธผลวาควรประกอบดวยเกณฑมาตรฐาน ซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม จะตองเปนผเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย คอ การปฏบตตามคณธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าใหบคคลอนเชอมนศรทธา ใหเกยรตตอผอนดวยความจรงใจ มความเคารพนอบนอม ปฏบตอยางยตธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม ปฏบตตามจรยธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการตดสนใจบนพนฐานของจรยธรรมและใชหลกการบรหารอยางถกตอง ซงสอดคลองกบบรบทสงคมไทย ซงส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต (2544) ไดก าหนดเกณฑคดเลอกผบรหารตนแบบเพอการปฏรปการเรยนรไว 3 เกณฑ ซงใน 3 เกณฑนนซงไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานการเปนแบบอยางดานคณธรรมประกอบดวย ดงน 1) การอทศตนใหกบการปฏบตงานอยางตอเนอง 2) การครองตนทด ไมเกยวของกบอบายมข 3) ไดรบการยอมรบ ไดรบความศรทธาดานคณธรรม มความนอบนอม

5.2.3.2 องคประกอบของความยตธรรม (JUS) ผลการวจยพบวา ทง 3 องคประกอบยอย มคาเปนบวก มคาตงแต 0.78-0.84 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ มความถกตอง (JUS3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.84 ความชอบดวยเหตผล (JUS2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.81 และความเทยงธรรม (JUS1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.78นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 12 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.52-0.91 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ทงนอาจเปนผลเนองจากส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2558) มการก าหนดนโยบายในการบรหารจดการศกษาดวยความยตธรรม การบรหารงานดวยความเสมอภาค เปนกลาง และยตธรรมกบทกคน ซงท าใหลดความขดแยงภายในโรงเรยนได เชนเดยวกบทศนะของ Kohlberg (1981) , Covey (1991) , Nancy (2001) , Moorhouse (2002) , Fullan (2003) ทกลาวไววา คณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรม ตองยดความถกตองเปนหลก ถกตองตามกฎหมาย หรอ กฎ ระเบยบ ขอบงคบ การตดสนใจทถกตอง การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ ไมปลอยใหสงทผดพลาดหรอขอบกพรองนน าไปสขอไดเปรยบ เปนผมความเปนธรรม การบรการทใหความเสมอภาค การปฏบตตนดวยความ

Page 188: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

176

เทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคตค านงถงพรรคพวกของตนเองและทส าคญจะตองใหความเปนธรรมกบทกฝายกลาง เปนผทมบคลกนาเกรงขาม เปนผทพงพาอาศยได เปนผไมมอคต ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) คอการบรการทใหความเสมอภาค เชนเดยวกบ National Policy Board for Educational Administration (2004) ไดเสนอเกณฑในการพจารณาภาวะผน าทมประสทธผลวาควรประกอบดวยเกณฑมาตรฐาน ดานความยตธรรมคอการปฏบตอยางยตธรรม ผบรหารตองมศกยภาพในการท าความเขาใจความแตกตางระหวางบคคลของนกเรยน ตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรม และยงสอดคลองกบส านกงานสภาการศกษา (2550) ไดกลาวถงภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความยตธรรมนนประกอบดวย ความเทยงธรรม การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต ใหความเปนธรรมกบทกฝายกลาง และ ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552) ไดกลาวถงความยตธรรม คอ ยดมนและยนหยดท าในสงทถกตอง (Moral Courange) โปรงใส ตรวจสอบได (Transparency and Accountability) ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) การบรการทใหความเสมอภาค และถกตอง มความเมตตาและเออเฟอเผอแผ 5 .2.3.3 องคประกอบของความ ซอสตย (HON) ผลการวจยพบวา ท ง 3 องคประกอบยอย มคาเปนบวก มคาต งแต 0.73-0.84 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ การเปดเผยความจรง (HON1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.84 การรกษาสญญา (HON2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.80 และการเคารพผอน (HON3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.73 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 12 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.52-0.89 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ทงนอาจเนองมากจากรฐบาลไดเนนย าใหประชาชนทกคนมความซอสตยตอตนเองและผอน และส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน (2555) ยงก าหนดเปนคณลกษณะอนพงประสงคของผบรหารสถานศกษาตองมความซอสตย และไดน าเสนอแนวทางธรรมาภบาลในการบรหารและจดการศกษาโรงเรยนนตบคลโดยเฉพาะ 2 ดานทเปนสงส าคญมากในขณะนคอดานการบรหารบคคล บคคลทวไป และทเปนบคลากรในโรงเรยนซงถอเปนทรพยากรทส าคญทสด ซงอาจกลาวไดวา “บคลากรในโรงเรยนมความส าคญตอการบรหารฯ” เพราะบคลากรฯเปนผรบผดชอบฯและด าเนนการเกยวกบปจจยตาง ๆ ทง วสด อปกรณ และการจดการตาง ๆ เพอการบรหารจดการศกษาในโรงเรยนใหประสบกบความส าเรจไดนน ผบรหารฯตองสรางภาวะผน าและควรยดหลกวชาทไดศกษาเลาเรยนมาบรณาการไปสการปฏบตทเนนการมสวนรวมอยางมงมนและจรงจง มความซอสตยสจรต ถอวาเปนเรองทส าคญทสดของการบรหาร

Page 189: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

177

เพราะจะตองท าเปนแบบอยางทด เพอใหเกดความศรทธาและเปนตวอยางทดแกบคลากร ผใตบงคบบญชา ดงค ากลาวทวา “แบบอยางทดยอมอยเหนอค าสอนอนใด” และสอดคลองกบทศนะของ Covey (1991) Moorhouse (2002) Josephson (2009) กลาวถงคณลกษณะของบคคลทมความซอสตย นนประกอบดวย การเปดเผยความจรง (Truthfulness) ความจรงใจ (Sincerity) ความตรงไปตรงมา (Candor) อยางเปดเผย (Forthrightness) และไมออมคอม (Frankness) การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ และดวยความซอสตยไมแสวงหาผลประโยชนใหแกตนเองและพวกพองดวยการใชอ านาจหนาทโดยมชอบ เปนผเชอถอไดตรงไปตรงมา ปฏบตอยางตรงไปตรงมา ทงกาย วาจา ใจ ตอตนเองและผอน เปนผทมบคลกนาเกรงขาม เปนผทพงพาอาศยได และ เปนผไมมอคต และส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน (2552) ไดกลาวถงความซอสตย ประกอบดวย ความซอสตยสจรตและมความรบผดชอบ (Integrity and Responsibility) โปรงใส ตรวจสอบได (Transparency and Accountability) ไมเลอกปฏบต (Non-discrimination) 5.2.3.4 องคประกอบของความเมตตา (KIN) ผลการวจยพบวา ทง 4 องคประกอบยอย มคาเปนบวก มคาตงแต 0.60-0.90 มนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคาเรยงล าดบจากคาน าหนกองคประกอบมากไปหานอยคอ ความเออเฟอเผอแผ (KIN3) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.90 ความปรารถนาด (KIN1) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.86 ความหวงใยผอน (KIN2) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.85 และเหนอกเหนใจ (KIN4) มคาน าหนกองคประกอบเทากบ 0.60 นอกจากนน คาน าหนกองคประกอบของตวบงชในแตละองคประกอบยอย รวม 17 ตวบงช มคาเปนบวก มคาตงแต 0.47-0.95 และมนยส าคญทางสถตทระดบ .01 ทกคา ท งนอาจเนองมากจากในการวจย ไดรบการศกษาจากทฤษฎและผลงานวจยทหลากหลายแหลง มการสงเคราะหเพอการคดสรรไวในโมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน อยางค านงถงความตรง (Validity) ของเนอหาหรอของตวแปรทศกษาในทกขนตอน ทงในขนตอนการก าหนดองคประกอบหลก องคประกอบยอย และนยามเชงปฏบตการเพอก าหนดเปนตวบงช และสอดคลองกบผลการศกษาของ Covey (1991) Sergiovanni (1992) Moorhouse (2002) ไดกลาวถงคณลกษณะของภาวะผน าเชงคณธรรม ดานความเมตตา ประกอบดวย ดงน คอ มความเขาใจผอนการรสกวาเปนมตรกบเพอนมนษย รจกเอาใจเขามาใสใจเรา (Considerration for other) การนบถอคนอน ๆ การพยายามเอาใจเขามาใสใจเรา การมความปรารถนาดตอคนอน ซงจะท าใหเรารสกเปนมตร เปนสวนหนงของชมชนหรอสงคมโลก ท าใหเรามสขภาพจตทดทเปนผลดตอสขภาพทางรางกาย ความปรารถนาดตอผอนปรารถนาใหเปนสข การมความปรารถนาดตอคนอน ชวยเหลอผอนใหพนทกข ยนดกบความสขความส าเรจทผอนไดรบ มความเออเฟอเปนผใหเมอมผตองการความชวยเหลอ ตองการ

Page 190: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

178

ชวยเหลอใหทกคนประสบประโยชนและความสข แสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ มนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยท าประโยชนสข ปลดเปลองทกขผอน ชวยเหลอแนะน าตกเตอน หามปราม ใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต มความเออเฟอเผอแผและเสยสละ

จากผลการวจย แสดงใหเหนวา โมเดลความสมพนธเชงโครงสรางตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐาน ซงประกอบดวย 4 องคประกอบหลก 14 องคประกอบยอย และ 62 ตวบงช ทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยเปนโมเดลทมประโยชนตามทก าหนดไวในบทท 1 ดงน (1) ชวยใหไดองคความรใหมทมความเหมาะสมสอดคลองกบบรบทสงคมไทย ทสามารถน าไปเปนแหลงอางองเพอการวจยตอเนองหรอพฒนาใหสมบรณใหดยงขนตอไปในอนาคต (2) สามารถน าไปใชเพอการวจยประเภทอนตอไปได เชน การสรางโมเดลสมการโครงสราง การวจยและพฒนา หรอการวจยเชงปฏบตการ เปนตน (3) ชวยใหเกดคณสมบตมความสามารถในการยอขอมล (Data Reduction) อยในรปแบบทงายตอการน าไปใชประโยชน ลดความซ าซอนของขอมล เปนการจดขอมลอยางสรป ท าใหองคการสามารถน าไปใชตดตาม ทบทวน และตดสนใจตอการด าเนนงานขององคการไดและมคณสมบตทสามารถน าไปใชไดกบทกระดบ ไมวาจะเปนองคการ ระดบประเทศ หรอในหนวยงานยอย (4) ใชเปนแนวทางในการวางแผนหรอสรางเกณฑประเมนภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานเพอก าหนดจดเดนจดดอยในการพฒนาบคลากรไดอยางสอดคลองกบปญหา เพอชวยลดปญหาความไมมคณภาพของผบรหารสถานศกษาได (5) ใชเปนประโยชนในดานการตดตามภารกจ (Monitoring) เพอใชประกอบการตดสนใจ และการประเมนผล (Evaluation) การด าเนนงานวาบรรลวตถประสงคทตงไวมากนอยเพยงใด และเพอเพมประสทธภาพของสถานศกษาอนจะสงผลถงคณภาพการศกษาไทยในอนาคตอยางตอเนองและเกดความย งยน โดยมองคประกอบหลกและองคประกอบยอยแสดงดงภาพท 5-2

Page 191: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

179

ภาพท 5-2 องคประกอบหลก และองคประกอบยอยของตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน

5.3 ขอเสนอแนะ จากผลการวจยดงกลาว มขอเสนอแนะหลก 3 ประการ คอ ขอเสนอแนะเกยวกบการน า

ผลการวจยไปใชประโยชน ขอเสนอแนะเชงนโยบายเพอเปนประโยชนในการก าหนดนโยบาย กรอบแนวทางในการพฒนาคณภาพการจดการศกษาของหนวยงานตนสงกด ขอเสนอแนะเกยวกบประเดนปญหาทควรศกษาวจยตอไปในอนาคตดงตอไปน 5.3.1 ขอเสนอแนะเกยวกบการน าผลการวจยไปใชประโยชนโดยภาพรวมควรสงเสรมใหน าโมเดลทพฒนาขนไปใชเปนแนวทางการพฒนาภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานได ทงในระดบองคประกอบหลก องคประกอบยอย และระดบตวบงช เนองจากผลการวจยพบวา โมเดลทพฒนาขนมความสอดคลองกบขอมลเชงประจกษ โดยการน าโมเดลไปใชเปนแนวทางการพฒนาน น ควรค านงถงความส าคญขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช ทผลการวจยพบวา มคาน าหนกองคประกอบจากมากไปหานอยดงน

5.3.1.1 สงเสรมและพฒนาองคประกอบหลก ความยตธรรม ความซอสตย การเปน

Page 192: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

180

แบบอยางดานคณธรรม และความเมตตา ตามล าดบ 5.3.1.2 องคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม ควรใหความส าคญกบองคประกอบยอย การอทศตน ความฉลาดทางอารมณ ความไมเหนแกตว และความนอบนอม ตามล าดบ 5.3.1.3 องคประกอบหลกความยตธรรม ควรใหความส าคญกบองคประกอบยอยความถกตอง ความชอบดวยเหตผล และความเทยงธรรม ตามล าดบ 5.3.1.4 องคประกอบหลกความซอสตย ควรใหความส าคญกบองคประกอบยอยการเปดเผยความจรง การรกษาสญญา และการเคารพผอน ตามล าดบ 5.3.1.5 องคประกอบหลกความเมตตา ควรใหความส าคญกบองคประกอบยอยความเออเฟอเผอแผ ความปรารถนาด ความหวงใยผอน และเหนอกเหนใจ ตามล าดบ 5.3.1.6 องคประกอบยอยความนอบนอม ควรใหความส าคญกบตวบงชมจตใจออนโยน เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.7 องคประกอบยอยความไมเหนแกตว ควรใหความส าคญตวบงช คดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.8 องคประกอบยอยความฉลาดทางอารมณ ควรใหความส าคญตวบงช แสดงความคดและการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผลเพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.9 องคประกอบยอยการอทศตน ควรใหความส าคญตวบงชมการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.10 องคประกอบยอยความเทยงธรรม ควรใหความส าคญตวบงชปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมาสอดคลองกบความเปนจรง และ วางตวและใจทเปนกลางไมมอคต เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.11 องคประกอบยอยความชอบดวยเหตผล ควรใหความส าคญตวบงชพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณนนคอ ตองมขอมลทถกตองชดเจนและครบถวนเพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.12 องคประกอบยอยความถกตอง ควรใหความส าคญตวบงชมไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบนนใหกบตนเอง เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.13 องคประกอบยอยการเปดเผยความจรง ควรใหความส าคญตวบงชใชใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน

Page 193: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

181

5.3.1.14 องคประกอบยอยการรกษาสญญา ควรใหความส าคญตวบงช ปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบ เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.15 องคประกอบยอยการเคารพผอน ควรใหความส าคญตวบงชไมใหรายผอน เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.16 องคประกอบยอยความปรารถนาด ควรใหความส าคญตวบงชชวยเหลอแนะน าตกเตอน เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.17 องคประกอบยอยความหวงใยผอน ควรใหความส าคญตวบงชใหความใสใจผอนเพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.18 องคประกอบยอยความเออเฟอเผอแผ ควรใหความส าคญตวบงชมน าใจการแบงปนสงตางๆใหแกผอน เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน 5.3.1.19 องคประกอบยอยความเหนอกเหนใจ ควรใหความส าคญตวบงชมรบรเขาใจความรสกและความตองการของผอน เพราะมคาน าหนกองคประกอบสงกวาตวบงชอน

5.3.2 ขอเสนอแนะเชงนโยบายเพอเปนประโยชนในการก าหนดนโยบาย กรอบแนวทางในการพฒนาคณภาพการจดการศกษาของหนวยงานตนสงกด ผวจยจงเสนอแนะดงน

5.3.2.1 กระทรวงศกษาธการ และ ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน สามารถน าตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานในการก าหนดนโยบาย วตถประสงค เปาหมาย ของการพฒนากอนแตงตงผบรหารสถานศกษา รวมทงการจดสรรทรพยากรในการพฒนาภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานซงจะสงผลตอการพฒนาคณภาพการจดการศกษาใหมมาตรฐานตามมาตรฐานการศกษาชาตและมาตรฐานสากล

5.3.2.2 ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน สามารถน าตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานใชเปนกรอบในการก ากบ ตดตาม ตรวจสอบประเมนผลการด าเนนงานการจดการศกษาซงสอดคลองกบการด าเนนงานตามระบบการประกนคณภาพภายในของสถานศกษา

5.3.2.3 สามารถน าตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานซงเปนผลทไดจากการวจยครงน ใชเปนแนวทางในการก าหนดตวบงชมาตรฐานส าหรบการพฒนาผบรหารสถานศกษา ตลอดจนการน าไปใชในการก าหนดเปนตวบงชมาตรฐานส าหรบผบรหารสถานศกษา

Page 194: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

182

5.3.3 ขอเสนอแนะเกยวกบประเดนปญหาทควรศกษาวจยตอไปในอนาคตเพอประโยชนทางวชาการและทางการบรหารทใหไดองคความรและขอยนยนทกวางขวางชดเจนยงขน ผวจยจงเสนอแนะดงน

5.3.3.1 ควรมการวจยเชงคณภาพเกยวกบภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน เนองจากการวจยในครงน ผวจยสนใจเฉพาะตวแปรทเปนพฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน ในเรองของภาวะผน าเชงคณธรรมดงนน หากมการเกบขอมลเชงคณภาพจะมประโยชนในการอธบายภาวะผ น าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานไดชดเจนยงขน

5.3.3.2 ควรท าการวจยเชงปฏบตการแบบมสวนรวม (Participatory Action Research) โดยอาจน าเอาผลการวจยนเปนแนวทาง เชน การพฒนาในตวบงชทพบวา มคาเฉลยมาก รวมถงการพฒนาองคประกอบทมคาน าหนกองคประกอบมาก

5.3.3.3 ควรท าการศกษาวจยและพฒนา (Research and Development)โดยใชโมเดลทไดรบการทดสอบจากงานวจยนเปนแนวทาง เพอใหไดโปรแกรมในการฝกอบรมพฒนาผบรหารสถานศกษาใหมคณลกษณะภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานอนจะสงผลถงคณภาพการศกษาตอไป

5.3.3.4 ควรมการวจยเกยวกบการสรางแบบวดและประเมนตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานทง 62 ตวบงช เพอใหไดเครองมอการวดภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐานและเพอใหผบรหารใชเปนเครองมอในการพฒนาตนเองพฒนาครและพฒนาผเรยนตอไป

5.3.3.5 ควรมการวจยเกยวกบการพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาในสงกดอน เพอใหไดตวบงชภาวะผ น าเชงคณธรรมส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐานทเหมาะสมกบบรบทนนๆ

Page 195: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บรรณานกรม

กนกวรรณ กอบกลธนชย. (2546). ความสมพนธระหวางเชาวนอารมณ ภาวะผน า กบผลการ ปฏบตงานของหวหนางานในโรงงานอตสาหกรรมอเลกทรอนกส. วทยานพนธปรญญา วทยาศาสตรมหาบณฑต สาขาวชาจตวทยาอตสาหกรรม บณฑตวทยาลย มหาวทยาลย เกษตรศาสตร. กนกอร สมปราชญ. (2546). ภาวะผน าทางการศกษา. ขอนแกน: ภาควชาการบรหารการศกษา คณะศกษาศาสตร มหาวทยาลยขอนแกน. . (2548). องคการและการพฒนาองคการ. ขอนแกน: ภาควชาการบรหารการศกษา คณะศกษาศาสตร มหาวทยาลยขอนแกน. กรมสขภาพจต. (2543). คมอความฉลาดทางอารมณ. กรงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสข. กระทรวงศกษาธการ. (2542). พระราชบญญตการศกษาแหงชาต พ.ศ. 2542. กรงเทพฯ: โรงพมพ

องคการรบสงสนคา และพสดภณฑ. กระทรวงศกษาธการ. (2553ก). ศาสนาสสถานศกษา. สบคนเมอ 4 ตลาคม 2559, เขาถงไดจาก

http://www.vcharkarn.com/vblog/16268/12 _________. (2553). ค าสงกระทรวงศกษาธการท สป. 719/2553 เรอง มอบหมายหนาท ความ

รบผดชอบในการตรวจราชการของผตรวจราชการกระทรวงศกษาธการ. สบคนเมอ 27 กมภาพนธ 2560, จาก http://www.inspec.moe.go.th/home/index.php/2010-12-21-04-50- 15.html.

กฤฏอธป ใจปล า. (2544). การศกษาความฉลาดทางอารมณ ของผบรหารโรงเรยนประถมศกษา ส านกงานการประถมศกษาจงหวดก าแพงเพชร. วทยานพนธปรญญาครศาสตรมหา บณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยราชภฎก าแพงเพชร. กลยา วานชยบญชา . (2552). สถตส าหรบงานวจย. พมพครงท 4. กรงเทพฯ : โรงพมพแหง จฬาลงกรณมหาวทยาลย. เกรยงศกด เจรญวงศศกด. (2539). ลกษณะชวตสความส าเรจ 2 . กรงเทพฯ: เอช.เอน กรป จ ากด. _________. (2543). การจดการเครอขาย: กลยทธสความส าเรจ.กรงเทพฯ: ซคเซส. ไกศษฏ เปลรนทร. (2552). การพฒนาตวบงชภาวะผน าทางวชาการส าหรบผบรหารสถานศกษาขน

พนฐาน. วทยานพนธปรญญาศกษาศาสตรดษฎบณฑต สาขาการบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยขอนแกน.

Page 196: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

184

คณะกรรมการการศกษาแหงชาต. (2542, 2545, 2553). พระราชบญญตการศกษาแหงชาต พ.ศ. 2542 และทแกไขเพมเตม (ฉบบท 2) พ.ศ. 2545 และทแกไขเพมเตม (ฉบบท 3) พ.ศ. 2553.

จ าเรญ จตรหลง. (2552). การวเคราะหขอมลทางสถตและการวจยทางการศกษาโดยใชโปรแกรม ลสเรล. วารสารศกษาศาสตร มหาวทยาลยสงขลานครนทร วทยาเขตปตตาน, 20(1), 17- 34. จ าเรญรตน เจอจนทร. (2548). จรยศาสตร: ทฤษฎจรยธรรมส าหรบนกบรหารการศกษา. กรงเทพฯ: โอเดยนสโตร. จตมา วรรณศร. (2550). รปแบบความสมพนธเชงสาเหตของปจจยทสงผลตอวสยทศนของ ผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน. วทยานพนธปรญญาศกษาศาสตรดษฏบณฑต สาขาวชา การบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยนเรศวร. ชยสทธ สวนวรรณ. (2544). การศกษาความสมพนธระหวางความฉลาดทางอารมณของผบรหาร โรงเรยนกบขวญในการปฏบตงานของครผ สอนในโรงเรยนสงกดส านกงานการ ประถมศกษา จงหวดนนทบร. วทยานพนธปรญญาครศาสตรมหาบณฑต สาขาวชาการ บรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยบรพา. ชาญชย อาจนสมาจาร. (ม.ป.ป.). พฒนาตนเองสความเปนผบรหาร. กรงเทพฯ: พมพทอง. ชวน ออนลออ. (2553). การพฒนาตวบงชภาวะผน าการเปลยนแปลงของผบรหารมหาวทยาลย เอกชนในประเทศไทย. วทยานพนธปรญญาการศกษาดษฎบณฑต สาขาวชาการบรหาร การศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยขอนแกน. เชวงศกด พฤษเทเวศ. (2553). การพฒนาภาวะผน าเชงกลยทธของผบรหารส านกงานเขตพนท

การศกษา. วทยานพนธปรญญาการศกษาดษฎบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยขอนแกน.

ณฐชา วทยพเชฐสกล. (2548). ความสมพนธระหวางเชาวนอารมณกบความผกพนตอองคการ กรณศกษา: บรษทเอกชนแหงหนง อ าเภอศรราชา จงหวดชลบร. วทยานพนธปรญญา การจดการมหาบณฑต สาขาวชาการจดการทรพยากรมนษย บณฑตวทยาลย หาวทยาลย บรพา. ณฐวฒ เตมยสวรรณ. (2550). ปจจยบางประการทสงผลตอภาวะผน าการเปลยนแปลงของ ผ บรหารตวแทนบรษท เมองไทยประกนชวต จ ากด ในเขตกรงเทพมหานคร. วทยานพนธปรญญาการศกษามหาบณฑต สาขาวชาการวจยและสถตทางการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยศรนครนทรวโรฒ.

Page 197: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

185

ตช นท ฮนท.(2542). เมตตาภาวนา ค าสอนดวยรก (ธารา รนศานต, ผแปล). กรงเทพฯ: มลนธโกมล คมทอง. ทวศกด ญาณประทปและธงทอง จนทรางศ.(2532). พจนานกรมฉบบเฉลมพระเกยรต 2530.

กรงเทพฯ: ไทยวฒนาพานช. ทองทพภา วรยะพนธ. (2551). การบรหารทมงานและการแกปญหา. กรงเทพฯ: สหธรรมก จ ากด. ทตยา สวรรณชฎ. (2517). สงคมวทยา. กรงเทพฯ: ส านกวจย สถาบนบณฑตพฒนบรหารศาสตร. ทศนย นอยวงศและรอยเอกหญงมารดา พรวฒเวทย. (2539) ธรรมะกบการบรหาร.

วทยานพนธศกษาศาสตรมหาบณฑต สาขาการบรหารการศกษา มหาวทยาลยนเรศวร. ทองใบ สดชาร. (2551). ภาวะผน า: กลไกขบเคลอนองคการแหงการเรยนร. พมพครงท 3. อบลราชธาน: คณะบรหารธรกจการจดการ มหาวทยาลยราชภฏอบลราชธาน. ธงชย ถาวร. (2546). ความสมพนธระหวางความฉลาดทางอารมณกบพฤตกรรมผน าของผบรหาร สถานศกษาขนพนฐานในจงหวดนนทบร. วทยานพนธปรญญาศกษาศาสตรมหาบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช. ธนา ประมขกล. (2544). เครอขาย. วารสารสงเสรมสขภาพและอนามยสงแวดลอม ปท 24 ฉบบท 3 กค-กย 2544. ธน กลชล. (2523). มนษยพฤตกรรมและการเรยนรในการฝกอบรม. เอกสารประกอบการบรรยาย

การฝกอบรมหลกสตร การบรหารงานฝกอบรม. ธานนทร กรยวเชยร. (2547). คณธรรมและจรยธรรมของผบรหาร. ศนยสงเสรมจรยธรรม

สถาบนขาราชการพลเรอน ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน.นนทบร, พมพครงท 1

ธระ รญเจรญ. (2545) ผบรหารสถานศกษามออาชพ: ศกยภาพเพอการเรยนร. มหาวทยาลยวงษ ชวลตกล. ส านกพมพขาวฟาง. ธรานตย สนตพฤทธ. (2546). ความสมพนธระหวางเชาวนอารมณกบบคลกภาพความเปนผน า ของนกวชาการสาธารณสข ในเขต 12. วทยานพนธปรญญาการศกษามหาบณฑต สาขาวชา การวดผลการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยทกษณ. นงลกษณ วรชชย. (2542). โมเดลรสเรล: สถตวเคราะหส าหรบการวจย. พมพครงท 3. กรงเทพฯ:

โรงพมพจฬาลงกรณมหาวทยาลย. ________. (2545). การพฒนาตวบงชส าหรบการประเมนคณภาพการบรหารและการจดการเขต

พนทการศกษา. กรงเทพฯ: ธารอกษร.

Page 198: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

186

________. (2548). แนวโนมการวจยในยคสงคมความร. วารสารบรหารการศกษา มหาวทยาลย ขอนแกน, 1 (2).

นพปกล พงศศรวรรณ. (2555). การปฏบตเพอพฒนาความเมตตา: กรณศกษานกบวชสถานปฏบต ธรรมหมบานพลม. วารสารมนษยศาสตรสาร ปท 13 ฉบบท 2. คณะมนษยศาสตร มหาวทยาลยเชยงใหม.

นคม นาคอาย. (2549). องคประกอบคณลกษณะผน าเชงอเลกทรอนกสและปจจยทมอทธพลตอ ประสทธผลของผน าเชงอเลกทรอนกสส าหรบผ บรหารสถานศกษาขนพนฐาน. วทยานพนธปรญญาการศกษาดษฎบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑต วทยาลย มหาวทยาลยศรนครนทรวโรฒ. นตย สมมาพนธ. (2546). ภาวะผน า: พลงขบเคลอนองคกรสความเปนเลศ (Leadership: The energy that drives your organization towards excellence) . กรง เทพฯ : อ นโนกราฟ ฟกส. นนฐณ ศรธญญา. การจดการความร: กลยทธในการประยกตใชความรสคณภาพงาน. สบคนเมอ 1

กนยายน 2558, จาก http://www.nfe.go.th/0405/NFE-note/nattenee07.htm นทฮนท, ตช (เขยน) รสนา โตสตระกล (แปล). (2542). เมตตาภาวนาค าสอนวาดวยรก. กรงเทพฯ:

มลนธโกมลคมทอง. บญเจอ จฑาพรรณาชาต. (2544). ความสมพนธระหวางวสยทศนของผบรหารสถานศกษา บรรยากาศองคการกบความผกพนตอองคการของครผสอนในโรงเรยนประถม ศกษา สงกดส านกงานการประถมศกษา จงหวดนครราชสมา. วทยานพนธปรญญาการศกษา มหาบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยศรนครนทรว โรฒ. บรชย ศรมหาสาคร. (2548). มขบรหารสการเปนผ น า เลม 1. กรงเทพฯ: โรงพมพครสภา ลาดพราว. ประโยชน คปตกาญจนากล และณฐวฒ สวรรณทพย. (2552). วกฤตคณภาพการศกษาไทย บน

เสนทางปฏรปการศกษา ในทศวรรษท 2. มหาวทยาลยราชภฏสราษฎรธาน. มตชน รายวน วนท 08 พฤศจกายน พ.ศ. 2552 ปท 32 ฉบบท 11565.

ประชด สกณะพฒน และอดม เชยกวงศ. (2549). วนส าคญ. กรงเทพฯ: ภมปญญา. ประชม รอดประเสรฐ. (2535). นโยบายและการวางแผน; หลกการและทฤษฎ. กรงเทพฯ: เนตกล

การพมพ.

Page 199: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

187

ปราชญา กลาผจญ; และพอตา บตรสทธวงศ. (2550). การบรหารทรพยากรมนษย. กรงเทพฯ: ก. พลการพมพ

ปองภพ ภจอมจตร. (2557). การพฒนาตวบงชภาวะผน าแบบใฝบรการของผบรหารสถานศกษาขน พนฐาน. วทยานพนธ ครศาสตรดษฎบณฑต สาขาการบรหารจดการการศกษา บณฑต วทยาลย มหาวทยาลยราชภฏมหาสารคาม.

Ekonomiz. (ม.ป.ป.). “ผน า” ในฝนของสงคมไทย. สบคนเมอ 20 ตลาคม 2558 เขาถงไดจาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/ 2005q4/article2005nov03p2.htm เปลอง ณ นคร. (ม.ป.ป.). พจนานกรมไทย-ไทย สบคนเมอ 2 กนยายน 2559, เขาถงไดจาก

http://guru.sanook.com/ search พรนพ พกกะพนธ.(2544). ภาวะผน าและการจงใจ. กรงเทพฯ: จามจรโปรดกส. พระราชปรยตโมล. (2554). การบรหารกจการคณะสงฆของเจาอาวาสในเขตปกครองคณะสงฆ จงหวดสพรรณบร. วทยานพนธหลกสตรปรญญาพทธศาสตรมหาบณฑต สาขาวชาการ

จดการเชงพทธ บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยมหาจฬาลงกรณราชวทยาลย. พระเมธธรรมาภรณ. (2541). คณธรรมส าหรบนกบรหาร. กรงเทพฯ: โรงพมพมลนธพทธธรรม. พระไพศาล วสาโล. (2556). เตมเตมชวตดวยจตอาสา. กรงเทพฯ: เครอขายพทธกา. พชาย รตนดลก ณ ภเกต. (2552). องคการและการบรหารจดการ. นนทบร: ธงค บยอนด บคส. พเชษฐ วงศเกยรตขจร. (2553). ผน าการบรหารยคใหม. กรงเทพฯ: ปญญาชน. พฒนจ โกญจนาท. (2542). การสรางวสยทศนของผบรหารยคใหม. วารสารเพมผลผลต, 39(1), 23-26. พทยา สายห. (ม.ป.ป.). การพฒนาสงคม. สบคนเมอ 29 กนยายน 2558, เขาถงไดจาก

http://www.wiruch.com/ articles% 20for%20article/article%20meaning%20andpdf เพชรนอย สงหชางชย. (2549). หลกการและการใชสถตการวเคราะหตวแปรหลายตว ส าหรบการ

วจยทางการพยาบาล. พมพครงท 3. สงขลา: ชานเมองการพมพ. ไพฑรย สนลารตน. (2553). ผน าเชงสรางสรรคและผลตภาพ: กระบวนทศนใหมและผน าใหม ทางการศกษา. กรงเทพฯ: โรงพมพแหงจฬาลงกรณมหาวทยาลย. มณนภา ชตบตร.(ม.ป.ป.). ผบรหารสถานศกษากบการวจย. สบคนเมอ 1 กนยายน 2559 เขาถงได

จาก www.superbk3.net/ learning/research.doc มานส ศกด. (2551). กลยทธทสงผลตอการใชผลการประเมนคณภาพภายในและภายนอกในการ

ปฏบตงานของคร. วทยานพนธ ครศาสตรมหาบณฑต ภาควชาวจยการศกษา คณะคร ศาสตร จฬาลงกรณมหาวทยาลย.

Page 200: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

188

ดวงเดอน พนธมนาวน. (2551). ทฤษฎตนไมจรยธรรมกบพฤตกรรมการท างานของขาราชการไทย. มมป. (เอกสารอดส าเนา).

รตตกรณ จงวศาล. (2545). ปจจยดานเชาวอารมณบคลกภาพและภาวะผน าทสงผลตอความ พงพอใจในการท างานของผใตบงคบบญชาและผลการปฏบตงานของหวหนาระดบกลาง ในองคกรธรกจรฐประศาสนศาสตร. วารสารรฐประศาสนศาสตร, 1(3), 77-111. ราชกจจานเบกษา. (2553). ประกาศกระทรวงศกษาธการ เรอง การก าหนดเขตพนทการศกษา มธยมศกษา. เลม 127 ตอนพเศษ 98 ง ลงวนท 18 สงหาคม 2553. ราชบณฑตยสถาน. (2542). พจนานกรมภาษาไทย. กรงเทพฯ: ส านกพมพอกษรเจรญทศน. _______. (2547). พจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2542. กรงเทพฯ: นานม บคส

พบลเคชนส. เลศชาย ชรตน. (ม.ป.ป.). ทกษะการท างานเปนทมเพอความส าเรจ. สบคนเมอ 27 กนยายน 2558

จาก http://nctc.oncb. go.th/new/images/stories/article/lerdchai.pdf วนดา ปรยอนกล. (2549). ความฉลาดทางอารมณของผบรหารสถานศกษา สงกดส านกงานเขต พนทการศกษาจนทบร. วทยานพนธปรญญาการศกษามหาบณฑต สาขาวชาการบรหาร การศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยบรพา. วทยากร เชยงกล. (2553). รายงานสภาวะการศกษาไทย ป 2551/2552 บทบาทการศกษากบการ พฒนาทางเศรษฐกจ และสงคม. กรงเทพฯ: ว.ท.ซ. คอมมวเคชน. วรภาส ประสมสข และนพนธ กนาวงศ. “หลกการบรหารการศกษาตามแนวพทธ”. วารสาร

ศกษาศาสตร ปท 18 (พฤศจกายน 2549-มนาคม 2550): 63. วรารตน กลนหน.(2553). เทคนคในการบรหารคนในการท าใหไดรบการยอมรบในความเปนผน า.

บทความ สบคนเมอ 1 พฤศจกายน 2558 เขาถงไดจากhttp://www.kroobannok.com/ blog/38947.

วภาส ทองวสทธ. (2552). พฤตกรรมองคการ. กรงเทพฯ: อนทภาษ. วรช สงวนวงศวาน. (2547). การจดการและพฤตกรรมองคการ. กรงเทพฯ: เพยรสน เอดดเคชน อนโดไซนา. วทยากร เชยงกล. (2551). รายงานสภาวะการศกษาไทย 2550/2551 ปญหาความเสมอภาคและ

คณภาพของการศกษาไทย. สบคนเมอ 20 สงหาคม 2559. เขาถงไดจาก http://witayakornclub.wordpress.com.

วเศษ ชณวงศ. (2549). ผน าการเปลยนแปลง. สบคนเมอ 22 กนยายน 2558 เขาถงไดจาก http://www.itie.org/eqi/modules. php?name=Forums&file=viewtopic&t=1261

Page 201: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

189

วฒพงศ ถายะพงค. (ม.ป.ป.). สขงานสขใจ. บทความ สบคนเมอ 1 พฤศจกายน 2558 เขาถงไดจาก http://www.suanprung.go.th/article_new/suanprung.php?id=110

วโรจน สารรตนะ. (2548). โรงเรยน การบรหารสความเปนองคการแหงการเรยนร. พมพครงท 5 กรงเทพฯ: ทพยวสทธ

_______. (2553). ผบรหารโรงเรยน: สามมตการพฒนาวชาชพสความเปนผบรหารทม ประสทธผล. พมพครงท 7. กรงเทพฯ: ทพยวสทธ.

_______. (2553). การวจยทางการบรหารการศกษา: แนวคดและกรณศกษา. ขอนแกน: โรงพมพ คลงนานาวทยา.

________. (2557). ภาวะผน า:ทฤษฎและนานาทศนะรวมสมยปจจบน. กรงเทพฯ: ทพยวสทธ. ________. (2558). การวจยทางการบรหารการศกษา: แนวคด แนวปฏบตและกรณศกษา. พมพครง

ท 4. (E-book) กรงเทพฯ: ทพยวสทธ. วรยทธ จนสคง. (ม.ป.ป.). ลกษณะของการเปนผน า. สบคนเมอ 21 ตลาคม 2558 เขาถงไดจาก http://sites.google.com/site/peachidtinnabutr/weerayut49 ศกดไทย สรกจบวร. (2549). การแสวงหาและแนวทางการพฒนาภาวะผน าของผบรหารมออาชพ กรณผบรหารการศกษาและผบรหารสถานศกษา. กรงเทพฯ: สวรยาสาสน. ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน. (2549). แนวทางการบรหารหลกสตรและการเรยน

การสอนตามหลกสตรการศกษาขนพนฐาน พทธศกราช 2544. กรงเทพฯ: ส านกวชาการ และมาตรฐานการศกษา.

________. (2553). คมอการประเมนสมรรถนะผบรหารสถานศกษา (ฉบบปรบปรง พ.ศ. 2553). สบคนเมอ 5 สงหาคม 2558, เขาถงไดจาก http://www.kroobannok.com/27638

________. (2558). ขอมลจ านวนผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน. สบคนเมอ 1 กนยายน 2558, เขาถงไดจาก http://doc.obec.go.th/download_form/insert_data.php.

________. (2560). UTQ-55215 จรยธรรมส าหรบผบรหาร. สบคนเมอ 5 สงหาคม 2558, เขาถงได จาก http://www.kroobannok.com/27638

ส านกงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอน. (2520). นโยบายฝกอบรม. เอกสารประกอบการ บรรยาย การ ฝกอบรมหลกสตรเจาหนาทฝกอบรม.

_______. (2555). ชดฝกอบรมหลกสตรการพฒนาคณธรรม. เอกสารประกอบการบรรยาย การ ฝกอบรมหลกสตรการพฒนาคณธรรม จรยธรรม ส าหรบผบรหาร: ภาวะผน าเชง จรยธรรม.

_______. (2559). หลกธรรมาภบาลของการบรหารกจการบานเมองทด. วสนธรา (สลธ.)

Page 202: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

190

ส านกงานคณะกรรมการพฒนาระบบราชการและสถาบนเพมผลผลตแหงชาต. (2549). คมอการ สรางกจกรรมแลกเปลยนเรยนร. สบคนเมอ 4 ตลาคม 2558, เขาถงไดจาก http://km.opdc.go.th/web_opdc/ admin/uploadfiles/ pdf/manual_activity.pdf

ส านกงานปลดกระทรวงมหาดไทย. (2551). ประมวลจรยธรรมขององคกรปกครองสวนทองถน. กรงเทพฯ. ส านกงานรฐมนตร. (2553). ครม.เหนชอบแผนการศกษาแหงชาต ฉบบปรบปรง (พ.ศ. 2552–

2559). สบคนเมอ 20 สงหาคม 2558, เขาถงไดจาก http://www.moe.go.th/websm/2010/ jan/003.html.

ส านกงานเลขาธการครสภา. (2548ก). มาตรฐานวชาชพทางการศกษา.กรงเทพฯ: โรงพมพครสภา ลาดพราว.

________. (2548ข). รายงานการศกษาเรองการก าหนดมาตรฐานความรและประสบการณวชาชพ. กรงเทพฯ: โรงพมพครสภาลาดพราว.

สมเดจพระญาณสงวร สมเดจพระสงฆราชสกล มหาสงฆปรณายก. (2522). หลกพทธศาสนา. กรงเทพ ฯ: มหามกฏราชวทยาลยในพระธรรมราชปถมภ.

สมนก เออจระพงษพนธ. (2549). ผน าการเปลยนแปลง. สบคนเมอ 22 กนยายน 2558, เขาถงไดจาก http://www.itie.org/ eqi/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1261

สมหวง พธยานวฒน. (2543). สาระส าคญของนโยบายการจดตงกองทนสงเสรมคร อาจารยและ บคลากรทางการศกษา. กรงเทพฯ: ส านกงานคณะกรรมการการศกษาแหงชาต ส านก นายกรฐมนตร.

สมชาย เทพแสง. (2552). ภาวะผน าวสยทศน: รปแบบใหมของผบรหารโรงเรยนในทศวรรษหนา. วารสารบรหารการศกษา มหาวทยาลยศรนครนทรวโรฒ, 6(11), 83-95 สมชาย เทพแสง และ อรจรา เทพแสง. (2549). ผน ายคใหม: หวใจของการปฏรป. นนทบร: เกรท เอดดเคชน. สมบต ทฆทรพย. (2547). คณธรรม-จรยธรรมส าหรบนกบรหาร. สบคนเมอ 22 กนยายน 2558, เขาถงไดจาก http://www.itie.org/ eqi/modules.php?name=Forums&file =viewtopic&t =1261 สมยศ นาวการ. (2547). ทฤษฎองคการ (Organization Theory). พมพครงท 5. กรงเทพฯ : บรรณกจ. สชาต ประสทธรฐสนธ. (2546). ระเบยบวธการวจยทางสงคมศาสตร. พมพครงท 12. กรงเทพฯ: เฟองฟาพรนตง.

Page 203: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

191

สฑาทพย รทธฤทธ. (2546). การศกษาความสมพนธระหวางองคประกอบความฉลาดทางอารมณ กบทกษะการบรหารงานของผบรหารโรงเรยนมธยมศกษาสวนกลาง สงกดกรมสามญ ศกษา. วทยานพนธปรญญาการศกษามหาบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑต วทยาลย มหาวทยาลยศรนครนทรวโรฒ. สภมาส องศโชต, สมถวล วจตรวรรณา และรชนกล ภญโญภานวฒน. (2551). สถตการวเคราะห ส าหรบการวจยทางสงคมศาสตรและพฤตกรรมศาสตร : เทคนคการใชโปรแกรม LISREL. กรงเทพฯ: มสชน มเดย. สเทพ พงศศรวฒน. (2544). “ภาวะผน าเชงจรยธรรม” เอกสารค าสอนวชาพฤตกรรมองคการ. เชยงราย:สถาบนราชภฏเชยงราย. ________. (2545). ภาวะผน า: ทฤษฎและปฏบต. กรงเทพฯ: บคสลงค. ________. (2549). คณลกษณะภาวะผน าการเปลยนแปลงในสถานศกษา. สบคนเมอ 27

กนยายน 2558, เขาถงไดจาก http://suthep.cru.in.th สเทพ ปาลสาร. (2555). การพฒนาตวบงชภาวะผน าเชงจรยธรรมของผบรหารสถานศกษา สงกด

ส านกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน. วทยานพนธ ปรชญาดษฎบณฑต สาขาวชาการบรหารการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยขอนแกน.

สวล ศรไล. (2550). “ความรเบองตนเกยวกบความคดการใชเหตผลและจรยธรรม”. เอกสาร ประกอบค าบรรยาย ณ มหาวทยาลยสวนสนนทา. กรงเทพฯ, มหาวทยาลยสวนสนนทา, 10 เมษายน 2550 (เอกสารอดส าเนา)

________. (2550). “คณธรรมและจรยธรรมวชาชพ”. เอกสารประกอบค าบรรยาย ณ มหาวทยาลย สวนสนนทา.กรงเทพฯ, มหาวทยาลยสวนสนนทา, 1 พฤษภาคม 2550 (เอกสารอดส าเนา)

สชาต ประสทธรฐสนธ. (2546). ระเบยบวธการวจยทางสงคมศาสตร. พมพครงท 12. กรงเทพฯ: บรษทเฟองฟาพรนตง. สทธธช คนกาญจน. (2547). การพฒนาตวบงชคณภาพของสถาบนอดมศกษาของรฐ. วทยานพนธ

ปรญญาการศกษาดษฏบณฑต สาขาวชาการทดสอบและวดผลการศกษา บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยศรนครนทรวโรฒ.

________. (ม.ป.ป.). ผน าสถานศกษากบการสรางโรงเรยนแหงการเรยนร. สบคนเมอ 29 กนยายน 2558, จาก http:// suthep.ricr.ac.th

สนนทา เลาหนนท. (2544). การพฒนาองคการ. พมพครงท 3. กรงเทพฯ: ด.ด. บคสโตร. สวฒน นยมคา. (2531). ทฤษฎและทางปฏรปในการสอนวทยาศาสตรแบบสบเสาะหาความร.

กรงเทพฯ: เจเนอรลบคสเซนเตอร.

Page 204: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

192

เสนาะ ก ลนง าม . (2551) . รปแบบให มของผ น า ในอนาคต : Leadership for the future. Management Science Journal, 1(1), 7-13. อรณ รกธรรม. (2536). พฤตกรรมองคการ. ใน ประมวลสาระชดวชาทฤษฏและแนวปฏบตในการ

บรหารการศกษา สาขาวชาศกษาศาสตร มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช. นนทบร: มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช.

________. (2543). การเปลยนแปลงพฤตกรรมภายในองคการ. ใน เอกสารการสอนชดวชา พฤตกรรมมนษยในองคการ มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช. (พมพครงท 18). กรงเทพฯ: อรณการพมพ.

อญญา ศรสมพร. (ม.ป.ป.). การพฒนาตนเองในยคโลกาภวตน. สบคนเมอ 4 ตลาคม 2558, เขาถงได จาก http://www.spu.ac.th/announcement/articles/improver.pdf อษาวด จนทรสนธ. (2550). ภาวะผน าของครในสถานศกษา.บทความวารสารศกษาศาสตร มสธ. ป

ท 1 ฉบบท 2 ธนวาคม-พฤษภาคม 2550. มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช. ________. (2551). ภาวะผน าของคร. ในประมวลสาระชดวชาประสบการณวชาชพประกาศนยบตร

บณฑต หลกสตรและการสอน หนวยท 7. นนทบร: หาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช. อทมพร จามรมาน. (2533). แนวคดเกยวกบการฝกอบรม. สบคนเมอ 27 กนยายน 2558 เขาถงได

จาก http://pirun.ku.ac.th/ ~oskr/section1_1.html) Allen,N.J., and Meyer, J.P. (1990). “Organizational socialization tactics: A longitudinal

analysis of links to newcomers’ commitment and role orientation”. Academy of Ashkanasy, N.M.,Windsor, C.A., & Treviso, L.K.(2006). Bad apples in bad barrelsre visited:

Personal factors and organizational rewards as determinants of managerial ethical decision-making. Business Ethics Quarterly.

ASEAN. (2005). Statement of the Ministers Responsible for Education. ASEAN Countries. Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall. Bar-On, R. (1997) . BarOn emotional quotient inventory: A measure of emotional intelligence. Toronto: Multi-Health System. . (2001). The BarOn emotional quotient inventory. Retrieved March 10, 2016, from http://eqi.mhs.com/about.html Barth, Roland S. (1991). Improving schools from within: Teacher, parents and principals can make the difference. San Francisco: Jossey-Bass.

Page 205: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

193

Bass, B.M. and Stogdill. Handbook of Leadership: Theory Research and Managerial Applications. 3rd ed. New York: Free Press.

Bass, B.M., & Avolio, B.J. (2000). Multifactor Leadership Questionnaire. Red wood City, CA: Mind garden. Beare, H., Caidwell Brain J., & Millkan, Ross H. (1989). Creating an excellent school. New York: Routlede. Bernard M. Bass. (1982). Stogdill’s Handbook of Leadership. New York: Free Press. Braun, Jerry Bruce. (1991). An analysis of principal leadership vision and its relationship to school climate. Dissertation abstract international, 52(4), 1139-A. Brown, M.E., & Trevino, L.K. (2006b). Role modeling and ethical leadership. Paper presented at the 2006 Academy of Management Annual Meeting .Atlanta, GA. Brown, M.E., Trevino, L.K., & Harrison, D. (2005). Ethical leadership: A social learning

perspective for construct development and testing. Organizational Behavior and Human Decision Processes.

Burns, J.M. (1978). Leadership. New York : Harper and Row. Butterfield, K.D., Trevino, L.K., & Weaver, G.R. (2000). Moral awareness in business

organizations: Influences of issue-related and social context factors. Human Relations.

Childs-Bowen, D., Moller, G., and Scrivner, J. (2000). Principals: Leaders of Leaders. NASSP Bulletin, 84(616), 27-34.

Coles, R. (2002). Lives of moral leadership: men and women to have made difference. Random house. Cook, J.D, & Wall,T. (1980). The Experience of Work. London: Academic Press, Inc. Comrey, A. L. and Lee, H. B., (1992). A first course in factor analysis. New Jersey: Erlbaum. Covey, S. R. (1991). Principle-centered Leadership. Great Britain: The Bath Press. Draft, R.L. (2001). The Leadership Experience. New York: Harcourt College Publishers. DeLameter, J. D. & Myers, D. J. (2007). Social psychology. 6th ed. Belmont, CA: Thomson/ Wadsworth.

Page 206: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

194

Farrell, A. M., and Rudd, J. M. (2011). Factor analysis and discriminant validity: A brief review of some practical issues. Retrieved January 4, 2016, from http://www.duplication.net.au/ANZMAC09/papers/ANZMAC2009-389.pdf

Fuhrman, S. H. (1999). Policy brief: Reporting on issues in education reform. Philadelphia, PA: Consortium for Policy Research in Education.

Fullan, M. (2003). The moral imperative of school leadership. Crowin Press. Moriarty. Gardner, Howard. (1987). Theory of multiple intelligences. Retrieved October 10, 2016, from htt://www.pirun.ku.ac.th/. Gold, R.Z. (1980). Introduction to bivariate and multivariable analysis. Illinois: Scott, Forman. Goleman, D. ( 1995) . Emotional intelligence it can matter more than IQ. New York: Bantam Book. . (1996). Emotional intelligent. London: Bloombury. . (1998). Working with emotional intelligence. New York: Bantam Books. . (1999). Working with emotional intelligence. New York: Bantam Book. . (2000). Leadership that gets results. Harvard Business Review, 78(2), 78-90. . (2002). The new leaders. United Kingdom: Time Warmer Books. . (2006). Friends for life: An emerging biology of emotional healing. New York: The New York Times. , Boyatzis, R. & Mckee, A. (2002). Primal leadership: Learning to lead with emotional intelligence. Boston: Harvard Business School. Greenberg, J, & Baron, R.A. (1995). Behaviour in organizations. 4th ed. Needham Heights: Allyn and Bacon. Greenberg, J. (2000). Behaviour in organizations. 7th Ed. NJ: Prentice Hall. Greenfield, T .(1991). Re-forming and re-valuing educational administration. Educational

Management and Administration, 30(2),65-76. Grigsby, K.A. (1991). Perception of the organization, climate: Influenced by the organization structure. Journal of Nursing Education, 30(2), 81-88. Gross, Edward & Amitai Etzioni. (1985). Organizations in society. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-hall.

Page 207: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

195

Guilford, J.P. (1988). Some change in the structure of intellect model. Education and Psychological Measurement, 48(Spring), 1-4. Halpin Andrew W. (1966). Theory and research in administration. New York: The Menillan. Hart, A.W. (1995). Reconceiving school leadership: Emergent views. Elementary School Journal. Havelock, Ronald C. (1973). The Change Agent’s Guide to Innovation in Education. Englewood

Cliffs: Education Technology. Hogan, R.,Curphy,G.J.,&Hogan,J. (1994). What we know about leadership: Effectiveness and Personality. American Psychologist. House, R.J. (1971). A path-goal theory of leader effectiveness. Administrative science quarterly, 16(3), 321-339. House, R.J. & Dessler, G. (1974). The path-goal theory of leadership: Some post hoc and a priori tests. In J.G. Hunt & L.L. Larson (Eds.). Contingency approaches in leadership. (pp. 29-55). Carbondale, IL: Southern Illinois University Press. Howell, J.P., & Costly, D.L. (2001). Understanding behaviours for effective leadership. New Jersey: Prentice-Hall. Hoy, W. K. & Miskel, C. G. (2005). Educational Administration: Theory, Research, and Practice. 6th ed. New York: McGraw-Hill. Jarvis, P and Tosey, P. (2001). Corporations and professions. In P. Jarvis (ed.) The Age of

Learning. London: Kogan Page. 147-156. John, W. (1992). Organizational Culture and Leadership. San Francisco, Jossey–Bass Published. Jones, T.M. (1991 ) .Ethical decision making by individuals in organizations: An issue contingent model. Academy of Management Review. Katzenmeyer, M., and Moller, G. (2001). Awakening the sleeping giant: Helping teachers

develop as leaders (2 nd ed.). Thousand Oaks, CA: Corwin Press. Kanter,R.M. (1968).Commitment and Social Organization: Study of commitment mechanism in utopian communities. American Sociological Review, 33 (5).499-577 Keith Davis. (1972). Human Behavior at Work: Human Relations and Organizational Behavior.

4th ed. (New York: McGraw-Hill Book CO.

Page 208: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

196

Kohlberg, L. (1981). State and sequence: The cognitive-development approach to socialization. InD. Goslin (Ed.), Handbook of socialization theory and research (pp.347-480). Chicago: Rand Mc Nally. Leithwood, K., and Duke, D.L. (1999). A century’s quest to understand school leadership. In

K.S. Lunenburg, F.C. & Ornstein, A.C. (1991). Educational administration: Concepts and practice. Belmont: Wadsworth. Lunenburg, F.C. & Ornstein, A.C. (2000). Educational administration: Concepts and practice. 3rd ed. Belmont: Wadsworth. Lussier, Robert N. & Achua, Christopher F. (2007). Effective leadership. 3rd ed. Australia: Thomson/South-Western. MacCallum, R. C., Widaman, K. F., Zhang, S., & Hong, S. (1999). Sample size in factor analysis. Psychological Methods, 4(1), 84-99 McClelland, D.C. (1975). Power: The inner experience. New York: Irvington. McClelland, D.C. (1985). Human Motivation. Glen view, IL: Scott, Foresman. MacNeill, N. and others. (2003). Beyond instructional leadership: towards pedagogic

leadership. Paper submitted for presentation at the 2003 annual conference for the Australian Association for Research in Education: Auckland.

McFarland, Dalton E. (1979). Management: Foundation and Practices. 5th ed. New York: McMillan. McGregor D. (1960). The Human Side of Enterprise. New York: McGraw-Hill. Michael A. Piel. (2008). Emotional intelligence and critical thinking relationships to transformational leadership. Ph.D. Dissertation, Department of Management in Organizational Leadership, University of Phoenix, U.S.A. Miller, D., & Toulouse, J.M. (1986). Strategy, structure, CEO personality and performance

in small firms. American Journal of Small Business. Miner, J.B. (1992). Industrial Organizational Psychology. Singapore: McGraw-Hill International. Moorhouse, J. (2002). Comparative Analysis of Leadership Perceptions: Study in USA. East Tennessee State University.

Page 209: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

197

Nahavandi, Afsaneh and Malekzadeh, Ali R. (1999). Organizational Behavior: The Person- Organization Fit. Indiana, U.S.A: Prentice-Hall. Nanus, B. (1992). Visionary leadership: Creating a compelling sense of direction for your organization. San Francisco, CA: Jossey-Bass. National Policy Board for Educational Administration .(2004). Professional Standards for Educational Leaders. National Policy Board for Educational Administration Neuman, M., and Simmons, W. (2000). Leadership for student learning .Phi Delta Kappan, 82, 8-

12. Nonaka & Takeuchi H. (1995). The Knowledge Creating Company, Oxford University Press. Orway Tead. (1936). The Art of Leadership. New York: Mcgrow-Hill Book Company Inc. Paul, J.H. (2013). Strategic Leadership: The Essential Skills. Harvard Business Review. Pellicer, L.O. (2003). Caring enough to lead: how reflective thought leads to moral leadership. Crow in Press. Petrick, J.A. and Furr, D.S. (1995). Total quality in managing human resources. Delray Beach,

Fla: St. Lucie Press. Plant, Roger. (1978). Managing Change and Making It Stick. London: William. Collin Sons. Porter, L.W., Lawler, E.E., and Hackman, R.J. (1975). Behavior in Organization. Tokyo: McGraw-Hill Kogakusha, Ltd. Preece, J. (2006). Beyond the learning society: the learning world? International Journal of

Lifelong Education Vol. 25 No 3. 307-320. Ralph M. Stogdill. (1950). Leadership, Membership and Organization. Psychological Bulletin. Reimers, Eleonora Villegas. (2003). Teacher Professional Development: An International Review

of the Literature. Paris. CHEMS. Rest, J.R. (1986). Moral development: Advances in research and theory. New York: Praeger. Robbins, S.P. (2003). Organizational behavior: Concepts controversies and application. 10th ed. New Jersey: Pearson prentice hall. Robbins, P. Stephen & Coulter, Mary. (2003). Management (international edition). Upper saddle river, New Jersey: Prentice Hall. Ross. Jr., W.T., & Robertson, D.C. (2000). Lying: The impact of decision context. Business Ethics Quarterly.

Page 210: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

198

Richardson Ackerman and Sarah Mackenzie. (2006). Identified the Characteristics and Responsibilities of Teacher Leaders. Baker J., (ed.). Emotion, disclosure, and health. (pp. 125-154). Washington, DC: American Psychological Association. Salovey, P. & Mayer, J.D. (1990). Emotional intelligence. Imagination, Cognition, and Personality, 9(2), 185-211. Salovey, P., Goldman, S.L., Turvey, C & Palfai, T.P. (1995). Emotional attention, clarity, and repair: Exploring emotional intelligence using the trait meta-mood scale. In Penne Sallis, E. and Jones, G. (2002). Knowledge management in Education. London: Kogan Page. Sashkin, M. (1988). Visionary leadership. In J. Conger, R. (ed.). Kananga and associates charismatic leadership: The elusive factor in organizational effectiveness. San Francisco, CA: Jossey-Bass. Sarason, S.B. (1982). The culture of the school and the problem of change. Boston: Allyn and

Bacon, Inc. Schermerhorn, J.R., Jr. (1997). Organizational behaviour. 6th ed. New York: Wiley. Schermerhorn, J.R., Jr., Hunt, J.G. & Osborn. Richard N. (2000). Osbron. Organizational behaviour. 7th ed. USA: John Wiley & Sons. Schein, E. H. (1992). Organizational Psychology. Singapore: Prentice-Hall. ________. (1994). Organizational and Managerial Culture as a Facilitor of Inhibitor of Organizational Learning. New York: Prentice-Hall. ________. (1997). Organizational Culture and Leadership (2nd ed.). New Jersey: Prentice-Hall. Senge, P.M. (1990). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization.

London: Century Press. Sergiovanni, T.J. and Carver, F.D. (1980). The school executive: A theory of administration. New York: Harper and Row. Sergiovanni, T.J. (1990). Adding value to leadership gets extraordinary results. Educational Leadership, 47(8), 23-27. Sergiovanni, T. J. (1992). Moral Leadership: Getting to the Heart of School Leadership. San Francisco: Jossey Bass. Sergiovanni, T. J. (2001).The Principal ship: A Reflective Practice Perspective. 4thed. Boston: Allyn and Bacon.

Page 211: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

199

Shapiro, J. P.Stefkovich, J. A. (2001). Ethical leadership and decision making in education: Applying theoretical perspective to complex dilemmas. London: Lawrence Erlbaum Association, Inc., Publisher.

, & Moore, J.H. (1989). Schooling for tomorrow: Directing reforms to issues that count. In T.J. Sergiovanni & J. H. Moore (Eds.). Schooling for tomorrow: Directing reforms to issues that count. (pp.213-226). Boston: Allyn and Bacon. Sergiovanni, et al. (1999). Educational governance and administration. 4th ed. Boston: Allyn and Bacon. Sheive, Linda Tinelli & Schoenheit, Marian B. (1987). Vision and the work life of educational leaders leadership examining the elusive. New York: the association for supervision and curriculum development. Sherrill, J.A. (1999). Preparing Teachers for leadership roles in the 21st century. Theory Into Practice. Snell, J., and Swanson, J. (2000, April). “The Essential Knowledge and Skills of Teacher

Leaders: A Search for a Conceptual Framework” Paper presented at the Annual Meeting of the American Education Research Association, New Orleans, L.A.

Starratt, R. J. (2004). Ethical Leadership. San Francisco, CA: Jossey Bass. Steers, R.M. & Porter, L.W. (1991). Motivation and work behaviour. 5th ed. New York: McGraw-Hill. Stephen P. Robbins. (2003). Organizational behaviour. (n.p.): Pearson Custom. Stogdill, R.M. (1974). Handbook of Leadership. London: Collier Macmillan Publishers. Tabachnick, B. G., and Fidell, L. S. (1996). Using multivariate statistics. 3rd ed. New York: HarperCollins. T. R. Batten. (1959). Community and Their Development. London: Oxford University Press. Thomas, G. (2005). Elementary principal emotional intelligence, leadership behaviour, and openness: An exploratory study. Ph.D. Dissertation, Department of Management in Organizational Leadership, University of Ohio State, U.S.A. Thomas, S.J., Rest, J.R., & Davison, M.L. (1991).Describing and testing a moderator of the moral judgment and action relationship. Journal of Personality and Social Psychology.

Page 212: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

200

Trevino, L.K. (1986). Ethical decision making in organizations: A person situation interaction is t model. Academy of Management Review. ________.(1990). A cultural perspective on changing organizational ethics. In R. Woodman & Pass more (Eds.), Research in organizational change and development (pp.195-230). Greenwich, CT: JAI Press. Trevio, L.K., Hartman, L.P., & Brown, M. (2000). Moral person and moral manager:

How executives develop are potation for ethical leadership. California Management Review. Trevino, L. K., Weaver, G. R., Gibson, D.G., &Toffler, B.L. (1999). Managing ethics and Legal

Compliance: What hurts and what works. California Management Review. Ubben, G.C., L. W. Hughes., & C. J. Norris. (2001). The Principal: Creative Leadership for

Effective Schools. Boston: Allyn & Bacon. U.S. Department of Education. (2005). What Is Instructional Leadership and Why Is It So

Important? The Newsletter for the Reading Program. Retrieved June 5, 2016 from http://72.14.235.104/searchesq=cache:-mozIGkY7cYJ: www.readingfirstsupport)

Victor,B., & Cullen,J.B. (1987). A theory and measure of ethical climate in organizations. In W.C. Frederick (Ed.), Research in corporate social Performance and policy (pp.51-71).Greenwich, CT: JAI Press.

Victor,B., & Cullen, J.B. (1988). The organizational bases of ethical work climates. Administrative Science Quarterly.

Vijay, S. (1983) . Some action implications of corporate culture: A manager’s guide to action. Organizational Dynamics, 12(2), 4-23. Warren G. Bennis. (1996). Leadership Theory and Authority. Administrative Science Quarterly. Wasley, P.A. (1991). Teachers who lead: The rhetoric of reform and the realities of practice.

New York: Teachers College Press. Weber, J. (1996). Leading the instructional program. In S. Smith. & P. Piele (Eds.), School

leadership. (pp. 253-278). Clearinghouse of Educational Management. Eugene, Oregon.

Page 213: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

201

Weisinger, H. (1998). Emotional intelligence at work: The untapped edge for success. San Francisco: Jossey-Bass. Wiersma. (1995). Research Methods in Education: An Introduction. Boston: Allyn and Bacon. Wilmore, E.L. (2002). Principal leadership: Applying the new educational leadership constituent council (ELCC) standards. Thousand Oak, California: Conwin Press. Wilson, S.M. (1993). The self-empowerment index: A measure of internally and externally expressed teacher autonomy (Electronic Version). Educational and Psychological Measurement. White, D. & Bednar, D. (1999). Organisational behaviour. Boston, MA.: Allyn & Bacon. Wong, K. (1998 ) . Culture and moral leadership in education. Peabody Journal of Education. 73(2): 106-125. World Health Organization. (1981). Global Strategy for Health for All by the Year 2000. Health

For All Series No. 30 Geneva: WHO. York-Barr, J., and Duke. (2004). What Do We Know About Teacher Leadership? Findings From

Two Decades of Scholarship. Review of Educational Research. Yukl, G. (1989) Managerial Leadership: A Review of Theory and Research. (State University of New York Albany): Journal Article. Retrieved June 12, 2016 from http://www.wilderdom.com/character.html[2004 Yukl (1998). Leadership in Organizations. (4th ed.). Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.

Page 214: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

ภาคผนวก

Page 215: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

203

ภาคผนวก ก แบบตรวจสอบความสอดคลองของขอค าถามกบตวบงช

และนยามเชงปฏบตการ

Page 216: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

204

แบบตรวจสอบความสอดคลองของขอค าถามกบตวบงชและนยามเชงปฏบตการ เรอง “ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน:

โมเดลความสมพนธเชงโครงสราง”

เรยน .................................................... กระผม นายสทธพงษ ทะกอง นกศกษาปรญญาเอก หลกสตรศกษาศาสตรดษฎบณฑต

สาขาวชาการบรหารการศกษา รหสประจ าตวนกศกษา 5730440512017 คณะศกษาศาสตร มหาวทยาลยมหามกฎราชวทยาลย วทยาเขตอสาน ก าลงท าวทยานพนธเรอง “ตวบงชภาวะผน าเชงคณธรรมส าหรบผบรหารสถานศกษาขนพนฐาน: โมเดลความสมพนธเชงโครงสราง” โดยมคณะกรรมการทปรกษาวทยานพนธ คอ พระครสธจรยวฒน, ดร.

วตถประสงคดงน 1) ศกษาความเหมาะสมของตวบงชเพอคดสรรไวในโมเดล 2) ทดสอบความสอดคลองของโมเดลทพฒนาขนจากทฤษฎและผลงานวจยกบขอมลเชงประจกษ และ 3) ตรวจสอบคาน าหนกองคประกอบขององคประกอบหลก องคประกอบยอย และตวบงช โดยแตละองคประกอบหลก องคประกอบยอยมนยามเชงปฏบตการและตวบงช/สาระหลกเพอการวดทผวจยใชเปนกรอบในการสรางขอค าถามเพอใชในการวจย

เพอให “ขอค าถาม” ไดรบการตรวจสอบจากผเชยวชาญ ซงแสดงถงความสอดคลองของ “ตวบงช/สาระหลกเพอการวด” กบ“นยามเชงปฏบตการ” ของแตละองคประกอบ กระผมจงใครขอความกรณาจากทานในการพจารณาความสอดคลองระหวาง “ขอค าถาม” กบ “ตวบงช/สาระหลกเพอการวด”และ กบ“นยามเชงปฏบตการ”

ขอความกรณาใหทานสงตรวจสอบความสอดคลองกลบมายงผวจยตามทอยดานหลงตรวจสอบความสอดคลอง หากมขอสงสยประการใด กรณาตดตอ นายสทธพงษ ทะกอง โทร. 089-9424471

ขอขอบพระคณเปนอยางยงทใหความอนเคราะหในการตรวจสอบความสอดคลอง “ขอค าถาม” กบ “ตวบงช/สาระหลกเพอการวด”และ กบ“นยามเชงปฏบตการ”และใหค าแนะน าในครงน

นายสทธพงษ ทะกอง

ผวจย

Page 217: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

205

ค าชแจง โปรดพจารณาความสอดคลองระหวาง ระหวาง “ขอค าถาม” กบ “ตวบงช/สาระหลกเพอ

การวด” และ กบ “นยามเชงปฏบตการ” โดยท าเครองหมาย ลงในชองทางขวามอ

Page 218: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

206

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role M

odel) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

1. ความนอบนอม

(Humility)

พฤตกรรมการแสดงออกของ

ผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานท

แสดงออกถงการรจกใชปญญา

พจารณาตวเองและผอนตามความ

เปนจรง การแสดงกรยาท าทางท

สภาพ นมนวล ไม หยาบกระดาง ไม

ท าท าหยงยโส การรจกแสดงความ

เคารพผใหญกวา การบอกความจรง

ดวยถอยค าทสภาพ ไม หยาบคาย

รจกใชค าพดทเหมาะสม การมจตใจ

ออนโยน การมองโลกในแงดจาก

การใชปญญาไตรตรอง

1. การรจกใชปญญาพจารณา ตวเองและผอนตามความเปนจรง 2. การแสดงกรยาท าทาง ทสภาพ นมนวล ไม หยาบ กระดาง ไม ท าท าหยงยโส 3. การรจกแสดงความเคารพ ผใหญกวา 4. การบอกความจรงดวย ถอยค าทสภาพ ไพเราะ นาฟง ไม หยาบคาย รจกใชค าพด ทเหมาะสม 5. การมจตใจออนโยน 6. การมองโลกในแงดจากการใชปญญา

ไตรตรอง

1. รจกใชปญญาพจารณ

าตวเองและผอนตามความเปนจรง

2. แสดงกรยาท าทางทสภาพ นมนวล ไม หยาบกระดาง ไม ท าท า หยงยโส 3. รจกแสดงความเคารพผใหญกวา 4. บอกความจรงดวยถอยค าท

สภาพ ไพเราะ นาฟง ไม หยาบคาย รจกใชค าพดทเหมาะสม 5. มจตใจออนโยน 6. มองโลกในแงดจากการใช

ปญญาไตรตรอง

Page 219: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

207

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role M

odel) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

2. ความไมเหนแกตน (Altruism)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานในการสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคมการชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน การใหทรพย หรอสงของทตนมอย การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม การใหเวลาของตนเพอชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกผอน

1. การสละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอนหรอสงคม 2. การชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน 3. การใหทรพย หรอสงของทตนมอย 4. การคดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม 5. การใหเวลาของตนเพอ ชวยเหลอหรอท าประโยชน ใหแกผอน

1. สละผลประโยชนสวนตนเพอชวยเหลอท าประโยชนใหบคคลอน หรอสงคม 2. ชวยเหลอหรอท าประโยชนใหแกบคคลอน 3. ใหทรพย หรอสงของทตนมอย 4. คดหรอชวยเหลอแกปญหาใหกบผอนหรอสงคมสวนรวม 5. ใหเวลาของตนเพอ ชวยเหลอหรอท าประโยชน ใหแกผอน

Page 220: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

208

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role M

odel) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

3. ความฉลาดทางอารมณ (Emotion Intelligence)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเองและผอนความสามารถจดการควบคมอารมณการสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง การแสดงความคด และการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวยการด าเนนชวตรวมกบผอนอยางสรางสรรคและมความสข

1. การตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเองและผอน 2. ความสามารถจดการควบคมอารมณ 3. การสรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง 4. การแสดงความคดและการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล 5. การมองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวย การด าเนนชวตรวมกบผอน อยางสรางสรรคและมความสข

1. ตระหนกถงความรสก ความคด และอารมณของตนเองและผอน 2. สามารถจดการควบคมอารมณ 3. สรางแรงบนดาลใจใหแกตนเอง 4. แสดงความคดและการกระท าของตนเองไดอยางสมเหตสมผล 5. มองโลกในแงด สามารถสรางปฏสมพนธดวย การด าเนนชวตรวมกบผอน อยางสรางสรรคและมความสข

Page 221: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

209

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลกการเปนแบบอยางดานคณธรรม (Moral Role M

odel) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1 4. การอ ทศตน (Commitment)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการประพฤตตนในการมความม งมนม งเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม ยดมนในเปาหมายการท างาน มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรมสรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน มความกระตอรอรน มความเพยรพยายามและม งมนต งใจในการท างาน กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพ มพนศกยภาพในการปฏบตงาน การอทศอารมณ ความรสก ความศรทธาและสตปญญา ใหกบองคกรโดยไม หวงสงตอบแทน

1. มความม งมนม งเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม 2. ยดมนในเปาหมายการท างาน 3. มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม 4. สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน 5. มความกระตอรอรน มความเพยรพยายามและม งมนต งใจในการท างาน 6. กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพ มพนศกยภาพในการปฏบตงาน 7. การอทศอารมณ ความรสก ความศรทธาและสตปญญา ใหกบ องคกรโดยไม หวงสงตอบแทน

1. มความม งมนม งเนนในเรองของคณธรรม จรยธรรม 2. ยดมนในเปาหมายการท างาน 3. มการประพฤตตนดปฏบตตามมาตรฐานคณธรรมและจรยธรรม 4. สรางศรทธาเปนแบบอยางทดในการท างาน 5. มความกระตอรอรน มความเพยรพยายามและม งมนต งใจในการท างาน 6. กระตนใหเกดการพฒนาอยางตอเนองเพอเพ มพนศกยภาพในการปฏบตงาน 7. อทศอารมณ ความรสก ความศรทธาและสตปญญา ใหกบ องคกรโดยไม หวงสงตอบแทน

Page 222: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

210

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความยตธรรม (Justice) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1 1. ความเทยงธรรม (Rectitude)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต ไมเลอกปฏบตคอการบรการทใหความเสมอภาค

1. การปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางรงไปตรงมา สอดคลองกบความเปนจรง 2. การไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง 3. การวางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต 4. ไมเลอกปฏบตคอการบรการ ทใหความเสมอภาค

1. ปฏบตตนดวยความเทยงตรง ท าหนาทอยางตรงไปตรงมาสอดคลองกบความเปนจรง 2. ไมล าเอยงเพราะความพอใจรกใคร โกรธ เกลยด กลว หลง 3. วางตวและใจทเปนกลาง ไมมอคต 4. ไมเลอกปฏบตคอการบรการ ทใหความเสมอภาค

2. ความชอบดวยเหตผล (Fairness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการมองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณน นคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจน และครบถวน

1. การมองหรอตดสนสงตางๆโดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ 2. การพจารณาหาเหตผลอยางบรบรณน นคอ ตองมขอมลทถกตอง ชดเจนและครบถวน

1. มองหรอตดสนสงตางๆ โดยมเหตผลอยางเดยวไมเอาอคตหรอความชอบสวนตวเขามารวมตดสนใจ 2. พจารณาหาเหตผลอยางบรบรณน นคอ ตองมขอมลทถกตองชดเจนและครบถวน

Page 223: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

211

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความยตธรรม (Justice) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหว างบคคล มการตดสนปญหาขอบาดหมางดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล

3. การมความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหว างบคคล 4. มการตดสนปญหาขอบาดหมาง ดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล

3. ความเขาใจผอน รจกเอาใจเขามาใสใจเรา การท าความเขาใจความแตกตางระหว างบคคล 4. ตดสนปญหาขอบาดหมาง ดวยความยตธรรมอยางมเหตมผล

3. ความถกตอง (Rightness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาทแสดงออกถงการพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพ นฐานของความถกตอง ไมปลอยใหสงทผดพลาดหรอขอบกพรองนน าไปสขอไดเปรยบ การไมเอาเปรยบผทออนแอกว าหรอผทโงเขลากว าการไมมงประโยชนในขอผดพลาดหรอขอไดเปรยบน นใหกบตนเอง

1. การพจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ 2. การไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพ นฐานของความถกตอง 3. ไมปลอยใหสงทผดพลาดหรอขอบกพรองนน าไปสขอไดเปรยบ 4. การไมเอาเปรยบผทออนแอกว าหรอผทโงเขลากว า 5. การไมมงประโยชนในขอ ผดพลาดหรอขอไดเปรยบน น ใหกบตนเอง

1. พจารณาอยางละเอยดรอบคอบในขอเทจจรงของทกกลมทเกยวของ 2. ไมเหนผดเปนชอบพจารณาเปนพ นฐานของความถกตอง 3. ไมปลอยใหสงทผดพลาดหรอขอบกพรองนน าไปสขอไดเปรยบ 4. ไมเอาเปรยบผทออนแอกว าหรอผทโงเขลากว า 5. ไมมงประโยชนในขอ ผดพลาดหรอขอไดเปรยบน น ใหกบตนเอง

Page 224: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

212

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความซอสตย (Honesty) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

1. การเปดเผยความจรง (Truthfulness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการบอกความจรงท งหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา การน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา การเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไม ปดบง การปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได การใหความมนใจกบคนในองคกรในการน าขอมลไปใช

1. การบอกความจรงท งหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา 2. มการน าขอมลมาใชอยางตรงไปตรงมา 3. มการเปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไม ปดบง 4. ปฏบตงานไดดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได 5. การใหความมนใจกบคนใน องคกรในการน าขอมลไปใช

1. บอกความจรงท งหมดกบผอนอยางตรงไปตรงมา 2. น าขอมลมาใชอยางรงไปตรงมา 3. เปดเผยขอมลใหกบสมาชกในองคกรโดยไม ปดบง 4. ปฏบตงานดวยความโปรงใสสามารถตรวจสอบได 5. ใหความมนใจกบคนใน องคกรในการน าขอมลไปใช

2. การรกษาสญญา (Promise Keeping)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดดงออกถงการคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไปโดยการไม โกหก ไม

1.การคงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไม โกหก ไม หลอกลวง 2. การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดก ตองท าใหส าเรจ

1.คงไวหรอปฏบตตามซงขอตกลงของบคคลสองฝายขนไป โดยการไม โกหก ไม หลอกลวง 2. รกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดก ตองท า

Page 225: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

213

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความซอสตย (Honesty) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

อยางด การปฏบตหนาทการงานของตนเองดวยความรบผดชอบหลอกลวง การรกษาค าพดหรอค ามนสญญา ลนวาจาวาจะท างานสงใดก ตองท าใหส าเรจเปน

3. การปฏบตหนาทการงานของ ตนเองดวยความรบผดชอบเปนอยางด

3. ปฏบตหนาทการงานของ ตนเองดวยความรบผดชอบให

ส าเรจเปนอยางด

3. การเคารพผอน (Respect for the Individual)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการแสดงออกอยางสภาพ การเปนมตรตอผอน การไม ใหรายผอน และการกลาทจะรบความจรง

1. การแสดงออกอยางสภาพ 2. การเปนมตรตอผอน 3. การไม ใหรายผอน 4. การกลาทจะรบความจรง

1. แสดงออกอยางสภาพ 2. เปนมตรตอผอน 3. ไม ใหรายผอน 4. กลาทจะรบความจรง

Page 226: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

214

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความเมตตา (Kindness) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

1. ความปรารถนาด (Goodwill)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค ชวยเหลอแนะน าตกเตอน และหามปรามใหผอนท าดละเวนจากความชว ใหความรแนะน าโดยปราศจากอคต

1. การมความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน 2. การแสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ 3. หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค 4. ชวยเหลอแนะน าตกเตอน 5. หามปราม ใหผอนท าดละเวนจาก ความชว ใหความรแนะน าโดย ปราศจากอคต

1. มความรก ความปรารถนาด มไมตรตองการชวยเหลอใหทกคน 2. แสดงความยนดเมอผอนไดรบความส าเรจ 3. หมนสอดสองดแลความทกขสขของผทอยใตบงคบบญชาดวยความเสมอภาค 4. ชวยเหลอแนะน าตกเตอน 5. หามปราม ใหผอนท าดละเวน

จาก ความชว ใหความรแนะน าโดย ปราศจากอคต

2. ความหวงใยผอน (Caring for Others)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถง ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน

1. ความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน 2. ใหความใสใจกบผอน 3. การใชค าพดท าทางทแสดงถงความ

1. มความจรงใจในการแสดงออกดวยการชวยเหลอผอน 2. ใหความใสใจกบผอน 3. ใชค าพดท าทางทแสดงถงความ

Page 227: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

215

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความเมตตา (Kindness) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ

ตวบงช/สาระหลกเพอการวด ขอค าถาม

ความคดเหน ขอเสนอแนะเพมเตม

-1 0

+1

ใหความใสใจกบผอน การใชค าพดท าทางทแสดงถงความปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน และรจกบคคลและวธการทจะใหการชวยเหลอเพอสรางก าลงใจ

ปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ 4. มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน 5. รจกบคคลและวธการทจะใหการ ชวยเหลอเพอสรางก าลงใจ

ปรารถนาดอยางจรงใจจนท าใหรบรถงความไววางใจ 4. มความเตมใจและแสดงออกถงความรสกทแทจรงของตนทจะใหมการชวยเหลอคน 5. รจกบคคลและวธการทจะให

การชวยเหลอเพอสรางก าลงใจ

3. ความเออเฟอ เผอแผ (Generousness)

พฤตกรรมการแสดงออกของผบรหารสถานศกษาข นพ นฐานทแสดงออกถงการชวยเหลอผอนดวยความต งใจจรงโดยไม ม งหวงสงตอบแทน การแบ งปนสงตางๆใหแกผอน ความมน าใจยอมรบความคดเหนของผอน การแนะน า

1. การชวยเหลอผอนดวยความต งใจจรงโดยไม ม งหวงสงตอบแทน 2. การแบ งปนสงตางๆใหแกผอน 3. ความมน าใจการแบ งปนสงตางๆใหแกผอน 4. การแนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไม หวงแหน

1. ชวยเหลอผอนดวยความต งใจจรงโดยไม ม งหวงสงตอบแทน 2. แบ งปนสงตางๆใหแกผอน 3. มน าใจการแบ งปนสงตางๆใหแกผอน 4. แนะน าในสงทเปนประโยชนโดยไม หวงแหน

Page 228: ´ª n ¸Ê£µª³ ¼o εÁ · » ¦¦¤Îµ®¦´ o¼ ¦·®µ¦ µ «¹ ¬µ ´Ê ¡ºÊ ...phd.mbuisc.ac.th/full thesis/Sutthipong.pdf · ´ ®ª ´Â n¨³Á ¦ª ¦µ µ¦hhhhhhhhhhhhhhhhhhh

216

ความสมพนธระหวางองคประกอบหลก ความเมตตา (Kindness) นยามองคประกอบยอยและตวบงชเพอสรางขอค าถามในแบบสอบถามเพอการวจย

องคประกอบยอย นยามเชงปฏบตการ